ภรรยาของผมมีเหตุที่ต้องเข้ารักษาตัวแบบฉุกเฉินที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน จำได้ว่าตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เธอก็ถูกนำเข้าสู่ห้องผ่าตัด ส่วนตัวผมก็ไปทำเรื่องจองห้องพักฟื้นให้กับภรรยา ผมแจ้งเจ้าหน้าที่ไปว่าผมอยากได้ห้อง VIP แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าคืนนี้ห้องเต็ม แต่ช่วงบ่ายของอีกวันจะมีคนย้ายออก ขอให้ผมใช้ห้องพิเศษที่เหลือว่าง 1 ห้องบนชั้น 12 ไปก่อน

เตียงคนไข้ผมขึ้นไปนั่งรอที่นั่น มันเป็นห้องพิเศษที่ค่อนข้างใหม่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีห้องน้ำในตัว ระหว่างที่ผมรออยู่ในห้องนั้น อยู่ดี ๆ ผมก็นึกถึงคุณยายของผมที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีก่อน ผมยกมือไหว้แล้วอธิษฐานขอให้ท่านอยู่กับผมตอนนี้และคุ้มครองภรรยาผม ขอให้การผ่าตัดเป็นไปด้วยดี เวลาผ่านล่วงเลยไปสักพัก ผมเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ผมฝันเห็นคุณยายเดินเข้าประตูมา แล้วมานั่งอยู่ที่หัวนอน คุณยายลูบหัวผมเบา ๆ แล้วบอกกับผมว่า “ต้นไม่ต้องเป็นห่วงนะ แต่ขอเขาย้ายไปห้องอื่นอย่านอนที่นี่”

Advertisement

Advertisement

ประตูผมสะดุ้งตื่นเพราะเจ้าหน้าที่เข็นเตียงภรรยาเข้ามาในห้อง เธอยังคงหลับเพราะฤทธิ์ยาสลบ เจ้าหน้าที่บอกว่าเธอจะหลับไปอีกหลายชั่วโมง ให้ผมนอนพักผ่อนเถอะเพราะต้องเฝ้าเธออีกหลายวัน ผมนั่งดูเธอสักครู่ จึงกลับไปนอนที่เตียงสำหรับเฝ้าไข้ ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 10 ก้าว ระหว่างเตียงคนไข้กับเตียงญาติจะมีผ้าม่านสีครีมกั้น ซึ่งตัวม่านเขาออกแบบมาไว้สำหรับรูดปิดรอบเตียงคนไข้ ในกรณีที่เขามาเช็ดตัว ทำความสะอาดผู้ป่วยจะได้ช่วยพรางสายตา

ก่อนล้มตัวลงนอน ผมเปิดไฟสีส้มไว้ที่หัวเตียงของเธอ ส่วนตัวผมเองผมนอนไม่หลับ ผมเลยปิดไฟส่องสว่างในห้อง แล้วเปิดทีวีนอนดูรายการโน่นนี่นั่นไปเรื่อย ด้วยความที่กลัวแสงจากโทรทัศน์จะ รบกวนเธอ ผมเลยรูดม่านที่กั้นตรงเตียงของเธอจากบนหัวนอน ไปจนถึงโค้งสุดปลายเท้า เพื่อให้เธอได้พักผ่อน

