หลายปีมาแล้ว...ผมเคยทำงานในอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง เป็นอู่เล็กๆ แต่ครบวงจร ทั้งรับซ่อมเครื่อง ปะผุ พ่นสี รับซื้อแลกเปลี่ยนรถมือสอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ภายในอู่จะมีรถจอดโชว์อยู่หลายคัน และความที่เป็นอู่รับพ่นสีด้วย ด้านหลังจึงปล่อยโล่งเพื่อระบายอากาศ ตอนนั้นผมเรียนจบใหม่ๆ ไฟแรงมาก บางครั้งมีงานต่อเนื่อง ผมก็ต้องอยู่ทำโอที.กับพวกพี่ๆ ด้วย

            เหตุการณ์ก็ดูไม่น่ามีอะไรผิดปกติ เพราะในแต่ละวัน เราก็มีงานในความรับผิดชอบให้ทำทุกวัน เช้ามาทำงาน เย็นกลับบ้าน อย่างช้าดึกหน่อยเต็มที่ก็ไม่เคยเกินสี่ทุ่ม แต่มีอยู่วันหนึ่ง บอสของผมได้รับซื้อรถมือสอง เป็นรถเก่ามาก ดูคลาสสิกสุดๆ เข้ามา รถคันนี้ดูจากภายนอกก็ตามสภาพ ถ้าจะให้สวยต้องปะผุ พ่นสีอีกนิดหน่อย แต่ถ้าเอาสภาพเดิมๆ ก็ไม่ถือว่าน่าเกลียดอะไร หน้าที่ของผม ในยามเช้าที่ยังไม่มีลูกค้าเข้า ก็คือขับรถไปจอดโชว์หน้าร้าน ตกเย็น ก่อนกลับบ้านก็ต้องขับเข้ามาจอดในอู่ ผมจึงมีโอกาสได้ขับรถคันนี้แทบทุกวัน  แรกๆ ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แค่รู้สึกอึดอัดแปลก ๆ ในครั้งแรกที่เข้าไปนั่งในรถ

Advertisement

Advertisement

            และด้วยความเป็นรถเก่า ก็ยังคงมีกลิ่นเก่าๆ กลิ่นอับๆ สาปสางอย่างบอกไม่ถูก แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับเหตุการณ์ประหลาดๆ อีกหลายอย่างที่ผมได้เจอ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้ารถเปิดเองทั้งที่ผมยังไม่ได้เปิดสวิชท์ หรือบิดกุญแจรถดับแล้ว แต่เครื่องยนต์รถไม่ยอมดับ ผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยโอ.เค.กับรถโบราณคันนี้สักเท่าไหร่ คอยลุ้นๆ ทุกวันให้มีใครถูกใจ ซื้อไปจากอู่ซ่อมรถที่ผมทำงานเสียที แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีวี่แววว่ารถคันนี้จะไปไหนได้ ผมได้แต่ขับออกโชว์ ขับเก็บในอู่ เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง...

Advertisement

Advertisement

            "ไอ้โอ๊ค...วันนี้กินเหล้าเป็นเพื่อนกันก่อนนะ ฉลองวันเกิดเบาๆ พอดีรถยังทำไม่เสร็จอีกนิดเดียว อุ่นเครื่องก่อนค่อยไปต่อร้านกัน"

            เพื่อนรุ่นพี่ชวน ผมก็ปฏิเสธไม่ได้เสียด้วย ได้แต่พยักหน้ารับคำ มองดูเวลา ฟ้าในฤดูหนาวก็มืดเร็วจัด อากาศเย็นๆ ยะเยือกบอกไม่ถูก จิบเหล้าบางๆ สักแก้วสองแก้วพออุ่นๆ ก็น่าจะดี ไฟในอู่เปิดไว้หลายดวง แต่ที่ปิดไว้บ้างก็หลายดวง เพราะบอสเน้นนโยบายประหยัด เวลากินเหล้า ก็อดที่จะเข้าห้องน้ำบ่อยๆ กันไม่ได้ ผมกับรุ่นพี่ก็เลยผลัดกันเดินเข้าห้องน้ำเป็นว่าเล่น จนรอบท้ายสุด ก่อนปิดอู่ ผมก็เจอดีเข้าให้ เมื่อเดินผ่านรถโบราณคันนั้น และแทบขยี้ตาแรงๆ เมื่อเห็นหญิงสาวนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ คนเผลออุทานออกมา ใครวะ ! แว่บแรกคือตาฝาดแน่ๆ แต่จะมองกี่รอบก็ยังชัดเจน รอยยิ้มเยือกเย็น มาพร้อมกับเสียงสุนัขหลังร้านที่เห่าหอนกันกรูเกรียว เออนะ ! จะมาเห่าหอนอะไรกันตอนนี้วะ บ่นกับตัวเอง แล้วเพ่งมองไปที่หน้ารถอีกครั้ง หายไปแล้ว มันทำให้ผมฉุกคิด ประตูรถก็ล็อคไว้ทุกครั้ง ใครจะเข้าไปนั่งได้ ขนหัวลุกกรูเกรียว แทบออกวิ่งไปหารุ่นพี่ ก่อนไฟในอู่จะดับพรึ่บ ได้ยินเสียงรุ่นพี่ตะโกนโหวกเหวกวิ่งตรงมา

Advertisement

Advertisement

            "ผีหลอก ช่วยด้วย ผีหลอก !"

            ไม่ต้องสืบละว่าผีที่ไหน ต้องเป็นไอ้ผีผู้หญิงนั่นแน่ๆ ผมออกวิ่งตาม เหลียวซ้ายแลขวา จู่ๆ ก็เหมือนมีบางสิ่งมาฉุดรั้งผมไว้ อะไรสักอย่างนั่น ที่ทำให้ผมแทบช็อค มันคือเส้นผมยาวๆ ของผู้หญิงที่เหม็นสาปสางที่สุด รัดคอผมเอาไว้ ดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่หลุด รุ่นพี่ก็วิ่งหายไปทางไหนแล้วสุดรู้  ผมร้องไม่ออก ได้แต่พยายามร้องขอชีวิตในใจ อย่าทำอะไรผมเลย ผมกลัวแล้ว

            ภาพตรงหน้า คือภาพผู้หญิงผมยาวที่ผมเห็นในรถนั่นล่ะ  ดวงตาของเธอแดงก่ำราวกับโกรธใครมา รอยยิ้มเยือกเย็นนั่นมีเลือดไหลปะปนกับน้ำหนอง ที่ไหลลงพื้นจนเนืองนองไปหมด ผมรู้สึกตัวเองกำลังจะขาดอากาศหายใจ ก่อนที่สติของผมจะดับวูบลง พร้อมกับภาพของผีสาวในรถนั่นที่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและค่อยๆ จางหายไปนั่น

            และเมื่อผมตื่นขึ้นอีกครั้ง ทั้งรุ่นพี่ และบอส ทุกคนพากันเป็นห่วงล้วนดีใจที่เห็นผมฟื้นขึ้นมา และเล่าให้ฟังภายหลังว่าเจ้าของรถ ซึ่งเป็นสามีของหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมในรถคันนี้ ถูกคุกคามอย่างหนักจนต้องเอาเงินมาคืนเพื่อแลกรถกลับไป ด้วยความห่วงและหวงรถคันนี้มาก จึงทำให้วิญญาณอาฆาตและไม่ยอมไปไหน ยังคงสิงสถิตอยู่ในรถคันนั้น โดยไม่คิดเลยว่า ผมเกือบเป็นเหยื่อแห่งความอาฆาตของเธอไปแล้ว !

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Tama 66