เราเป็นลูกคนจีน เตี่ยกับแม่ต้องทำงานหนักเช้าถึงเย็น พอหาเงินมาเลี้ยงดูลูกให้กินอิ่มนอนหลับ บ้านเราจึงหลังไม่ใหญ่โต อาศัยที่ริมน้ำปลูกบ้านหลังเล็กๆยื่นไปในแม่น้ำ ทางเดินเข้าบ้านจะคดเคี้ยว ห่างจากถนนเส้นหลักอยู่พอสมควร บางวันกลับจากโรงเรียนถ้ายังไม่ค่ำมืดนักเราก็จะเดินลัดผ่านเข้ามาในวัดทะลุประตูหลังมาถึงบ้านจะใกล้กว่ามาก แต่ถ้าวันไหนท้องฟ้ามืดครึ้มแล้วละก็อย่าได้เหยียบเข้าไปเชียว ยอมเดินอ้อมคดเคี้ยวไกลแค่ไหนก็ยอม เพราะวัดนี้มีตำนานเล่าลือมามาก สมัยเด็กๆเคยได้ยินเสียงเล็กๆแหลมๆร้องโหยหวนเลยถามป้าข้างบ้านว่าเสียงอะไร ป้าตีมือแล้วบอกห้ามทักเสียงเปรตขอส่วนบุญถ้าอยากเห็นให้ก้มมองลอดหว่างแล้วจะเห็น จนป่านนี้ยังไม่เคยกล้าลองสักครั้ง

          ครั้งหนึ่งเรากลับบ้านช้าใจอยากลับถึงบ้านไวไว จึงตัดสินใจเดินผ่านวัด แข็งใจเดินก้มหน้าสับขาอย่างเร็วใจคิดขออย่าเจออะไรเลย ขออย่าเจอเลย พอเดินผ่านต้นไม้ใหญ่กลางทาง เราสังเกตุเห็นผู้หญิงยืนก้มหน้าร้องไห้สะอื้น เราจำได้ว่าเป็นครูอร..ครูที่โรงเรียนในใจคิดว่าดีแล้วมีเพื่อนเดินจะได้หายกลัว กำลังจะเดินเข้าไปทักสวัสดี จังหวะนั้นเองทำไมร่างของครูลอยสูงขึ้นๆๆจนไปห้อยอยู่ตรงกิ่งไม้ใหญ่เรามองตามขึ้นไปแว่บเดียวเห็นหน้าครูซีด ลิ้นจุกอยู่ที่ปาก ตาเหลือก ขาดิ้นเตะไปมา เรารีบปิดตาวิ่งหนีออกจากที่นั่นอย่างสุดเท้า หลับตาปี๋ไม่มองทางไม่อยากเห็นอะไรอีกแล้ว วิ่งสะดุด ชนนู้นชนนี่แต่ไม่สนคิดแค่ว่าวิ่งๆๆๆวิ่งออกจากวัดนี้ให้ไวที่สุด กลับถึงบ้านได้ นอนคลุมโปงไม่กล้าเล่าอะไรให้ใครฟัง ตัวสั่นทั้งคืน พอตอนเช้าตื่นมาโรงเรียนครูใหญ่ได้ประกาศหน้าเสาธงถึงข่าวครูอรเสียชีวิต เราถึงได้รู้ว่าครูผูกคอตายขณะที่ท้อง เพราะน้อยใจสามีในวัดนั้นเอง แต่เราไม่รู้ว่าครูต้องการอะไรถึงได้ให้เราเห็นแบบนั้น หรือที่โบราณว่าไว้จะเป็นจริงว่า คนฆ่าตัวตายจะต้องวนเหตุการณ์การฆ่าตัวตายของตัวเองไปทุกวันๆจนกว่าจะสิ้นอายุขัยจริง ....บังเอิญเราคงไปเห็นในช่วงเวลานั้นพอดี

Advertisement

Advertisement

         ขอให้ครูอรพ้นวิบากกรรม ไปสู่สุขคตินะคะ

        ใครที่จะคิดสั้นลองพิจารณาเรื่องนี้ไว้ก่อนตัดสินใจก็ดีนะ เราว่ามันดูน่ากลัวกว่าการเห็นผีเสียอีก..