Advertisement

Advertisement

ผมนอนดูทีวีจนหลับไป สักพักผมได้ยินเสียงคนเรียกให้ตื่น “ต้น ๆ ตื่น ตื่นเถอะลูก” ในตอนนั้นผมก็หรี่ตาขึ้นมาดูนิดหนึ่งเพราะคิดว่าฝันไป    ผมเห็นผู้ชายใส่ชุดบุรุษพยาบาลเดินเข้ามาในห้อง เขาบอกกับผมว่า “นอนไปเถอะ ขอเข้ามาเช็กอาการแปบหนึ่ง” ด้วยความง่วงผมเลยผล็อยหลับต่อ แล้วเสียงเรียกก็ดังขึ้นมาอีก “ต้น ๆ ตื่นได้แล้วตื่นเร็ว!!” ใช่ครับมันเป็นเสียงของคุณยาย แต่คราวนี้เป็นเสียงที่หนักแน่นและชัดกว่าเดิมจนผมต้องสะดุ้งตื่น ด้วยสัญชาตญาณผมรีบหันไปมองที่เตียงของภรรยา ด้วยไฟสลัวที่อยู่บนหัวนอนหลังม่าน ผมเห็นเป็นเงาคนยืนอยู่และพยายามจะลากเตียงผู้ป่วยจนเตียงเลื่อนและค่อย ๆ ขยับ ผมเลยตะโกนไปว่า “เฮ้ย!!! ทำอะไร จะลากเตียงไปไหน” ผมรีบก้าวไปที่เตียงภรรยา สิ่งนั้นหยุดแล้วตามด้วยเสียงหัวเราะ แบบเย็นยะเยือกจนขนผมลุกตั้งแต่หัวไปยันปลายเท้า ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมาก พอผมเปิดม่าน ผมเห็นผู้ชายคนนั้นวิ่งทะลุกระจกตรงด้านข้างเตียงคนไข้อีกฝั่ง แล้วกระโดดลงไป!!! ด้านล่าง ซึ่งตรงนั้นมันไม่มีระเบียงครับ!! ห้องนี้อยู่ชั้น 12 เปิดหน้าต่างออกไป ก็เป็นนอกตัวตึกแล้ว ผมยืนช็อกอยู่ตรงนั้นแล้วหมดสติไป

Advertisement

Advertisement

เตียงคนไข้ฟื้นขึ้นมาอีกทีผมนอนอยู่บนเตียงเฝ้าไข้โดยมีพยาบาลกำลังวัดความดัน พอผมเริ่มขยับตัวภรรยา ผมก็ทักขึ้นมาว่า “พี่ต้นเห็นใช่ไหมคะ พี่เห็นใช่ไหม??” ผมพยุงตัวลุกเดินไปที่เกิดเหตุ ผมพยายามเปิดกระจกตรงนั้นแต่มันปิดตายครับ ผมถามพยาบาลว่า “ทำไมกระจกเปิดไม่ได้” เธอตอบว่า “หน้าต่างมันเสียตัวล็อคก็เสียเลยเปิดไม่ได้ค่ะ” ผมกำลังจะถามต่อแต่เธอก็ชิงเดินออกจากห้องไป

ภรรยาผมเล่าว่า “เตยนอนหลับอยู่ ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา มองเห็นเป็นผู้ชายใส่ชุดบุรุษพยาบาลยืนจับปลายเตียงอยู่ เตยเลยถามว่ามาเช็กไข้เหรอคะ เขาไม่ตอบอะไรเขาเริ่มลากเตียงแล้วบอกว่า ไป!! ไปอยู่ด้วยกัน!! เตยร้องไม่ออกเอามือพยายามจะกดปุ่มเรียกพยาบาลด้านนอกแต่ทำไม่ได้ เขาพยายามลากเตียงสักพัก พี่ต้นก็ตื่นแล้ววิ่งมานี่แหล่ะ”

ด้วยความสงสัยผมเลยแอบสอบถามแม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดว่าห้องนี้มีอะไรหรือเปล่า เธอเล่าว่า “เมื่อไม่นานมานี้มีบุรุษพยาบาลป่วยเป็นโรคซึมเศร้า นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องนี้ อยู่ดี ๆ เขาก็เปิดกระจกแล้วกระโดดลงไปเพื่อฆ่าตัวตาย ห้องนี้เลยถูกทาสีใหม่ ตกแต่งใหม่ ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่เปิดให้คนไข้เข้ามาพัก เพราะหลายครั้งคนไข้ที่เข้ามาพักก็จะเจอแบบคุณนี่แหล่ะ”

ตอนเช้า ผมเลยไปวัดซื้อสังฆทานแล้วทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คุณยายและให้บุรุษพยาบาลคนนั้น