ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ตุ๊กตากับเด็กผู้หญิงเป็นของคู่กันเสมอ...

          ตอนเด็กๆ ตุ๊กตาของเราจึงมีมากมายรายเรียงอยู่บนเตียงในห้องนอน แต่บอกก่อนว่า เราชอบตุ๊กตาสวยงามจริงๆ เลือกซื้อและเก็บเงินด้วยตัวเอง เสื้อผ้าก็คอยเปลี่ยนให้ ไม่ชอบปล่อยให้เก่าหรือเปื้อนฝุ่นมากนัก

          จนเมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย ความชื่นชอบในตุ๊กตาของเราเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นของสะสม ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดไหน เจอตุ๊กตาสวยๆ ถ้าถูกใจ เราก็มักซื้อติดมือกลับมาบ้านด้วยเสมอ ตัวท้ายสุด ถ้าจำไม่ผิด เราได้มาจากทางเหนือ เป็นตุ๊กตามือสองที่แม่ค้าวางขายกองพะเนิน ปะปนกันอยู่ และเราช่างไปสะดุดตากับตุ๊กตาเด็กผมยาวหยิกภายใต้ชุดสีขาวสะอาดนั่น  และแม่ค้าก็รีบโฆษณาชวนเชื่อ

            "ตัวนี้ไม่แพงนะคะ ตุ๊กตานำเข้าจากจีน ถูกใจลดให้ได้อีกค่ะ เสื้อผ้านี่เปลี่ยนให้เรียบร้อย ชุดเดิมๆ เป็นชุดจีนค่ะ"

Advertisement

Advertisement

            เออนะ...ตุ๊กตานำเข้าเสียด้วยสิ เราขอแม่ค้าดูใกล้ เมื่ออุ้มขึ้นมา เราจะอุปทานไปหรือเปล่าไม่รู้ว่าอยู่ๆ ก็รู้สึกหนักจนยกแทบไม่ขึ้น ดวงตาคู่นั้นกรีดหางตาเหมือนชาวจีนจริงๆ ก็สวยอยู่แหละ ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น และในที่สุดเราก็ได้ตุ๊กตาตัวนั้นมาครอบครอง และนำไปกองรวมกับตุ๊กตาสวยงามที่สะสมไว้ในตู้โชว์ภายในห้องนอนของเรา ตั้งแต่วันนั้น ก็มักมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นบ่อยๆ ทุกครั้งที่เราออกไปเรียนหนังสือ เมื่อกลับมาบ้าน แม่มักจะบ่นให้ฟังเสมอว่า...

            "เราเลี้ยงกุมารไว้ในห้องรึไง เสียงวิ่งโครมครามตลอดเลย ถ้าเลี้ยงไว้ก็บอกให้เบาๆ หน่อยเถอะ แม่นอนไม่หลับ"

            "แนนเอานมในตู้เย็นไปกินมั้ย แม่ไม่รู้หายไปไหน หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ แม่จะเอามาใส่ต้มยำ"

Advertisement

Advertisement

            เรื่องแรก ก็แค่แปลกใจ แถมคิดว่า แม่อาจจะหูฝาดไปเองหรือฝันกลางวันเสียล่ะมากกว่า แต่เรื่องที่สอง เราถึงกับขนลุก เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป พบว่ากล่องนมหล่นอยู่ตรงปลายเตียง และมีคราบนมเปรอะไปหมดจนต้องทำความสะอาดอยู่นาน เรามั่นใจว่าเราไม่ได้ยุ่งกับนมกล่องนั้นในตู้เย็นของแม่ เราได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ และรู้สึกได้ว่าช่วงที่เราทำความสะอาดอยู่ มีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองอยู่ตลอดเวลา เราน่าจะคิดไปเอง บอกตัวเองแล้วเราก็อาบน้ำ หลังกินข้าวกับแม่แล้ว ก็ขอตัวขึ้นนอนเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน พอก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย ก็เห็นบางสิ่งไหวๆ วิ่งเข้าประตูห้องนอนตัวเองไป มันมีเสียงเปิดและปิดประตูที่ยืนยันว่าไม่ได้ฝันไป บ้าไปแล้วแน่ๆ ! เราบ่นกับตัวเอง แล้วก้าวเข้าไปในห้อง ไฟในห้องมืดสนิท จนเห็นแสงสีแดงของดวงตาคู่หนึ่งที่ทำให้เราถึงกับเบิกตากว้าง ขนลุกกรูเกรียวพร้อมกับรีบเปิดไฟ แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ หรืออาจะเป็นแสงสะท้อนจากนอกหน้าต่างห้อง เราพยายามปลอบใจตัวเองทุกอย่าง ก่อนปิดสวิชท์ไฟ เปิดโคมที่หัวเตียงแทน จนรู้สึกว่าง่วงเต็มที่ จึงเอื้อมมือไปปิด แต่รู้สึกเลยว่ามือของเราสัมผัสกับอะไรบางอย่าง นิ่มๆ และเย็นเฉียบจนต้องชักมือกลับ และเงยหน้าขึ้นมอง แสงจากดวงจันทร์สาดแสงผ่านเข้ามาทางหน้าต่างหลังไฟในห้องดับมืด สิ่งที่เราเห็นคือมือเหี่ยวๆ ยุ่นๆ ของตุ๊กตาจีนตัวนั้น เสื้อผ้าสีขาวที่สะอาดตาที่คุ้นเคย บัดนี้มอมแมมมีคราบเลือด คราบเขม่าไฟ ใบหน้าที่ดูสวยใสมีเนื้อหลุดเป็นชิ้นๆ จนเห็นกระดูก ดวงตาถลนออกมานอกเบ้าน่ากลัวยิ่งนัก  เราอ้าปากค้าง จะร้องก็ร้องไม่ออก รู้แต่ว่าต้องเอาตัวรอดออกไปจากห้องตัวเองให้ได้ แม่คะ !  เราร้องเรียกแม่ และออกวิ่ง วิ่งไปถึงแค่ประตู ก็ถูกกระชากผมอย่างแรง มือนั้นยาวจากหัวเตียงมาถึงเรา แต่มือเราจับลูกบิดประตูและเปิดออกพร้อมวิ่งไปโดยไม่คิดชีวิต แม่ยังไม่นอน แต่ภาพที่แม่เห็นทำให้แม่ถึงกับอ้าปากค้าง แขนของตุ๊กตาในสภาพขาดออก ฝ่ามือเกาะติดพันอยู่บนเส้นผมของเรา  ขณะที่เราทรุดอยู่ในอ้อมกอดของแม่

Advertisement

Advertisement

            เช้าวันต่อมา...แม่รีบเอาตุ๊กตาตัวนั้นไปจากบ้าน หลังฟังเรื่องที่มาของตุ๊กตาตัวนั้น แม่เชื่อว่ามันต้องเป็นตุ๊กตาผีสิงแน่ๆ หรือไม่เจ้าของตุ๊กตาเขาก็คงหวงของๆ เขา แม่จึงนำไปวางไว้ที่โคนต้นไม้ในวัด ตั้งแต่นั้นมา บ้านเราก็อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่มีเหตุการณ์ประหลาดเข้ามาให้เจออีกเลย !

           

 

 

ขอบคุณภาพจาก : Desertrose7