ขอแนะนำตัวก่อนนะคะว่าดิฉันเป็นเด็กสายสุขภาพ เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ปกติแล้วไม่ค่อยมีอารมณ์ศิลปะสักเท่าไหร่ วาดรูปก็ไม่สวย แต่เมื่อเทอมที่ผ่านมาได้ลงเรียนรายวิชา Ceramic Art หรือ ศิลปะเครื่องเคลือบดินเผา รหัสวิชา 707367 สังกัดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ โอโห! แค่ฟังชื่อก็น่าเรียนแล้วใช่ไหมคะ


       ก่อนจะไปดูรีวิวการเรียน เรามาทราบกันก่อนดีกว่าว่า เซรามิก คืออะไร?

       เซรามิก คือ ชิ้นงานหรือสิ่งของอะไรก็ตามที่ทำด้วยดินทั้งหมด หรือใช้ดินเป็นส่วนประกอบ บางส่วนนำมาปั้น หรือ ขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ปั้นแก้วน้ำ กระถางต้นไม้ แจกัน ป้ายเลขที่บ้าน เป็นต้น จากนั้นทิ้งให้แห้งแล้วนำไปชุบเคลือบ และเผาที่อุณหภูมิความร้อนที่สูงพอ ที่จะทำให้ชิ้นงาน หรือ ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีความแข็งแรงคงทนไม่แตกหักง่ายค่ะ

Advertisement

Advertisement

       ซึ่งในรายวิชานี้จะมีการใช้ชุบเคลือบอยู่ 3 แบบ คือ

   1. ชุบเคลือบใส : ชิ้นงานจะออกมามีสีขาวใสมันวาว

   2. ชุบเคลือบสวรรคโลก : ชิ้นงานจะออกมามีสีเขียวไข่กามันวาว หรือเซลาดอน (celadon)

   3. ชุบเคลือบโดยสูตรของอาจารย์ : ชิ้นงานจะมีสีเนื้อด้านออกน้ำตาลนิดๆ

 

   ซึ่งเริ่มเรียนชั่วโมงแรก ก็นั่งคุยกันสนุกๆ อาจารย์ให้ออกแบบกระถางต้นไม้ที่จะปั้นในอาทิตย์ต่อไป และนี่คือสิ่งที่ดิฉันวาด ลงสีแล้วน่ารักใช่ไหมคะ

  แบบกระถางต้นไม้

ภาพโดย : ผู้เขียน

       อาทิตย์ต่อมาอาจารย์ให้ฝึกนวดดินและแจกดิน 1.5 กิโลกรัม สามารถกลับไปปั้นที่หอหรือจะปั้นที่ช็อปของคณะก็ได้ ให้เดาค่ะว่าดิฉันใช้เวลาปั้นไปกี่ชั่วโมง สองงานรวมกันดิฉันปั้นไปทั้งหมด 12 ชั่วโมงค่ะ ใช้เวลาปั้นอยู่ 2 วัน ทุกคนอาจจะคิดว่ากระถางต้นไม้แค่นี้ปั้นง่ายจะตาย แต่การปั้นขึ้นรูปกระถางครั้งแรกและการปั้นให้ได้ตามแบบที่วาดไว้ต้องใช้ความละเอียดค่อนข้างมาก อีกทั้งถ้าปั้นไม่ดีจะทำให้ดินแห้งและมีรอยแตก ต้องปั้นใหม่ ดังนั้นจึงใช้เวลานานนั่นเองค่ะ เมื่อปั้นเสร็จแล้วก็ผึ่งลมธรรมชาติ ทิ้งไว้ให้แห้งค่ะ หลังจากนั้นก็นำกระถางเข้าเตาเผา การเผารอบแรกเป็นการเผาแบบบิสกิต เมื่อเผาเสร็จกระถางจะมีสีชมพูค่ะ ต่อมาเป็นการลงสี ซึ่งสีที่ใช้ต้องเป็นสีสำหรับงานเซรามิกเท่านั้นนะคะ จะใช้สีน้ำทั่วไปไม่ได้ เมื่อระบายสีเสร็จก็จะได้ออกมาดังรูปค่ะ

