ผู้เขียนเชื่อนะครับว่า

เรื่องราวของวิกฤติการเผชิญกับปัญหาไวรัสระบาด ที่พวกเราเรียกกันจนถนัดปากกันทั้งโลกว่า KOVID 19 หากเปรียบสถานการณ์ในครั้งนี้ ให้เกิดมุมมองเชิงเดี่ยวก็คงยากมากที่จะเข้าใจในแบบของใครของมัน ผู้เขียนเองมีความสนใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามเฝ้าสังเกตวิกฤติและการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ผลที่พบส่วนตน และเป็นคำตอบที่จะตอบได้มันไม่หนีกับการเอาตัวรอด และตอบแบบกำปั้นทุบดินไปเลยนะครับ ว่า เราจะรอดจากวิกฤติเช่นนี้ได้ ก็ด้วยการจัดการตนเอง แบบ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ซึ่งก็คือ คาถาที่สมบูรณ์ที่สุดแล้วที่สามารถนำมาจัดการตัวเองได้เลยโดยไม่ต้องคำนึงถึงใครหน้าไหนทั้งนั้น มูลเหตุที่กล่าวเช่นนั้นเป็นเพียงเบื้องต้น แต่แท้จริงแล้ว มันในมิติที่ใหญ่กว่านั้น เช่น สังคมซึ่งมีความหลากหลายแและซับซ้อน เราเลี่ยงไม่ได้เลยว่า การปฏิบัติตนของเรานั้นมันสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม ในชุมชน  รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของเราด้วย ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมที่ง่าย ๆ ท่าได้ไม่ง่ายนักหากเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยเจอกันมาก่อน เป็นต้นว่า การใช้ชีวิตด้วยการสวมหน้ากาก และ ล้างมือ ซึ่งตำราทางสุขภาพหรือผู้เชี่ยวชาญ ทางสุขอนามัยก็บอกเราเรื่อยมาว่า "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ " หากมีวินัย สามประการนี้ มีโอกาสแคล้วคลาดได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว 

Advertisement

Advertisement

เตรียมความพร้อมสู่ New Normal

นอกจากเชื้อโรคที่เราจะต้องระมัดระวัง สิ่งเหล่านี้ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ สำหรับล้างมือทำความสะอาด ก็เป็นอุปกรณ์เสริมที่ทำให้การใส่ใจในความงามของสาว ๆ หลายคน ถูกลดความสำคัญมาให้ความใส่ใจต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อน ๆ สาว ๆ ในออฟฟิตหลายคนกล่าวติดตลกว่า ฉันยอมใส่หน้ากากแทนการแต่งหน้าทาปากด้วยลิปสติกแล้วนะ เราเห็นความแตกต่างหลากหลายในการใช้ชีวิตที่โฟกัสมาที่เรื่องสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น และภายใต้หน้ากากนั้น คือ สำนึกและวินัยที่ทุกคนทุกอาชีพจะต้องใส่ใจร่วมกัน มันคือ Social Responsibility ที่แท้จริงเลยทีเดียว

Advertisement

Advertisement

หากจะย่นย่อโลกของไวรัส มาเปรียบเปรยกับ โลกของคนทำงาน เราจะมีมุมมองต่อสิ่งนั้นอย่างไร นี่คือ คำถามของผุู้เขียนพยายามสังเกตและอธิบายความคิดเห็นเพื่อสะท้อนบทเรียนจากประสบการณ์ และรวมถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ที่ผ่านเข้ามาอ่านและสนใจนะครับซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ ดังจะกล่าวต่อไป ในความเป็น New Normal และ การเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกการงาน ว่า มันมีอะไรที่น่าสนใจอยู่บ้างกับเรื่องราวใหม่ ๆ หรือ เสมือนว่า กำลังใหม่เช่นนี้

