ก่อนอื่นจะขอมาเล่าเหตุผลที่เริ่มเรียนนิติศาสตร์ครับว่าเกิดจากสาเหตุอะไร? หลายท่านมักจะคิด/ตอบว่า “รักความยุติธรรม” (ตราบใดที่ไม่ใช่ sailor moon อย่าอ้างเลยครับ ... ตลก) จริงผมชอบวิชา คณิตศาสตร์ สังคมฯ และภาษาอังกฤษ หลายท่านอาจสงสัยว่าในเมื่อชอบคณิตศาสตร์ไม่เรียนวิชาชีพสายวิทย์หล่ะ? ผมตอบแบบไม่เคยคิดว่าไม่เคยอยู่ในหัวเลยสักนิด เพราะไม่ได้ชอบคณิตศาสตร์แบบลึกๆครับ ดังนั้น  เศรษฐศาสตร์ บัญชี วิศวะเหล่านั้นให้ตายผมก็ไม่มีทางเลือกแน่นอน แม้จะชอบภาษามากแต่พวกอักษรศาสตร์/มนุษยศาสตร์ หรือศิลปะศาสตร์ไรนั่นก็ไม่อีกเพราะไม่ได้อยากรู้ลึกซึ้งขนาดนั้น ดังนั้นการฝึกใช้ตรรกะเชิงสังคม คงหนีไม่พ้น นิติศาสตร์ ลองคิดเล่นๆนะครับ มาตราของกฎหมายเหมือนสูตรเลข โจทย์ปัญหาเหมือนข้อเท็จจริงในกฎหมาย การปรับบทกฎหมายเหมือนการแก้โจทย์คณิตศาสตร์  และการเข้าใจสูตร/ที่มาของโจทย์ คือ การเข้าใจที่มาของกฎหมาย เหล่านี้คือเหตุผลเบื้องต้นที่ผมเลือกเรียนนิติศาสตร์ จุฬา (cr: https://images.app.goo.gl/gG5doojNuW6kao1s6)https://images.app.goo.gl/gG5doojNuW6kao1s6 เพราะผมไม่อยากเสียทักษะภาษาอังกฤษไป และท้ายที่สุดผมว่าผมเลือกถูกครับ 

Advertisement

Advertisement

ในระหว่างที่อยู่ ณ รั้วจามจุรี ผมได้ค้นพบตัวเองว่า ผมชอบเรียน/ค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมในสายธุรกิจ การเงิน และภาษี ยิ่งทำให้ย้ำเตือนเหตุผลข้างต้นว่าถูกต้องครับ(หน้าเงิน) หลายท่านคงพอจะเห็นว่ากระแสนิติศาสตร์ได้รับความนิยมในยุคหลังๆ มาก แต่ผมเรียนตรงเลยว่า ผมเลือกคณะนี้เพราะผมชอบจริงๆ ไม่ได้เลือกตามกระแส เนื่องด้วยนิติศาสตร์มีเหตุผลเหมือนคณิตศาสตร์ เมื่อผมชอบตัวเลข ทำไมถึงจะชอบนิติศาสตร์ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นการเดินตามความชอบเบื้องต้น ทำให้ผมค้นพบว่ากฎหมายสายเงินๆทองๆตอบโจทย์ผมที่สุด 

Advertisement

Advertisement

เมื่อผมจบจากคณะนิติศาสตร์จุฬา ผมได้รับโอกาสเข้าเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ภาคเอกชน หรือที่ฮิตติดปากพวกเราคือ “Law firm” (Cr: https://images.app.goo.gl/Wj73xFnK8UacxVyb6)https://images.app.goo.gl/Wj73xFnK8UacxVyb6 นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้ว ผมได้เรียนรู้ทักษะทางสังคมที่ไม่สามารถหาได้ในรั้วมหาวิทยาลัย ยกตัวอย่าง การติดต่อราชการ การเขียนความเห็นทางกฎหมายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ การทำงานเป็นทีม และการบริหารเวลา (อย่างชาญฉลาด) หลังจากทำงานในภาคเอกชนเกือบ 2 ปี ผมหันเหมาเป็นอาจารย์สอนกฎหมายเต็มตัวอย่างที่ตั้งใจไว้สมัย ป.ตรี ด้วยเหตุว่า ผมอยากนำความรู้ด้านกฎหมายธุรกิจมาเผยแพร่ยังต่างจังหวัดเพราะ ความรู้ดังกล่าวไม่ควรกระจุกตัวอยู่เพียงมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯเท่านั้น และอีกวัตถุประสงค์หนึ่งที่ผมอยากมาพัฒนา มหาวิทยาลัยตามหัวเมือง คือ ผมอยากใช้ทักษะส่วนตัวที่ชอบย่อยข้อมูลเรื่องยากๆให้ง่ายขึ้น (Cr: https://images.app.goo.gl/sHKDqRnr1dUNToGa6)https://images.app.goo.gl/sHKDqRnr1dUNToGa6เพื่อสร้างความตื่นรู้ทางวิชาการให้น้องๆเด็กๆรุ่นใหม่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก และ  

