บทความนี้จะชวนผู้อ่านทุกท่านให้ช่วยกันขบคิดว่าเป็นไปตามที่ผู้เขียนตั้งใจเสนอหรือไม่?

ผู้อ่านหลายท่านคงคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า "เราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้"

nature                                                   (Cr: by 024-657-834 from https://bit.ly/2Sc6WMS)

ส่วนตัวผมว่าใช่นะครับ เพราะตรรกะง่าย ๆ คือ เราเกิดจากกระบวนการตามธรรมชาติและย่อมสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติเช่นกัน ประกอบกับคำสอนตามแนวพุทธที่เรียกว่า "ธรรมะ" นั่นคือ การอยู่และเข้าใจธรรมชาติ หรือไม่?

ปัจจุบันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข่าวที่กระทบกระเทือนจิตใจเรามากที่สุด ไม่ใช่ปัญหาสงคราม เศรษฐกิจ การเมือง มากเท่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิโรคระบาด (ห้ามเล่นมุกว่าทำไมถูกจัง) พะยูนมาเรียมตาย หมีขั้วโลกเดินทางเข้ามาหาอาหารในหมู่บ้านมนุษย์ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ปัญหาภัยแล้ง น้ำขาดแคลนทั่วโลก อากาศร้อนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ไวรัสโคโรน่า ฝูงตั๊กแตนจำนวนมากที่แอฟริกา ไฟป่า หมอกควันฯ เหล่านี้ล้วนเกิดจากฝีมือมนุษนย์แทบทั้งสิ้น เมื่อมนุษย์ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล เรา (มนุษย์) เองก็จำต้องยอมรับภาวะการเสียสมดุลนี้

Advertisement

Advertisement

ผมคงไม่มีสิทธิไปตำหนิผู้อ่านครับ เพราะผมเองก็เคยเป็นคนที่ทำลายสมดุลธรรมชาติคนหนึ่งเหมือนกัน

จะดีกว่าหรือไม่ครับที่จะเลิกโทษกันไปมา (อย่างที่พี่กิ๊ก มยุริน ตั้งข้อสังเกตว่า การที่เราชี้/ตำหนิคนผิด เรามักจะใช้นิ้วแค่ 1 นิ้ว ชี้ไปที่คน ๆ นั้นแต่อีก 3-4 นิ้วจะชี้เข้าหาตัวเองเสมอ)Blame                                                                         (Cr: by Freepix from https://bit.ly/2OX9xZd)

แต่เราต้องตระหนักกันอย่างจริง ๆ เสียทีว่า "ถึงเวลากอบกู้สมดุลธรรมชาติให้กลับคืนมาให้ได้มากที่สุด" เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาระดับชาติอีกต่อไป แต่ควรต้องเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ที่อยู่เหนือสังคม เศรษฐกิจ การเมืองทั้งปวง เพราะต่อให้ปัญหาอื่นได้รับการแก้ไข แต่ถ้าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไข ถามจริง ๆ ครับว่าเรายังจะมีความสุขในการดำรงชีวิตได้อยู่หรือ? ลองจินตนาการเล่น ๆ คือ เราต้องซื้ออากาศหายใจ แค่ได้ลองใส่หน้ากากช่วงนี้ก็ลำบากจะแย่แล้วครับ ถ้าให้ต้องซื้ออากาศอีกคิดสภาพไม่ออกจริง ๆ หรือเหตุการณ์หนึ่งที่หลอกหลอนคนไทย คือ สึนามิ ณ ตอนนั้นสร้างเหตุการดังกล่าวสร้างผลกระทบ/เตือนให้คนทั่วโลกให้จำต้องตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และล่าสุดคือ ปัญหาโรคระบาดจากจีน ที่ต้องอาศัยทั้งเวลาและความสามารถของมนุษย์ในการแก้ไข

Advertisement

Advertisement

จากเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ผมจึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า "มาตราการป้องกัน" น่าจะส่งผลดีกว่า "มาตราการแก้ไข" หรือไม่? ยกตัวอย่าง หากเราสามารถป้องกันเชื้อโรคมิให้ระบาดได้ทัน ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก และเศรษฐกิจไทยย่อมได้อานิสงฆ์ในเชิงบวกไปด้วย เห็นได้ชัดว่า "ป้องกันไว้ดีกว่าแก้แน่นอน"

