เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ผมอายุประมาณสิบขวบราวๆสิบห้าปีที่แล้ว ตอนนั้นผมที่เป็นเด็กอยู่พ่อและแม่ ได้พาผมไปฝากไว้กับคุณปู่และย่า เพื่อช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็กส่วนน้องชายของผมนั้น พ่อกับแม่จะเป็นผู้เลี้ยงดูเอง เป็นธรรมดาที่ผมจะต้องคิดถึงทางบ้าน จะมีโอกาศได้พบเจอกัน ก็ต่อเมื่อถึงช่วงปิดเทอมเลย

และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในช่วงที่ผมกำลังจะปิดเทอม ผมจะต้องไปนอนค้างที่บ้านของพ่อกับแม่ทุกๆเช้าผมกับน้องชาย มักจะแอบมานั่งวางแผนกันว่า จะเล่นอะไรกันดีสาเหตุที่ต้องมาแอบเล่นกันนั้น เนื่องจากว่าแม่ จะไม่ค่อยยอมให้พาน้องไปเล่นที่ไหนไกลๆ
เนื่องจากบริเวณโดยรอบนั้นจะเป็นสวน แล้วก็มีร่องน้ำซึ่งเอาไว้ปลูกผักบุ้ง เป็นของเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในระแวกเดียวกันนั่นเอง ผมกับน้องชายก็ได้ตกลงกันว่า จะไปจับปลาหางนกยูงเล่นกัน

Advertisement

Advertisement

 

ผมกับน้องก็เลยพากันไปชวนเพื่อนบ้านแถวนั้น ที่สนิทกันไปด้วยอีกสองคน และในขณะที่เด็กๆทั้งกลุ่ม กำลังดักช้อนปลาอย่างสนุกสนาน ก็มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่ไม่มีใครคุ้นหน้ามาก่อนมาขอเล่นด้วย เด็กคนนั้นได้แนะนำตัวว่า ตัวเค้าเองชื่อว่าพุดซึ่งตามประสาเด็กๆ การมีเพื่อนใหม่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเด็กๆทั้งหมดจึงรวมกลุ่มจับปลากันอย่างสนุกสนานจู่ๆ พุดก็บ่นขึ้นมาว่า ปลากัดหายไปไหนหมด เมื่อกี้ก่อนที่จะเจอกับพวกนาย เรายังได้มาหลายตัวเลย แล้วพุดก็เปิดกระป๋องที่ถือมาให้ทุกคนดู ข้างในมีปลากัดอยู่สองสามตัวแล้วพูดต่อว่า เอาไปปล่อยไว้ที่บ้านสิบกว่าตัวแล้วพวกเพื่อนๆรวมทั้งผมต่างไม่มีใครเชื่อ เพราะปลากัดมันจะมาอยู่แถวนี้ได้ยังไง พุดจึงพูดว่าเราจะพาไปดูที่บ้านก็ได้ ถ้าเกิดไม่เชื่อ แล้วจะแบ่งให้คนละตัว ทุกคนจึงพากันเดินลัดสวนออกมา จนถึงคลองใหญ่ พุดชี้ข้ามไปฝั่งตรงข้าม แล้วบอกว่า สังกะสีกั้นรั้วนั่นแหละ หลังบ้านเราเองมาสิ ปู่ของเราไม่ว่าหรอก

Advertisement

Advertisement


ผมและน้องชาย รวมไปถึงเพื่อนอีกสองคน หันหน้าเข้าปรึกษากัน แต่ยังไม่ทันได้คุยกันรู้เรื่อง พอหันกลับไปมอง เห็นพุดไปยืนอีกฝากหนึ่งของคลองแล้วแทบไม่น่าเชื่อ ทางปูนที่พาดอยู่บนคลอง หน้ากว้างประมาณไม้บันทรรครึ่ง ความกว้างของคลองเกือบสิบห้าเมตร ทำไมพุดถึงข้ามไปเร็วมาก ผมก็เก็บความสงสัยไว้ก่อน พุดก็ตะโกนถามกลับมาว่า ตกลงว่าไง พวกนายจะเอาปลากันมั้ย ด้วยความที่อยากได้ปลากัด ผมจึงรีบเดินข้ามไปทันที จนถึงอีกฝั่ง