Advertisement

Advertisement

ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผมจึงขอฝากให้ทั้งบัณฑิตใหม่และเก่าช่วยตระหนักตามที่ผมตั้งข้อสังเกตด้วยนะครับlaw nu(Cr: https://images.app.goo.gl/BTVPSb99U4rY8FL38) มากกว่า 5 ปีที่ทำงาน ณ คณะนิติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร (บวก 2 ปีใน law firm) ผมได้รับประสบการณ์ดีๆ หลายอย่างที่ไม่อาจได้จากตำราหรือหนังสือ นั่นคือประสบการณ์ทำงานในฐานะเป็นอาจารย์ (หรือที่น้อง ๆ นิสิตเรียกผมว่า "พี่")timtam(Cr: https://images.app.goo.gl/vefdks5ckNMBpH7w8) แต่เรื่องการเรียนการสอนพูดเลยว่า "เข้มข้น"ที่สุด แต่พอถึงเวลาประเมินผลการเรียนผมกลับได้รับตำแหน่งว่า หนึ่งในนักฆ่าท่าโพธิ์ (ตำบลที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่) แต่อย่างไรก็ดี ผมขอตั้งข้อสังเกตดังนี้นะครับ 

 

1. การเรียน การสอนในระดับมหาวิทยาลัย จำต้องตอบสนองความต้องการของโลก-สังคมในยุคปัจจุบัน 

 

2. ความเป็นเลิศทางวิชาการหาได้สะท้อนวุฒิภาวะของบัณฑิตภายหลังจากที่น้องสำเร็จการศึกษาแล้วไม่ 

 

3. Soft skills เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อแข่งกับ AI ได้ ดังนั้น จงบรรจุหลักสูตรเสริมทักษะดังกล่าวบัดเดี๋ยวนี้ 

 

4. เกรดอาจจะวัดความสำเร็จทางวิชาการ รวมถึงความรู้ความสามารถได้แต่ไม่ควรเป็นที่ยุติครับ ยกตัวอย่าง มีนิสิต/นักศึกษาที่อ่านหนังสือมาตลอดทั้งภาคการศึกษา แต่พอถึงวันสอบกลับป่วยจนไม่สามารถมาสอบได้ ผลสุดท้ายน้องคนนั้นย่อมสอบไม่ผ่านในรายวิชาดังกล่าวเท่ากับว่าความพยายามที่ผ่านมากลายเป็นศูนย์นะครับ ทางออกคือ ควรต้องมีคะแนนเก็บเพื่อวัดความรู้ความสามารถตลอดภาคการศึกษาและ/หรือทดสอบความสามารถตลอดรายวิชา ทว่า ผู้สอนบางท่านอาจจะค้านในใจว่าตัวเองไม่มีเวลาเพราะจำนวนนิสิต/นักศึกษามีจำนวนมาก เท่ากับว่าเราพยายามหาข้ออ้างเพื่อผลักดันให้น้องๆนิสิต/นักศึกษาถูกประเมินโดยวิธีวัดผลแบบเดิมๆและส่งน้องๆออกไปเผชิญโลกทีความรู้ทางวิชาการอาจจะใช้ได้ไม่ 100% กลับกัน soft skills นั้นน้องๆนิสิต/นักศึกษาแทบไม่เคยได้เรียนรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยแต่มีโอกาสได้ใช้สูงกว่ามาก ผมขออนุญาตถามแทนน้องๆ ว่า เราจะมีมหาวิทยาลัยไว้ทำอะไร? 

 

อนึ่ง Soft skillshttps://images.app.goo.gl/VRVuL1g2ZVsCNXrQ9(Cr: https://images.app.goo.gl/VRVuL1g2ZVsCNXrQ9) ได้แก่ 1. ความสามารถในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน 2.การทำงานเป็นทีม 3. ทักษะการปรับตัว/เข้ากับสังคมเป็น 4. เข้าใจธรรมเนียมทางธุรกิจ 5. สามารถเจรจา-ต่อรองได้ (อย่างดี) 6. มีลักษณะพฤติกรรมเชิงบวก ทั้งนี้ เราจะเห็นว่า Soft skills นั้น AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้อย่างแน่นอน แต่ในทางตรงกันข้ามนั้น ทักษะด้านการประมวลผลก็ดี การคำนวณก็ดี รวมถึงการค้นหาความรู้ในด้านต่างๆ มนุษย์ย่อมไม่สามารถต่อสู้คะคาน AI ได้ตามที่แจ็ค หม่าได้เคยปรารภไว้ 

5.จงทำกิจกรรม

 

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเรียนตามตรงในฐานะที่ผมเคยได้มีโอกาสทำงานทั้งภาคเอกชนและปัจจุบันได้บรรจุเข้าเป็นอาจารย์ประจำ ที่คณะนิติศาสตร์ มหานเรศวร ผมขอฝากถึงน้องๆที่กำลังจะตัดสินใจเรียนกฎหมาย รวมถึงผู้ที่กำลังศึกษากฎหมาย พี่ขอได้ย้ำเตือนถึงข้อตั้งข้อสังเกตข้างต้นควรค่าแห่งการพิจารณาอย่างมาก เนื่องด้วยบัณฑิตในปัจจุบัน อดีต และอนาคตถูกพบว่าภายหลังจากสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นปริญญาบัณฑิต ไม่ว่าจะเป็นายจ้างก็ดีหรือการเป็นลูกจ้าง น้องๆควรต้องมีทั้ง hard skills & soft skills ถึงจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างบริบูรณ์ ดังนั้นอย่าบ้าเรียนอย่างเดียว ทำกิจกรรมบ้างนะ

 

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงฝากไว้ให้คิดเพียงเท่านี้ อย่างน้อยน่าจะถือเป็นอีกหนึ่งแสงประทีปนะครับ ... ฝากติดตามผลงานผมเรื่อยๆนะฮ่ะ (กราบ) 

 

ด้วยรักและปลาทู 

 

พี่ตั้ม