หลังจากงานวิ่งสนามแรกผ่านไป สนามที่ 2-4 ถือเป็นความสนุก ระยะทางวิ่งอยู่ที่ 10-11 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ผมซ้อมวิ่งได้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่จะเพิ่มความท้าทายเข้าไปคือ เพิ่มความเร็วขึ้น เท่านั้น

ความท้าทายครั้งใหม่อยู่ที่สนามที่ 5 ครับ เพราะมันคือระยะฮาล์ฟมาราธอน และเป็นฮาล์ฟแรกในชีวิต ที่สำคัญ งานที่ลงไว้นั้นเป็นระยะซูเปอร์ฮาล์ฟมาราธอน 25 กิโลเมตร (ปกติ ระยะฮาล์ฟ จะอยู่ที่ 21.1 กิโลเมตร) แน่นอนว่า มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ครับ เพราะระยะทางและเวลาจะเพิ่มเป็นเท่าตัว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่เคยวิ่งระยะนี้

MED NU RUN ก้าวเพื่อต่อลมหายใจ งานวิ่งที่มีพี่ตูน มาร่วมวิ่งด้วย รวมถึงพี่แมว จิรศักดิ์ และพี่กบ แท๊กซี่ ก็มางานนี้ด้วย

MED NU RUNMED NU RUN 2งานนี้เป็นงานวิ่งที่คณะแพทยศาสตร์ ม.นเรศวร จ.พิษณุโลก จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี

Advertisement

Advertisement

ผมสามารถซ้อมได้ระยะทาง 21.5 กิโลเมตร เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นั่นทำให้รู้ว่า เราสามารถวิ่งในระยะนี้ได้แน่นอน แต่.. ครั้งนี้มีอุปสรรค..

สิ่งที่มันไม่ควรเกิด ก็เกิดขึ้นครับ นั่นคือ "อาการบาดเจ็บ" เป็นสิ่งที่นักกีฬาไม่อยากให้เกิดก่อนแข่ง ผมเป็นตระคริวระหว่างซ้อมวิ่ง ก่อนถึงวันงาน 2 สัปดาห์ แน่นอนว่า มันเจ็บมาก ผมหยุดพักไป 3 วัน และกลับมาซ้อมวิ่งเบา ๆ เพื่อประเมินอาการเจ็บ และคำตอบที่ได้คือ ผมต้องหยุดพัก ผมพักไปอีก 5 วัน และกลับมาซ้อมวิ่งเบา ๆ อีกครั้งเพื่อประเมินอาการอีกรอบ คำตอบที่ได้ชัดเจนเลยก็คือ ผมต้องพักยาวไปจนถึงวันแข่งเลย และช่วงที่พัก ผมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้อาการดีขึ้น

ก่อนวันแข่ง 1 วัน ผมขับรถไปพิษณุโลกพร้อมกับรุ่นน้องอีก 2 คนที่ผมชวนมาเป็นเพื่อนร่วมทาง และไปไหว้พระพุทธชินราช โดยขอพรว่า "ให้ผมหายเจ็บขา และวิ่งจบ" รุ่นน้องถึงกับถามว่า พี่ขอพรแบบนั้นจริง ๆ รึ แน่นอนซิ ผมขอแบบนั้นจริง ๆ

Advertisement

Advertisement

เช้าวันแข่ง ผมติดพลาสเตอร์แก้ปวดไปหลายอัน พร้อมฉีดสเปรย์ที่พกมาส่วนตัว เอาไว้ใช้ในระหว่างทาง แน่นอนว่า มันยังมีอาการปวดอยู่ตลอด

ที่จุดสตาร์ท เสียงกรี๊ดดังสนั่น เมื่อพี่ตูนปรากฎตัว แต่ผมยังคงพะวงกับขาตัวเองอยู่ เสียงแตรดังขึ้น เป็นสัญญาณการปล่อยตัวนักวิ่ง ผมเริ่มออกวิ่งโดยใช้ความเร็วที่ช้ากว่าปกติเพื่อเซฟตัวเอง

ผ่านไป 10 กิโลเมตร อาการปวดเริ่มมา ผมต้องปรับสปีดให้ช้าลงอีก และเริ่มใช้สเปรย์ของหน่วยแพทย์ที่มีบริการอยู่ตามระยะอัดฉีดเต็มที่

กิโลเมตรที่ 16 ผมต้องหยุดเดิน เพราะเป็นสะพาน วิ่งไม่ไหวครับ ผ่านสะพานไปแล้วจึงค่อย ๆ เริ่มวิ่ง และระหว่างทาง ต้องฉีดสเปรย์ตลอด

เข้าสู่กิโลเมตรที่ 20 ความหนักขาเริ่มมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ มันเริ่มแย่ครับ ผมต้องแวะกินน้ำและหยุดเดิน ฉีดสเปรย์ไปด้วย กินเจลไป 2 ซองแล้ว แรงก็ยังไม่กลับมา บอกเลยว่า เหนื่อยมากครับ

Advertisement

Advertisement

และกิโลเมตรที่ 24 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ขาตายครับ ปวดจี๊ดสุดขีด แค่เดินยังไม่ไหวแล้วครับ เหลืออีกแค่ 1 กิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่ระยะทางแค่นี้ ในตอนนั้นมันรู้สึกว่าไกลมากครับ มันจบแค่นี้หรือ?..

.. ไม่ครับ มันยังไม่จบ..

Pacer 3 คนที่วิ่งตามมา เอาสเปรย์มาฉีดให้ และแนะนำให้ผมนวดบริเวณกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง ผมก็หยุดนวดขาไปซักแป๊ป ฉีดสเปรย์ที่พกมาเพิ่มเข้าไปอีก.. เริ่มเดินต่อได้ครับ และยังสามารถวิ่งกระเผลกต่อได้อีก..

Go to Finish1 กิโลเมตรสุดท้ายที่ยาวนานที่สุด.. นี่คือช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด เพราะนอกจากจะใช้แรงกายแล้ว ใจต้องสู้ด้วย แรงฮึดเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ ผมงัดเอาออกมาใช้ทั้งหมดเพื่อพาตัวเองไปถึงเส้นชัยให้ได้ และในที่สุด.. ผมก็ไปถึงในสภาพที่เห็นเหมือนในภาพนี้

Go to Finish

ความรู้สึกลึก ๆ ข้างในตอนนั้น "ข้าทำได้แล้วเว้ยยย" มันเป็นอะไรที่สุดยอดที่สุดในชีวิตแล้วครับ กับระยะทาง 25 กิโลเมตรแรกในชีวิต และเป็นการมาวิ่งต่างจังหวัดครั้งแรกด้วย

Finish"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ประโยคนี้ยังใช้ได้เสมอครับ

สำหรับใครที่กำลังพยายามทำอะไรอยู่ก็ตาม พยายามต่อไปครับ อย่าเพิ่งท้อและหมดหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่ ขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยทุกคนครับ

ความท้าทายสตอรี่ ยังไม่จบแค่นี้ครับ ยังมี EP ต่อไปอีกครับ รอติดตามตอนต่อไปนะครับ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ
อติ

ภาพถ่ายโดยผู้เขียนเองทั้งหมด
และขอบคุณภาพถ่ายขณะวิ่งจากช่างภาพภายในงานครับ