แต่กลับไม่มีใครเดินตามผมไปเลย เอาแต่ยืนจดๆจ้องๆกันอยู่ที่เดิม อาจเป็นเพราะว่า กลัวจะมีคนเอาเรื่องไปฟ้องที่บ้าน เพราะการเดินข้ามคลองในลักษณะนี้ มันค่อนข้างอันตรายมากสำหรับเด็กๆ ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาจริงๆ อาจถึงแก่ชีวิตได้ผมเลยตัดสินใจ ตะโกนบอกทุกคนว่า รออยู่ฝั่งนั่นแหละ ดูแลน้องเราให้ด้วย เดี๋ยวเอาปลากัดกลับไปให้เองเพื่อนสองคนก็ตกลงตามนั้น พุดเดินเข้าไปอ้าแผ่นสังกะสี จนพอที่จะสามารถมุดตัวเข้าไปได้ แล้วผมก็มุดตามเข้าไป บ้านของพุด เป็นบ้านไม้สองชั้น ทรงคล้ายๆกับอาคารโรงเรียน หลังใหญ่พอสมควร ทั้งคู่เดินไปจนถึงหน้าบ้าน

Advertisement

Advertisement

 

ผมก็ได้สังเกตเห็นว่า พุดแสดงท่าทางร่าเริงกว่าปกติ เหมือนกำลังดีใจเป็นอย่างมาก ที่มีเพื่อนมาเที่ยวบ้าน พุดวิ่งนำขึ้นบันไดไปชั้นสองของตัวบ้านพุดวิ่งนำขึ้นบันไดไปชั้นสองของตัวบ้านอย่างรวดเร็ว จนผมแทบมองตามไม่ทัน แล้วพุดก็ตะโกนเรียกให้ผมตามขึ้นมาเร็วๆ แล้วหันไปตะโกนเรียกปู่ว่า ปู่ พุดพาเพื่อนมาเล่นที่บ้านด้วย ผมที่กำลังจะก้าวขาเหยียบขั้นบันได แต่ก็ต้องหยุดชะงัด เพราะได้ยินเสียงๆหนึ่ง และตามด้วยเสียงของคนแก่ตะคอกว่า ไปบอกให้มันออกไป ผมคิดว่า พุดคงจะโดนตีแน่ๆ จึงตะโกนอยู่ที่หน้าบันไดบอกพุดว่าเรากลับบ้านก่อนนะพุด
สายตาก็เหลือบไปเห็นฝุ่นผง เกาะอยู่ตามขั้นบันไดหนาเตาะ ผมนั่งลงพินิจดูสักครู่ ถึงแม้ว่าผมยังเด็ก แต่ก็พอจะแยกออก ว่าบ้านที่มีคนอยู่กับบ้านร้าง สภาพมันเป็นยังไง ผมคิดได้เช่นนั้นก็รู้สึกขนลุกตั้ง ชาไปทั้งตัว ลมพัดต้นไม้ใหญ่ข้างตัวบ้าน เสียงดังมากๆ ลมเย็นยะเยือกพุ่งปะทะตัวทำให้ผมจิตหลุดพอสมควร

 

ผมเลยรีบเดินจ้ำกลับไปทางเดิมทันที โดยที่ยังก้มหน้าอยู่ พยายามหาแผ่นสังกะสีที่สามารถเปิดออกได้ แต่ไม่ว่าจะงัดแผ่นไหน ก็ไม่เจอแผ่นที่จะสามารถเปิดอ้าออกได้เลย ระหว่างที่กำลังใจอยู่กับการหาทางออก เสียงของพุดก็ตะโกนลงมาจากตัวบ้านว่า ไม่ต้องกลับไปแล้ว อยู่เล่นกันเราที่นี่เถอะไม่ต้องกลับเลย ผมเหลียวกลับไปมองที่ตัวบ้าน ก็เห็นเข้ากับสภาพของตัวบ้านผิดไปจากเดิม ไม้บางแผ่นข้างฝาบ้านผุพัง จนมองเห็นเป็นรูดำๆ คราบสีเทาๆขึ้นเกาะเป็นจุดๆ หน้าต่างบางแผ่น ก็พับลงมา เหมือนกับว่าพร้อมจะหลุดได้ตลอดเวลาเลย ผมพยายามสอดส่องสายตามองจนทั่ว แต่ก็ไม่พบตัวของพุด เริ่มทำให้ผมแน่ใจขึ้นทุกที ว่าพุดต้องไม่ใช่คนแน่นอน แต่ก็คิดในใจว่า นี่มันพึ่งจะเที่ยงวัน ผีที่ไหนมันจะออกมาหลอกกลางวันแสกๆ

