TrueID In-Trend ฉบับที่ 11 หัวอก...บริษัทจัดอบรม

     ไอ้เรื่องความรู้ของบริษัทฯ ก็เหมือนกัน  อย่างที่เคยเล่าแล้วว่า  ลุงเป็นคนชอบซัก ให้มันรู้แจ้งกระจ่างเห็นจริงว่า เขาจะให้อบรมใคร พนักงานเหล่านั้นเรียนจบอะไรมา อายุเท่าไหร่ มีปัญหาที่บริษัทอยากจะให้แก้อะไรบ้าง...คือไปทำ Training need ให้นั่นเอง (ซึ่งความจริง เป็นหน้าที่ของบริษัทจัดฝึกอบรม หรือเจ้าหน้าที่ HR ของบริษัทในการจัดทำข้อมูลเหล่านี้ให้วิทยากร)  และบางที ยังไม่พอใจ ลุงก็ลงไปเก็บข้อมูลจริงจากลูกค้าของบริษัทนั้นๆ เพื่อนำไปใช้ในการบรรยายอีก  ก็มีบริษัทหนึ่ง มาติดต่อลุงให้ไปอบรมพนักงานขาย  เป็นบริษัทในเครือของบริษัทที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ของกิน ของใช้ทั่วประเทศ ... ลุงก็ขอข้อมูลของบริษัทไปได้เยอะพอสมควร  แต่ยังสงสัยตงิดๆ ว่า ที่เขาไปให้ผู้ขายปลีก ถีบจักรยานบ้าง ขับจักรยานยนต์บ้าง และต้องมีห้องเย็นเก็บเครื่องดื่มเอง และต้องลงทุนหลายสตางค์อยู่ พนักงานขายผู้ดูแลเอเย่นต์ปลีกเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะต้องทำอะไรกันบ้าง...ก็ไปคุยลุงกับลูกค้ารายหนึ่ง  ก็โดนเขาด่าตะเปิงออกมาเลย ว่า แสนจะห่วย บริษัทอะไรก็ไม่รู้ ใหญ่โต ร่ำรวย มีชื่อเสียงเสียเปล่าๆ แต่เอาเปรียบลูกค้าชะมัดญาติ  เซลล์แมนมาฟังแล้วก็ “ครับผม...ครับผม..ไม่เห็นช่วยอะไรได้....นี่กำลังคิดว่าจะเลิกเป็นเอเย่นต์ให้บริษัทนี้แล้ว..”  ลุงได้ฟังดังนั้น  ก็รีบเอาปัญหาไปปรึกษาผู้จัดการฝ่ายขายที่ติดต่อลุงมาทันที ว่าสมควรจะเอาข้อมูลเหล่านี้ไปบรรยายหรือไม่  ก็ได้รับความเห็นชอบว่าสมควร เพราะจะได้เป็นยกเป็นกรณีที่ลูกค้า Complain แล้วเซลล์แมนควรปฏิบัติอย่างไร....พอวันบรรยายจริงๆ ลุงก็ยก เคส มาอธิบายอย่างละเอียดว่า ลูกค้าเขามีปัญหาอย่างนี้ ในฐานะที่เป็นพนักงานขายที่ดี ควรจะต้องทำอะไรบ้าง....ในขณะที่ผู้เข้าสัมมนาซึ่งเป็นพนักงานขายของบริษัทนั้น กำลังปรึกษาหารือและตระเตรียมเคสกันอยู่กันอยู่  ก็พอดีมีผู้อำนวยการใหญ่ของฝ่ายการตลาดตลาดเข้ามานั่งฟังด้วย...แกก็เรียกลุงไปถามว่า “ที่ยกเคสนี้มา  เป็นเรื่องจริงใช่ไหม...ลุงก็บอกว่าใช่” แล้วก็เล่าเรื่องของลูกค้าของบริษัทที่บ่นให้ฟัง

