ประวัติศาสตร์เหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2310 เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่สำคัญของคนไทย คนไทยจำนวนมาก เจ็บแค้น หรือเลือกที่จะนำมาเป็นปัญหาด้านเชื้อชาติ การรังเกียจคนจากประเทศหนึ่ง โดยที่เขายังไม่ได้ทำอะไรให้ท่านเลย แต่รังเกียจเขา เพียงเพราะว่าในอดีต บรรพบุรุษของเขา ( ซึ่งก็ไม่รู้เป็นพ่อใครแม่ใครแต่โดนเหมารวม ) กลายเป็นภาพที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผมก็เคยเป็นเช่นนั้น....แต่ หลังจากได้เรียนเอกประวัติศาสตร์แบบจริงๆ ทำให้เข้าใจความจริงหลายๆอย่าง และมีมุมมองโลกทัศน์ที่กว้างมากขึ้นมากมาย ผมจึงอยากจะนำมาเสนอให้ทุกท่านลองละวาง "อคติ" ทิ้ง "ชาตินิยม" ไปสักครู่ แล้วมาเปิดใจมองอีดด้านนึงที่เป็นด้านดีกันเถอะครับ

              การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในวันคืนวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2310 เป็นการสร้างแรงกระสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้สังคมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แรงขนาดไหนหน่ะหรอครับ ก็แรงขนาดที่เกิดภาวะหลุมดำทางการเมืองการปกครองเลย......ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ การมีก๊กต่างๆเกิดขึ้นมากมายไปทั่ว เพราะไม่มีเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางทางอำนาจอย่างกรุงศรีอยุธยาเหลืออีกแล้ว นั้นคือความจริงครับ เกิดความอดอยากปากแห้ง ข้าวไม่พอกิน ปัญหานี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในสมัยแผ่นดินกรุงธนบุรี เกิดการย้ายเมืองหลวงใหม่ เพราะเมืองหลวงเก่าอย่างอยุธยา ไม่ตอบโจทย์ทั้งในทางยุทธศาสตร์และความเป็นสิริมงคลอีกแล้ว.....นี้คือภาพความจริงครับที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นบาดแผล ความกลัว ที่ฝังใจคนที่อยู่ในลุ่มเจ้าพระยามาตั้งแต่ต้นเลย ไม่ใช่แค่ปัจจุบัน แต่เป็นบาดแผลที่ถูกใส่เข้ามาในดีเอ็นเอช้านานแล้วครับ

Advertisement

Advertisement

แต่...หากเราจะเลือกมองอีกมุมนึงหล่ะครับ ว่าเลือกมองยังไงให้ยังเห็นด้านดีอยู่บ้าง ผมในฐานะคนเรียนเอกประวัติศาสตร์ก็จะขออนุญาตวิเคราะห์ โดยอิงจากความคิดของผมที่ได้อ่านหนังสือเรื่องเสียกรุงมามิน้อย มานำเสนอทุกท่านครับว่า มองเรื่องเสียกรุงอย่างไร ให้ไร้อคติ.........................

ประการที่ 1 เหตุการณ์ล้อมกรุงศรีอยุธยานั้น เป็นธรรมเนียมการทำศึกสงครามแต่โบราณ ของผู้ที่เป็นเจ้านคร เขาต้องรบเพื่อแผ่บารมี และเเสดงความเป็นจักรพรรดิราช ( ราชาเหนือราชา ) โดยการไปตีอาณาจักรหนึ่งเข้ามาเป็นเมืองขึ้นของตน มันเป็นธรรมดามากครับที่มีเหตุการณ์แบบนี้ มิใช่พม่าทำกับอยุธยาหรือไทยอย่างเดียว แต่อยุธยาในอดีต หรือแม้แต่ธนบุรี รัตนโกสินทร์ ก็กระทำต่ออาณาจักรอื่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการไปตีนครวัดขงกรุงศรีอยุธยาสมัยเจ้าสามพระยา แล้วก็กวาดต้อนกำลังคนของเขามาไว้ในอยุธยาเช่นกัน ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องเเปลกครับ และไม่ใช่เรื่องที่ควรไปโกรธเคืองพม่าหรือใครเลย เพราะ "มันเป็นธรรมเนียม และเป็นธรรมดาของโลกโบราณ''

Advertisement

Advertisement

วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดในพระราชวังหลวงอยุธยา พบร่องรอยไฟไหม้ที่สอดรับกับเรื่องการเผากรุง https://unsplash.com/photos/6dMtbq7iyYcวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดในพระราชวังหลวงอยุธยา พบร่องรอยไฟไหม้ที่สอดรับกับเรื่องการเผากรุง https://unsplash.com/photos/6dMtbq7iyYc

 

 