แต่ยังไงซะ ก็ต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน ในเมื่อหาทางมุดออกไปทางหลังบ้านไม่ได้ ก็คิดว่าจะลองวิ่งไปออกทางรั้วหน้าบ้านดู ระหว่างนั้น เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของพุด ก็เริ่มดังขึ้นที่ชั้นสองของตัวบ้าน
เสียงนั้นดังระงมไปทั่วบริเวณของบ้าน สลับกับเสียงร้องเรียกชื่อของผม ด้วยประโยคซ้ำๆว่า อยู่กับเราอย่าไปเราอยู่คนเดียว ผมคิดว่าถ้าช้ากว่านี้คงไม่ดีแน่ รีบพุ่งตัวเลาะกำแพงสังกะสีของบ้าน ไปให้ถึงประตูรั้วหน้าบ้านให้เร็วที่สุด


ผมร้องสะอื้นในลำคอเบาๆ รู้ซึ้งถึงความกลัวสุดขีด จนไปถึงอีกฝั่งของบ้าน เสียงร้องเรียก ยังคงดังออกมาจากบ้านที่มืดทึบ ผมมองไปตามรั้วบ้าน ก็ต้องเข่าทรุดลงทันที เพราะว่ารั้วทางฝั่งนี้ ก็ไม่มีประตูเช่นกัน เป็นรั้วสังกำสีเก่าๆ พันด้วยต้นตำลึงจนเป็นพุ่มหนา ผมในตอนนั้นตัดสินใจ เหยียบไม้โครงยึดสังกะสี ปีนข้ามไปอีกฝั่ง แล้วกระโดดลงพื้น พอเท้าแตะถึงพื้น เสียงเรียกชื่อนั้น กลับดังขึ้นอยู่อีกฝั่งของกำแพงสังกะสี เหมือนกับว่า พุดมายืนร้องเรียกอยู่ข้างกำแพง ทำให้ผมนั้นตกใจ ถอยหลังจนเกือบจะเสียหลัก แต่ในใจก็เป็นห่วงน้องเช่นกัน จึงรีบวิ่งอ้อมไปยังอีกฝั่ง จนถึงจุดที่น้องชายและเพื่อนๆยืนรออยู่ แต่ก็ต้องตกใจ เพราะไม่เห็นใครยืนอยู่เลย แม้แต่คนเดียว จึงตัดสินใจ วิ่งไปหาบ้านเพื่อน ด้วยใจที่ร้อนรน จนไปถึงหน้าบ้าน ผมร้องตะโกนหาเพื่อนสุดเสียง จนเพื่อนเดินลงมาจากบ้าน ผมก็รีบถามว่า น้องชายของผมนั้นอยู่ไหน เพื่อนก็บอกว่า เดินไปส่งที่บ้านตั้งนานแล้ว เป็นคำตอบที่ทำให้ผมโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก เพื่อนบอกว่า เห็นผมหายไปนาน จึงพากันแยกย้ายกลับบ้านก่อน หลังจากนั้นอีกสองวัน เพื่อนของแม่มาหาที่บ้าน แล้วก็พูดกันถึงเรื่องนี้ เล่ากันไปเล่ากันมา ได้ความว่า เดิมที บ้านหลังที่ล้อมรั้วสังกะสี เคยมีปู่อาศัยอยู่กับหลานเพียงลำพัง แต่ปู่ได้เอายาฆ่าแมลงให้หลานกิน ก่อนที่จะผูกคอตายตามหลาน เพื่อหนีหนี้สิน กว่าจะมีคนมาพบศพ ก็เกือบจะครบเดือน เพราะชาวบ้านที่ขี่รถผ่านบ้านหลังนั้น ได้กลิ่นเหม็นเน่า โชยออกมาจากตัวบ้านเลยพากันไปดูจึงเห็นและนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังในวันนี้ครับปิดเทอมหลอนปิดเทอมหลอน