Advertisement

Advertisement

141.JPG

     แกฟังแล้ว  พอพักเบรก...ก็เรียกผู้จัดการฝ่ายขายและทีมงาน HR มาต่อว่าอย่างรุนแรงว่า “เรื่องอย่างนี้  คุณไปให้คนนอก (หมายถึงวิทยากร หรือตัวลุงนั่นแหละ) รู้เรื่องได้อย่างไร  มันเสียชื่อเสียของบริษัทหมด..วันหลังอย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก” ลุงมาทราบข่าวเรื่องนี้ เมื่อจบการบรรยายในวันนั้นไปแล้ว...พลางมานั่งนึกในใจว่า  “นี่กรูทำนอกหน้าที่หรือเปล่าวะ  อุตสาห์หาความจริง  พยายามไปเจอลูกค้า ข้อข้อมูลเพื่อมาทำเป็น Case Study เป็นเรื่องจริง ที่บริษัทสมควรจะนำไปแก้ไข...แต่ก็มาโดนด่า ทั้งพนักงานของบริษัทและตัววิทยากรเสียนี่”  นี่ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่ง ที่ทำให้ตัวลุง  ผู้ที่รัก ในการทำอะไรให้แน่ชัดที่สุด มีเรื่องอะไรก็เอาเรื่องจริงๆ มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อจะให้บริษัทหาทางแก้ไข ให้เหมาะสมกับที่เขาจ้างเรามาให้ไปบรรยายเพื่อให้พนักงานของบริษัทได้เรียนรู้....แสดงว่า  “รู้มากไป  ก็มีผลเสียดังกล่าว”  ลืมนึกถึงเรื่องที่เคยสอนเซลล์เป็นประจำว่า “เราต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าให้มากที่สุด แต่จะพูดหรือไม่พูดนั้น สมควรแก่กาลเทศะหรือไม่” ซึ่งต่อไปนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ตรัสเกี่ยวกับการพูดไว้ว่า..............................................

Advertisement

Advertisement

“ลักษณะการพูดของตถาคต”

“ราชกุมาร ! 

ตถาคตรู้ชัดว่า ซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่เที่ยง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์และไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น...ตถาคตย่อม “ไม่กล่าววาจานั้น”

ตถาคตรู้ชัดว่า ซึ่งวาจาใด อันเป็นที่รัก อันแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อม “ไม่กล่าววาจานั้น”

ตถาคตรู้ชัดว่า ซึ่งวาจาใด อันเป็นจริง อันแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ...ตถาคตย่อม “เลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น”

ตถาคตรู้ชัดว่า ซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น...ตถาคตย่อม “ไม่กล่าวาจานั้น”

ตถาคตรู้ชัดว่า ซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ ประกอบด้วยประโยชน์และเป็นที่รักที่พึงใจของบุคคลอื่น ตถาคตย่อม...”เป็นผู้รู้จักกาละที่เหมาะสมเพื่อกล่าววาจานั้น”

ม.ม. 13/91/94

สงสัยลุงจะมาตกม้าตายเอาในข้อสุดท้ายเสียเป็นแน่แท้...... 5555 

 