Advertisement

Advertisement

ลงสีกระถางภาพโดย : ผู้เขียน

        ขั้นตอนต่อไปก็คือการทาแว็กซ์ที่ฐานค่ะ เพื่อไม่ให้ชิ้นงานของเราติดกับเตาเผา และสุดท้ายคือการชุบเคลือบใสค่ะ เพื่อให้ชิ้นงานมีลักษณะเงางาม เมื่อเผาเสร็จจะได้ออกมาแบบนี้ค่ะ

กระถางพร้อมปลูกต้นไม้ภาพโดย : ผู้เขียน

     และทุก ๆ งานก็จะมีขั้นตอนแบบนี้ค่ะ

Advertisement

Advertisement

        1. ปั้น

        2. รอให้แห้ง

        3. เผาบิสกิต

        4. ลงสี

        5. ทาแว็กซ์

        6. ชุบเคลือบ

        7. เผาเคลือบ

      ต่อไปเราไปดูผลงานที่เหลือกันค่ะ

      สองรูปนี้เป็นการปั้นแจกันค่ะ รูปซ้ายมือคือปั้นตามจินตนาการ ส่วนรูปขวามือคือปั้นตามแบบที่วาดไว้ งานทั้งสองชิ้นใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชิ้นละ 5 ชั่วโมง เพราะการปั้นแจกันต้องค่อยๆ ปั้น ถ้ารีบปั้นแล้วฐานด้านล่างยังไม่แห้ง หรือไม่แข็งแรงพอ ชิ้นงานของเราก็จะพังลงมาค่ะ ซึ่งงานชิ้นนี้อาจารย์กำหนดว่าต้องสูงมากกว่า 18 เซนติเมตร

     รูปซ้ายมือเป็นการชุบเคลือบโดยสูตรของอาจารย์ ส่วนรูปขวามือเป็นการชุบเคลือบสวรรคโลกค่ะ
แจกัน ภาพโดย : ผู้เขียน

   ต่อมาเป็นการปั้นแก้วค่ะ เป็นการปั้นอีกวิธีนึงที่ค่อย ๆ ปั้นแต่ละส่วนแล้วนำมาประกอบกันเป็นแก้วค่ะ มีแก้วทั้งหมด 3 แบบค่ะ

  1. แก้วเพ้นท์ (ชุบเคลือบใส)

แก้วเพ้นท์

ภาพโดย : ผู้เขียน

      2. แก้วเซาะร่อง (ชุบเคลือบของสวรรคโลก)

แก้วเซาะร่อง

ภาพโดย : ผู้เขียน

       3. แก้วอัดสี (ชุบเคลือบใส)

แก้วอัดสีภาพโดย : ผู้เขียน

          ต่อไปเป็นงานสุดท้ายของการเรียนรายวิชานี้ คือ ป้ายเลขที่บ้าน (ชุบเคลือบใส)

ป้ายบ้าน

ภาพโดย : ผู้เขียน

      

           บอกตามตรงนะคะ สำหรับเด็กสายสุขภาพอย่างดิฉัน การปั้นให้ออกมาเหมือนกับแบบที่วาดไว้นั้น ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ส่วนตัวแล้วดิฉันเป็นคนใจร้อน แต่พอได้เรียนวิชานี้กลายเป็นคนใจเย็น มีความอดทนเพิ่มมากขึ้น และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจมาก ๆ เลยค่ะ สำหรับใครที่อยากลองทำอะไรนอกกรอบ แต่ไม่กล้าที่จะทำ ต้องลองค่ะ ลองออกไปทำในสิ่งที่ตัวเองไม่กล้า ไม่ถนัดบ้าง ถึงผลลัพธ์อาจจะออกมาไม่ดี แต่เราก็ได้ลองทำ เผลอๆสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่ถนัด วันนึงอาจจะกลายเป็นงานอดิเรกของเราก็ได้ค่ะ สุดท้ายนี้อยากจะฝากไว้ว่า

ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร

ขอบคุณข้อมูลรายวิชาจาก : https://reg2.nu.ac.th/registrar/?avs504053319=1