หลาย ๆ คนที่ผ่านระบบการศึกษาไทยมาคงรู้สึกได้ว่าช่วงที่เป็นนักเรียนนั้นช่างหนักหน่วงและน่าท้อแท้ การเรียน 8 วิชาต่อวัน ทำให้เราจับจุดแต่ละเรื่องได้ไม่มากพอ กำลังจะเรียนเข้าใจแต่เสียงกริ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน เหมือนกำลังพิมพ์งานแล้วจะกดเซฟแต่คอมพิวเตอร์ดันดับไปซะอย่างนั้น จบคาบแล้วก็เริ่มเรียนเรื่องใหม่วิชาใหม่ทั้งที่เรื่องเก่ายังไม่แตก

                    นอกจากเรื่องเวลาที่จำกัดจนไม่ไปด้วยกันกับจำนวนบทเรียนที่เยอะ อิสระในการเรียนรู้ของนักเรียนก็ถูกจำกัดเช่นกัน จะเห็นได้ชัดมากในช่วงมัธยมปลายที่โรงเรียนส่วนใหญ่ก็แบ่งเป็นสายการเรียน มีทั้งสายวิทย์ สายคำนวน สายภาษา สายสังคม แต่ในโรงเรียนไทยเรารู้กันว่าหากเลือกสายไหนก็ต้องเน้นทางนั้นอย่างเดียว เปลี่ยนไม่ได้ เลือกวิชาที่สนใจเองก็ไม่ได้ทั้งที่ศาสตร์ของแต่ละสายมีหัวข้อย่อยอีกเป็นพัน ๆ เรื่อง ก็เหมือนร้านอาหารที่จัดเซ็ทเมนูมาให้แล้ว เด็กมีหน้าที่แค่เลือกว่าจะกินเซ็ทไหน สิ่งที่อยู่ในเซ็ทเราอาจจะไม่ได้อยากกินทุกอย่างแต่ก็ต้องรับมาเพราะเค้าจัดให้ วิธีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงทำให้เด็กกลายเป็น passive learners ที่รอครูป้อนอย่างเดียวว่าต้องเรียนบทเรียนใด แต่ไม่สามารถตั้งคำถามก่อนได้ว่าอยากเรียนอะไร

Advertisement

Advertisement

ห้องเรียน ศน

                     

                    สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของการศึกษาอีกอย่างคือสังคมเราก็มักจะให้ค่ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์มากกว่าวิชาทางสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้ค่าว่าคนเก่งจะต้องเรียนวิทย์ จบแล้วเรียนต่อหมอให้ครอบครัวภูมิใจ ส่วนใครเรียนภาษาหรือสังคมก็จะถูกจัดไว้ให้อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่การเรียนนี้ กลับกัน หากเป็นเด็กในเกณฑ์เรียนดีแต่เลือกที่จะเรียนสายภาษาหรือสังคม ครูหลายคนก็มักจะตั้งคำถามกับเด็กคนนั้นว่า "ไม่เสียดายเกรดหรอ สูงแบบนี้เรียนวิทย์น่าจะไปต่อมหาวิทยาลัยได้ดีกว่า" เหตุการณ์เช่นนี้อาจเกิดกับใครอีกหลายคน ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมในสังคมไทยที่ตีกรอบ “ความเก่ง” ของเด็กว่าต้องเรียนวิทย์-คณิต เพราะใครเห็นก็ว่ายาก คนฉลาดเท่านั้นที่จะเรียนได้ ทั้งที่ทุกศาสตร์ทั้งวิทย์ ศิลป์ หรือสังคมนั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลย

Advertisement

Advertisement

                    ยิ่งไปกว่านั้น หากมองในแง่อนาคต อาชีพในฝันของนักเรียนเมื่อ 10-20 ปีที่แล้วอาจจะอยากเป็นหมอ คุณครู ทหาร ตำรวจ หรือพยาบาล แต่ยุคนี้โลกเราได้เปลี่ยนไปมากแล้ว การมีเทคโนโลยีมากขึ้นช่วยให้โลกของเด็กเปิดกว้าง ทำให้สิ่งที่เด็กอยากเป็นในอนาคตมันไม่ได้อยู่ในกรอบเดิมอีกต่อไป บางคนอยากเป็น Youtuber บางคนอยากเป็น Trainer ออกกำลังกาย บางคนอยากทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง เด็กยุคนี้มีความเป็นตัวของตัวเองสูงกว่ายุคก่อน ยิ่งความต้องการมีความหลากหลายเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ทุกวันนี้นักเรียนทุกคนต้องเรียนเหมือนกัน pattern เดียวกัน เด็กบางคนอยากที่จะศึกษาสิ่งที่เฉพาะทางกว่าวิชาที่มี แต่ระบบก็ไม่ช่วยให้ทำเช่นนั้นได้ ต้องไปหาเรียนเพิ่มข้างนอก ซึ่งบางกรณีผู้ปกครองก็ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นตามไปด้วย จะเห็นได้ว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้เอื้อให้กับความแตกต่างของเด็กนี้เท่าไรนัก