100.JPG

     อันการประกอบอาชีพ ที่เป็นบริษัทฝึกอบรมเองนั้น ย่อมมีปัญหา อันทำให้เกิดความระทึกใจได้ทุกเมื่อ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทำในประเทศไทย กับคนไทย ซึ่งเป็นผู้เข้ารับการอบรม....ประการแรก : ขอเรียนเพื่อทราบว่า ลุงว่า พวกที่ไปเข้าสัมมนา ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่สนใจ เอาใจใส่ เพื่อพัฒนาความรู้ของตนเอง ให้ก้าวหน้าในที่หน้าที่การงาน สมดังกับเจตนารมณ์ของการฝึกอบรม  ส่วนใหญ่ ไปเข้าฝึกอบรมเพราะโดนบังคับให้ไป ยิ่งในช่วงหลังๆ ที่บริษัทมีการวัด Performance ด้วยคำ KPI, Balance Score Card ฯลฯ เพื่อให้ ISO 9000 ถึง 285000 ...ฯลฯ นอกจากนั้น ก็มีกฎว่า  พนักงานระดับนั้น จะต้องเข้ารับการอบรมอย่างน้อยกี่ชั่วโมง ในเรื่องอะไรบ้าง ระบุเป็น KPI แต่ละบุคคลลงไปเลย และ ทางรัฐยังบ้าจี้  ออกระเบียบบังคับกับพนักงานในระดับท้องถิ่น จะต้องได้รับการอบรมเท่านั้น เท่านี้ชั่วโมง แถมยังเอาค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 1 เท่า  เป็นเท่าครึ่ง และกลายเป็นสองเท่าในที่สุด ดังนั้น  พอปลายปี จะปิดบัญชี ก็จะมีผู้เข้าอบรมหนาแน่นเป็นพิเศษ  ไม่ใช่อยากจะมาเอง แต่โดนบังคับให้มา เพื่อจะได้ให้พนักงานได้มากินกาแฟ และอาหารกลางวันอร่อยๆ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า จะมีบริษัทที่เปิดสัมมนาเฉพาะกิจในวาระดังกล่าวนี้ เต็มไปหมด  บางบริษัทฝึกอบรม ก็ซี้กันอยู่กับฝ่ายบุคคลของลูกค้า ซึ่งจัดกันทุกปีในตอนปลายปี  ก็หันมาทำมาหากินกันหนาตาในช่วงนี้ ซึ่งก็พอจะได้กำไร พอกินพอใช้ สองสามีภรรยา กันไปได้ทั้งปี...พูดง่ายๆ ว่า ทำงาน 3 เดือน อยู่ได้ทั้งปีว่างั้นเถอะ แต่มีบางบริษัท  ที่ต้องติดต่อหาวิทยากรเอง สร้างหลักสูตรขึ้นมาเอง ประกาศหรือเมล์โดยทางอิเล็กทรอนิกส์ไปยังลูกค้าเหล่านั้นเอง....จองวันวิทยากรแล้ว  จองโรงแรมแล้ว  จ่ายเงินมัดจำให้แก่โรงแรมไปแล้ว (สำหรับกับวิทยากร ไม่ต้องมีเงินมัดจำ เพราะเท่าที่ปรากฏมา ไม่เห็นใครเคยเรียกเก็บ..หรืออาจจะมีบางคนที่ต้องการเงินมัดจำจากบริษัทจัดฝึกอบรมเหล่านี้ เพราะกลัวพูดไปแล้ว...ไม่ได้เงิน) ...ก็นั่งรอ  ... ใจเต้นตึกตัก ตึกตัก โครมคราม....มีโทรศัพท์เข้ามาสักกริ๊ง ก็ดีใจเป็นเนื้อเต้น  อธิบายฉอดๆ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจจองที่นั่ง ...เพราะยิ่งได้คนมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะมันมี ฟิกคอส ตายตัวรออยู่....พอลูกค้าบอกขอคิดดูก่อน หรือจะเสนอนายให้ หรือ ลดได้เท่าไหร่ (ส่วนมากจะมีส่วนลดให้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ถ้าจองแต่เนิ่นๆ เรียกว่า Early Bird) แต่พอบอกขอเก็บมัดจำ...น้อยรายที่จะได้  ถึงแม้ว่าจะได้ส่วนลด...เพราะยิ่งใกล้เวลาวันจัดสัมมนายิ่งดี  บริษัทผู้ส่งตัวผู้เข้าสัมมนาก็จะเก็บมุกนี้  ไว้ต่อรองกับบริษัทฝึกอบรม เพราะจะได้ Deal ที่ดีกว่า