Advertisement

Advertisement

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนน่าจะพอทราบถึงความรุนแรงของปัญหามลภาวะอากาศในปัจจบัน หรือ ปัญหาฝุ่น PM. 2.5 ที่สามารถหยุดยั้งการเจริญเติมโตของเด็ก และสามารถส่งผลกระทบต่อสมองของมนุษย์ในแทบจะทุกวัย

ในฐานะผู้เขียนเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผมยิ่งต้องย้ำถึงผู้ป่วยว่า พวกเราจะอยู่ในภาวะเสี่ยงมากกว่าคนปกติ แต่คนปกติ(ไม่ป่วย) ก็ห้ามประมาทนะครับ เพราะโรคนี้อาจไม่สนุกเมื่อรอด เพราะการฟื้นฟูร่างกายนั้น-เสมือนการกลับไปเป็นเด็กใหม่: ฝึกเดิน ฝึกใช้อวัยวะข้างที่อ่อนแรง ฝึกออกเสียง ฝึกโน่นฝึกนี่ แม้ว่าปัจจุบัน เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก แต่เชื่อผมเถอะการทำอะไรได้เองน่าภูมิใจกว่าเยอะ 

กลับมาที่ประเด็นฝุ่น เกิดจากอะไรเอ่ย? ธรรมชาติ หรือ มนุษย์ ตอบเลยว่า มนุษย์

ไม่ว่าจะเป็น ภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน เอกชน ฯ ล้วนเป็นผู้ก่อมลภาวะ/มลพิษแทบทั้งสิ้น แล้วท้ายที่สุดผลของการกระทำก็กลับคืนสนองพวกเราเอง

มันน่าจะไม่เป็นการดีแน่ถ้าผมเอาแต่โทษคนนั้นคนนี้ เพราะไม่น่าจะเกิดประโยชน์อันใด แต่ในบทความนี้ผมเพียง:

1.สร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

2. ปรับตัวเองให้เข้าสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

3. หาแนวทางฟื้นฟูสภาพโลกให้กลับมาก่อนที่โลกจะเปลี่ยนไป(ในทางที่แย่)ให้กลับฟื้นคืนชีพให้มากที่สุด

4. คิดทบทวนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาของใครคนหนึ่ง จริง ๆ แล้ว คือ ปัญหาของทุก ๆ คน

5. ไม่มีคำว่า "สาย" ในการร่วมกันแก้ไข น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลยหรือไม่?

6. ชนะอะไรไม่สู้ชนะใจตัวเอง

7. "เงิน" ไม่สามารถซื้อธรรมชาติที่ดีได้ แต่สองมือหนึ่งสมองช่วยได้ money v. envi

                                    (Cr: by qimono from https://bit.ly/2SfVHCU)

8. อย่าพยายามโยนหน้าที่ความรับผิดให้กับรัฐบาล เพราะนี่คือปัญหาของประชาชนทุกคน

9. ช่วงเวลานี้ ผมมองว่าธรรมชาติพยายามให้เวลาพวกเราสำนึกผิด ทำให้เขา (ธรรมชาติ)เห็นว่า "เราสำนึก" แล้วจริง ๆ 

10. การออกมารณรงค์เป็นสิ่งดี แต่การการรณรงค์และทำให้เห็นมันน่าจะจับต้องได้มากกว่า

ท้ายนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะช่วยย้ำเตือนว่า "เราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้จริง ๆ" ดังนั้น ช่วยย้ำเตือนตัวเองหรือคนข้าง ๆ ว่า ลงมือทำเถอะก่อนจะสาย (เกินแก้)save Earth                                                                   (Cr: by Tumisu fromhttps://bit.ly/2voZWmH)

#เตือนแล้วนะ

ปล. ขอบคุณภาพปก โดย 024-657-834 จาก https://bit.ly/3bqyNR3