Advertisement

Advertisement

ห้องเรียน ศน

                    อาจารย์ศราวุธ จอมนำ หรือครูเด๊นท์ ผู้ช่วย ผอ. ฝ่ายมัธยมศึกษาตอนปลายแห่งโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้ที่เห็นปัญหาของการศึกษาในบ้านเรา ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างมาก สรุปให้ได้ใจความหลักได้สั้น ๆ คือ

การศึกษาไทยไม่ได้ผิดที่เด็ก ไม่ได้ผิดที่หลักสูตร แต่พลาดตรงคนที่นำหลักสูตรไปใช้

                    หลักสูตรแกนกลางทุกวันนี้ไม่ได้กำหนดวิชาที่ต้องเรียนตายตัว แต่กำหนดมาตรฐานชี้วัดแทน หลักการที่แท้จริงคือจะเปิดสอนวิชาใดก็ได้แล้วแต่โรงเรียน แต่เรียนแล้วต้องได้มาตรฐานตามตัวชี้วัด หลักสูตรให้ความอิสระในการเรียนมาก ๆ แต่ปัญหาติดที่ตัวสถาบันที่ยังไม่เข้าใจหลักการของมัน ประยุกต์ไม่ได้ ทำให้เด็กต้องถูกตรึงอยู่ในกรอบที่มีคนจัดมาให้ อันไหนที่คิดว่าดูจำเป็นก็ให้เรียนทั้งหมด พูดอีกนัยคือคนเลือกไม่ได้เรียน ส่วนคนเรียนก็ไม่ได้เลือก

                    ฉะนั้นครูเด๊นท์ร่วมกับคณะจึงตั้งโรงเรียนใหม่พร้อมกับระบบการศึกษาใหม่ที่ไม่ได้ตามหลังใคร ระบบที่เหมือนร้านอาหารตามสั่ง มีวัตถุดิบหลักให้ ส่วนเครื่องเคียงเลือกได้ตามชอบ ให้แต่ละคนพอใจในแบบของตน แต่ได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันคืออาหารหนึ่งจานที่ทานได้แล้วอร่อยด้วย ระบบการศึกษาแบบร้านตามสั่งนี้คือ โครงสร้าง TSS Flexible Pathway เป็นหลักสูตรมัธยมปลายที่กำลังจะมีนักเรียนรุ่นแรกในปีการศึกษา 2563 นี้แล้ว อธิบายง่าย ๆ คือไม่มีการแบ่งสายการเรียน แต่มีวิชา 6 กลุ่มให้เลือก ได้แก่ Health and Bio Sciences, Engineering and Technology, Social Sciences and Humanities, Communication and Languages และ Businesses and Entrepreneurship นักเรียนจะเลือกเรียนวิชาใดในกลุ่มใดก็ได้ และเรียนได้ทุกกลุ่มให้หน่วยกิตครบตามเกณฑ์ ซึ่งวิชาย่อยในแต่ละกลุ่มเป็นวิชาเฉพาะที่น่าสนใจอย่างมาก เช่น ในกลุ่ม Health and bio sciences ก็จะมีวิชาจุลชีววิทยา หรือสัตววิทยาให้ด้วย ในกลุ่ม Engineering ก็จะมีวิชาการเขียนโปรแกรม การเขียนแบบเชิงวิศวกรรม หรือในกลุ่ม Social Sciences ก็จะมีวิชาเกี่ยวกับการศึกษารัฐธรรมนูญและการเมืองการปกครองโดยเฉพาะ

สาธิต มธ.

                    ในความอิสระที่มากขึ้นก็มาพร้อมกับวินัยในตนเองที่ต้องมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งระเบียบวินัยมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก ซึ่งการฝึกตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นนี้จะช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมในโลกการทำงานมากขึ้น เมื่อรวมกับกระบวนการทางความคิดที่ได้พัฒนาไปพร้อม ๆ กันแล้ว ระบบ TSS Flexible Pathway นี้จะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

เว็บไซต์โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : https://satit.tu.ac.th/