เมื่อกล่าวถึง “สัญญา” หลายท่านมักจะนึกถึงบรรดาเอกสารที่นักกฎหมายให้ความเห็นว่าจะผูกพันคู่สัญญาตามที่ตนลงนาม ประกอบกับความรัดกุมโดยนักกฎหมายมักจะแนะนำให้ต้องมีพยานรับรู้ถึงการทำสัญญา (ผ่านการลงลายมือชื่อของพยาน) ด้วย แต่แท้จริงแล้วกฎหมายหาได้บังคับให้ต้องทำเป็นเอกสาร (กระดาษ) ลงลายมือชื่อคู่สัญญาพร้อมพยานเสมอไปไม่

สัญญา                                                                                                    สัญญา 

ยิ่งไปกว่านั้นมีหลายท่านอาจเข้าใจว่าเกือบทุกสัญญาจำเป็นต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐในการรับรู้ เช่น การซื้อขายที่ดินจำต้องได้รับการจดทะเบียนที่กรมที่ดินจึงจะสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ (หลายท่านอาจเข้าใจว่า) เราจำเป็นต้องจดทะเบียนเสมอไป จริง ๆ แล้วการเช่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์หากไม่เกิน 3 ปี สัญญาเช่าดังกล่าวไม่จำเป็นต้องนำไปจดทะเบียน ดังที่ มาตรา 538 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า “[การ]  เช่าอสังหาริมทรัพย์ (เช่น ที่ดิน บ้านฯ)นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี”

Advertisement

Advertisement

กฎหมาย                                                                                  ประมวลแพ่งและพาณิชย์ 

ดังที่ผมได้ทำตัวหนาไว้ข้างต้นนั้น ผู้อ่านต้องแปลกลับว่า ถ้าการเช่ามีกำหนดไม่เกินสามปี  คุณจึงไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน ก็สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมาย

Advertisement

Advertisement

ทุกอย่างล้วนเกิดแค่ปลายนิ้ว                                                    ทุกอย่างล้วนเกิดเพียงแค่ปลายนิ้ว 

เมื่อปัจจุบันที่อินเตอร์เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตพวกเรามากขึ้น เห็นได้จาก  เดิม เราจะติดติดต่อกันผ่านโทรศัพท์และ/หรือจดหมาย แต่ปัจจุบัน เรามักติดต่อกันผ่าน Facebook, Line, หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (email) หรือเรียกให้ดูเก๋ ๆ คือ เราอยู่ในยุค Internet of things หมายถึง เราจะพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการติดต่อสื่อสารกัน

ด้วยเหตุนี้ การติดต่อสื่อสาร หลายประเภทจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่อำนวยความสะดวกต่อชีวิตพวกเรามากขึ้น เห็นได้จากการชำระค่าสินค้าหรือบริการ ที่เราเคยชำระด้วยเงินสด แต่ปัจจุบันธุรกรรมเกือบทุกประเภทสามารถดำเนินการผ่านโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต หรือที่เราเรียกว่า internet banking นั่นเอง

Advertisement

Advertisement

ทว่า internet เปรียบเสมือนดาบสองคม กล่าวคือ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อาทิ เราสามารถหยิบยืมเงินคนอื่นได้สะดวกขึ้น เพียงแค่ “โอน”ผ่าน Application ก็สำเร็จแล้ว หากเราพิจารณาในบริบทเดิม ซึ่งสัญญากู้(ยืมเงิน)จำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบเอกสาร พร้อมลงลายมือชื่อผู้กู้ (ผู้ต้องรับผิด) ตามมาตรา  653 ซึ่งบัญญัติว่า

“การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ...”

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่า เมื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามามีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ การหยิบยืมเงินกันย่อมทำได้โดยง่าย นี่จึงเป็นเหตุผลในการประกาศ พระราชบัญญัติ ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมาตรา 7 กำหนดให้

“ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใด เพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์”

ประกอบมาตรา 8 วรรค 1 (ย่อหน้าแรก) ที่ว่า

...ในกรณีที่กฎหมายกําหนดให้การใดต้องทําเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทําข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนํากลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทําเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว 

เท่ากับว่า กฎหมายยอมรับสัญญาที่จัดทำขึ้นในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานในรูปแบบเอกสาร (กระดาษ)ก็ตาม คู่สัญญาก็สามารถนำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์มาฟ้องบังคับได้ ดังนั้น ถ้าไม่มี พรบ. ดังกล่าว การหยิบยืมเงินกันผ่านระบบ Internet banking น่าจะเสี่ยงที่จะบังคับกันได้ยาก แต่เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติฯ อย่างเป็นทางการ สัญญากู้เงินจึงไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็นเอกสารต่อไป เช่นมีข้อความผ่านระบบ Application ว่าขอยืมเงินกัน และการลงลายมือของผู้กู้โดยให้ถือ ลายมือชื่อผู้กู้ หมายถึง การลงนามในสัญญากู้อิเล็กทรอนิกส์ผ่านการเข้ารหัสของ Application หรือรหัส Password/ATM/pin code ของบัตรกดเงินสดก็เพียงพอจะทำให้สัญญากู้เกิดขึ้นแล้วดังคำพิพากษาที่ 8089/2556 (อ้างอิง http://www.ago.go.th/articles_61/anuchart_170561.pdf)

บัตรเครดิต/กดเงินสด                                                        บัครเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด (ย่อมก่อหนี้ได้) 

เมื่อได้ทราบกันแล้วบทความฉบับนี้จึงน่าจะคลายกังวลให้แก่ผู้กู้หรือผู้ให้ยืมเงินผ่านระบบออนไลน์จะฟ้องร้องบังคับได้! ส่วนผู้กู้ก็ต้องใช้เงินตามระเบียบ/กฏหมาย อย่าได้คิดบิดพลิ้วเป็นอันขาดเพราะยามที่คุณ(ผู้ขอยืม)เดือดร้อน เขา (ผู้ให้กู้/ยืมเงิน)ได้ช่วยเหลือ แต่ในยามผู้ให้ยืม/กู้เดือดร้อนคุณ (ผู้กู้)ย่อมต้องให้การช่วยเหลือตอบแทน ท้ายนี้โปรดระลึกไว้เสมอว่า แม้กฎหมายอาจไม่เป็นธรรม แต่กฎแห่งกรรมเป็นธรรมเสมอ

ท้ายนี้ขอบพระคุณ 

1.รูปปก (Cr: by Cytonn Photography from https://unsplash.com/photos/GJao3ZTX9gU)

2. รูป สัญญา (CrScott Graham from https://bit.ly/2UN8eyQ

3. รูป ประมวลแพ่งและพาณิชย์ (Cr: Mikhail Pavstyuk from https://bit.ly/2YHvzTs)

4.รูป ทุกอย่างล้วนเกิดเพียงแค่ปลายนิ้ว (Cr: by William Iven from https://bit.ly/2N4BmgJ)

5.รูป บัครเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด (ย่อมก่อหนี้ได้) (Cr. by rupixen.com from https://bit.ly/3gUrDqU)