ประการที่ 2 คนไทยทั้งหลายเจ็บแค้นใจที่โดนกองทัพพม่าเผาบ้านเผาเมืองกรุงศรีอยุธยา........ประเด็นที่ผมอยากจะบอกนะครับ จากหลักฐานที่พบนปัจจุบัน หลักฐานทางฝั่งพม่าบอกถึงพระประสงค์ของพระเจ้ามังระชัดเจนครับว่า ต้องการทำลายกรุงศรีอยุธยาให้หมดสภาพความเป็นเมืองหลวงลงไป เพราะอะไรหน่ะหรอครับ มันมีปัจจัยสำคัญ 2 ข้อ คือ 1) หากไม่มีอยุธยาสักเมือง ก็จะหมดสิ้นเมืองท่าคู่แข่งตนเองไป ทำให้ทางพม่าค้าขายได้สะดวก 2) อยุธยามีทรัพยากรไม่ว่าจะเงินทอง และที่สำคัญ คือ ทรัพยากรคน ซึ่งราชสำนักของราชวงศ์คองบองมองตรงนี้เป็นสำคัญครับ เพราะต้องการได้กำลังคนไปเติมอาณาจักรของตนเองและอยุธยา สามารถตอบโจทย์ได้ดีมากทั้ง 2 ข้อ

ซึ่งหากพิจารณาทั้ง 2 ข้อนั้น จึงให้ภาพที่ชัดเจนมากครับว่า ทำไมพม่าเขาถึงไม่ไว้อยุธยาแบบครั้งบุเรงนอง เพราะครั้งนี้ พม่ามาเพื่อต้องการทำลาย ปล้นทรัพยากรจากอยุธยา แต่....อย่าเพิ่งโกรธไปครับ เพราะนี่ก็เป็นธรรมเนียม หรือวิธีการรบแต่โบราณของรัฐต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว และอยุธยาก็เคยทำมามากมายเช่นกันดังที่ผมได้ยกตัวอย่างให้เห็นใน ประการที่ 1 ดังนั้น จึงเป็นวิถีและความต้องการของพระเจ้ากรุงอังวะครับ ที่ทำลงไปเช่นนั้น 

เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล  สร้างในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรเพื่อฉลองชัยชนะ https://unsplash.com/photos/TNUUxnSMB44                 เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล  สร้างในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรเพื่อฉลองชัยชนะ https://unsplash.com/photos/TNUUxnSMB44

 

 

ประการที่ 3 การล่มสลายของอาณาจักรอยุธยาทำให้เกิดปัจจุบัน ประการนี้เป็นเหตุผลง่ายๆครับว่า การล่มสลายของอยุธยานั้น ทำให้เกิดอาณาจักรใหม่ขึ้นมาในประวัติศาสตร์ไทยถึง 2 อาณาจักร ทั้ง ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ และการเกิด 2 อาณาจักรนี้ ก็เป็นการนำไทม์ไลน์โลกอดีตมาสู่โลกปัจจุบันให้เป็นเราแบบทุกวันนี้ครับ ดังนั้นเท่ากับว่าการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ก็ทำให้เกิดปัจจุบันของเราเหมือนกัน มันอาจจะไม่ใช่ว่าดีหรือไม่ดีหรอกครับ แต่หากหลายท่านคิดว่าอยากให้อยุธยายังคงอยู่ ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าโลกของเราจะเป็นแบบนี้ ถูกไหมครับ ที่สำคัญที่สุด คือ มองจากความเป็นจริงที่ว่า มีวันนี้ได้ เพราะอยุธยาแตกนั่นเอง

วัดไชยวัฒนาราม สร้างในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง อยุธยาตอนปลาย  https://unsplash.com/photos/sQiYalV4i7E                     วัดไชยวัฒนาราม สร้างในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง อยุธยาตอนปลาย  https://unsplash.com/photos/sQiYalV4i7E

 

 

              จากเหตุผลที่ผมยกให้อ่านกันข้างต้นทั้ง 3 ประการนั้น เป็นการวิเคราะห์แบบง่ายๆครับว่า หากเรายกอคติออกไป และมองประวัติศาสตร์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ให้เป็นธรรมชาติ ธรรมดาของโลกโบราณ มันก็เป็นเช่นนั้นแล มิได้มีความพิเศษกว่าที่ใดๆ พม่าไม่ได้ทำลายอยุธยาให้สิ้นโครตเง่า แต่มันเป็นธรรมเนียม เป็นความต้องการ และเป็นเอกลักษณ์การทำสงครามของรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว มิใช่เพราะพม่าเกลียดไทย มีแต่ไทยปัจจุบันที่เกลียดพม่า เพราะเรามีความคิดในโลกชาตินิยมที่เพิ่งจะมีกาสร้างในสมัยหลัง โดยเฉพาะสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม อย่างมากมาย และหลักสูตรตำราการศึกษาที่ผลักดันแนวคิดนี้ไปสุดโต่ง ไม่รวมละคร,หนัง ที่ท่านได้ชมอีก ดังนั้นผมจึงคิดว่า บทความเรื่อง "มองประวัติศาสตร์เสียกรุงครั้งที่ 2 อย่างไรให้ไร้อคติ'' น่าจะช่วยเปิดโลกทัศน์ จุดประการความเป็นไปของโลกอดีตแบบเป็นจริงให้ทุกท่านได้ไม่มากก็น้อยครับ

เครดิตภาพหน้าปก https://unsplash.com/