DSC04598 (2).JPG

     พอถึงวันจัดอบรม....ก็ต้องไปดูห้อง ที่โรงแรมเตรียมไว้ให้ อ้าว....ลืม Confirm กับโรงแรมว่านัดแน่ จัดแน่...หรือบางที ก็ไม่มีเงินสดไปมัดจำกับทางโรงแรม ที่ต้องขอ Minimum Charge คือ รายได้ขั้นต่ำว่า จะได้กี่หัว....ถ้า โรงแรมเบี้ยว เพราะขายดี  ผู้จัดอบรมก็จะปวดหัว .. เพราะหาโรงแรมใหม่ก็ไม่ทัน  หรือถ้าทัน ก็มีภาระอีกหลายอย่าง ไหนจะต้องแจ้งผู้เข้าอบรมทุกคนว่าต้องเปลี่ยนสถานที่  หรือไม่ก็เลื่อนการอบรมออกไป  หรือไม่ก็ทะเลาะกับโรงแรม จนเลิกคบค้ากันไป...(ไม่ยังไม่เคยเห็นบริษัทจัดอบรมที่ไหนถึงกับจะฆ่าจะแกงกันกับโรงแรม เพราะเป็นน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่าซึ่งกันและกันอยู่) แต่ถ้าไม่มีปัญหาอะไร....ก็นั่งยิ้มหวาน รอผู้เข้าสัมมนาทยอยต่างก็เข้ากันมา จวนจะได้เวลา 9.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่จะเปิดการอบรมได้แล้ว  วิทยากรก็ยังไม่มา...พอได้เวลาเก้าโมงตรง ก็ไปขอร้องกับผู้เข้าสัมมนาว่า  “กรุณารอสักครู่นะคะ...วิทยากรรถตี๊ดติด...เดี่ยวคงมาจะมาถึงละคะ....” ถึงตอนนี้  ท่านผู้อ่านลองนึกภาพของผู้จัดดูว่า มันจะเร่าร้อนในอารมณ์ปานไฟเผากรุงกรุงโลกันตร์แค่ไหน  ทั้งที่เมื่อวานก็ Confirm กันเสียอย่างดี  10 นาทีก็แล้ว  20 นาทีก็แล้ว .... แก้ปัญหาโดย ให้ผู้เข้าสัมมนาออกมากินเบรกก่อน  อ้าว.....ก็ตกลงกับทางโรงแรมว่าจะเบรก 10 โมงครึ่ง นี่อะไร 9 โมงครึ่งเบรกแล้ว ทางโรงแรมก็วิ่งกันวุ่น เพื่อเตรียมกาแฟ เครื่องดื่ม ของว่าง  เอาไว้ให้ทันท่วงที....อีกคนหนึ่งก็พยายามกระหน่ำมือถือวิทยากรก็ไม่ติด  ไม่รู้มันไปตายหงตายหาที่ไหน  ชัก ยัวะขึ้นทุกที...ลูกค้า ก็มานั่งรอ  กินกาแฟก็แล้ว  พอ 10 โมง....พ่อพระเอกค่อยเดินนวยนารถเข้ามา  อ้างว่ารถติด แบตหมด (มือถือ) เป็นประจำ  ทั้งที่เป็นนิสัยอันถาวรของวิทยากรผู้นั้นที่มาสายเป็นประจำ และถือว่าชั้นแน่  บริษัทจัดอบรมและผู้ฟัง ถ้าอยากฟังชั้นบรรยายก็ต้องรอ...แต่พ่อเจ้าประคุณเอย  ทำมันร้ายจิตใจของทั้งผู้จัดอบรมและของผู้ฟังอย่างหาที่สุดมิได้  .... 

107 (6)_0.JPG

     เพราะฉะนั้น...ก็มีคำถามว่า  ถ้าวิทยากรรู้หน้าที่  ไปนั่งรอลูกศิษย์ตั้งแต่ยังไม่แปดโมง  บางท่านไปถึงสถานที่บรรยายก่อนเจ้าหน้าที่ของบริษัทเสียอีก...ไปก็ไปนั่งเตรียมงาน  เตรียม PP. หรือไม่ก็เดินทักทายกับผู้เข้าสัมมนาที่มาแต่เช้า.....อย่างนี้ ผู้จัดอบรมก็ยิ้มออก เฮ้อ....หายใจออกไปอีกเปลาะหนึ่ง  “วิทยากรมาแล้ว”  จ่ายสตางค์แน่นอน....แต่  ผู้เข้าสัมมนา จะมาครบ มั้ยนี่เมื่อวานไอ้กรุ๊ปนี้ 4-5 คนมันอยู่ถึงจันทบุรี  ยืนยังจะมาเข้าอบรม  สตางค์ก็ยังไม่ให้ แต่รอแล้วรออีกก็ยังไม่โอน...ก็โทรไปตาม  มาแน่  มาแน่  แต่พอวันจริงๆ เข้ากลับหายไปทั้งหมด 4-5 คน...โทรศัพท์ไปตามก็บอกว่า ฝรั่งมา นายเรียกประชุมฝ่ายขายด่วน งานอื่น ให้วางให้หมด  ต้องเข้าประชุมเดี๋ยวนี้......DSC04579 (2)_0.JPG     ถ้าท่านไปเห็นหัวอกของผู้จัดฝึกอบรมเอง ก็จะเห็นใจเขาไม่น้อย ที่ต้องหวั่นไหว ใจระทึกอยู่ตลอดเวลา  จนกระทั่งเลิก 4 โมงนั่นแหละ ผู้เข้าอบรมเขียนใบประเมินเรียบร้อย  พากันเดินออกไปห้องสัมมนาไปด้วยความสุข....ผู้จัดจึงได้นอนตาหลับอยู่ ณ โซฟาของโรงแรมนั่นแล....ขอเวลาสักแป๊บ...ขอพักหัวใจหน่อย....

 

ลุงแอ็ด ถาวรมาศ (นายอมร  ถาวรมาศ)

152/9 ถนนนนทบุรี 1 อ.เมือง จ. นนทบุรี 11000

E- Mail :  [email protected]

Line ID : AMORNTAR   Tel : 081 619 8071

 

 

.