Advertisement

Advertisement

เพื่อน ๆ ที่ทำงานออฟฟิตหลายคน บ่น ๆ อารมณ์ประมาณว่า  ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก ซึ่ง หมายถึง นี่ฉันต้องดูแลตัวเองจากโรคไวรัส และป้องกันยังไม่พออีก ยังจะต้องมาปรับวิถีการทำงานใหม่อีกด้วยหรือนี่ โอ้ย..............จะบ้าตาย

และที่สุดแล้ว ภาวะเครียด ทั้งเก่าและใหม่ จึงผสมกัน อย่างลงตัวเลยแหละ ซึ่งก็เกิดขึ้นกับสภาวะของการทำงานแบบใหม่ หรือ เรียกว่า New life for New Normal Life ในแบบ Work from Home

job

แต่ทุกคนส่วนใหญ่หารู้ไม่ว่า ข้อดี และข้อเสียของ โลก WORK FROM  HOME  ก็มีเช่นเดียวกัน

ผู้เขียนอยากนำเสนอ สิ่งดี ๆ จาก การทำงานที่บ้าน สัก  3 อย่าง เผื่อเพื่อน ๆ จะนำไปใช้ในโลกการงานให้ฟังกันนะครับ

1. เราสามารถสร้างมุมแห่งการสร้างสรรค์งานขึ้นที่บ้านของเราเอง

ลองทบทวนข้อนี้ดี ๆ นะครับ เสมือนว่า โลกของการทำงานที่บ้านกำลังให้อิสรภาพบางอย่างกับเรา โดยมีการตัดสินใจของเจ้านายเราที่คอยติดตามงาน แน่นอนว่า มันเป็นการสร้างวินัยทางบ้านให้ที่ทำงานได้เห็น นอกจากนี้ เรายังสามารถแอบปลื้มศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของตัวเอง เราได้ดื่มกาแฟที่ชอบ รวมถึงลงมือชงมันด้วยตัวเอง สมุดโน๊ตเล็ก ๆ ที่คอยจดบันทึส่วนตัวที่ได้นำออกมาทำงานสักที และได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการอยู่ท่ามกลางเอกสารกองโต มาสู่การเป็นผู้เรียนรู้และทำงานเพื่องานจริง ๆ โดยชิล ๆ กับคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตแรง ๆ ที่เราเลือกได้เองอีกด้วย
ภาพที่3 2.ได้ทานข้าวเที่ยงกับครอบครัว ข้อนี้สร้างความดี๊ด๊า ให้กับมนุษย์พ่อมนุษย์แม่ พอสมควรครับ สำหรับคนโสดก็คือหากมีเวลาพัก ก็สามารถงีบได้นะครับ อันนี้ รับรองที่ทำงานไม่มีทางมาส่องเราเห็นแน่นอน เขาบอกว่า การงีบสักสามสิบนาที สร้างพลังมหาศาลต่อการทำงาน อย่าลืมเอาไปทดลองใช้โดยไม่ทิ้งงานเสียล่ะ สิ่งที่อยากจะบอกก็คือว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัว คือ พลัง ของการทำงานในที่ทำงานที่แท้จริงครับ หลายต่อหลายครั้ง เรามักอารมณ์เสียจากที่บ้านและไประเบิดที่ทำงาน คราวนี้แหละ ลองอยู่บ้านสิว่า จะเอาอารมณ์ที่ทำงานมาระเบิดที่บ้านหรือไม่ มันน่าติดตามและเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์ของตัวเองเป็นไหน ๆ 

3. ออกแบบอิริยาบทที่เป็นตัวคุณเพื่อเฟ้นคุณภาพงานออกมาให้ได้มากที่สุด ข้อนี้สำคัญมาก ๆ นะครับ เพราะว่า โลกที่ทำงานเป็นโลกของความเป็นทางการ ที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่หรือเจ้านาย จะมองว่า การแต่งตัวเรียบร้อยสุภาพ ว่านอนสอนง่าย คือ สิ่งที่น่าปรารถนา เพราะว่า คุณกำลังทำหน้าที่พนักงานที่น่ารัก มากกว่า พนักงานที่สร้างงาน สิ่งเหล่านี้ เป็นการสะสมความอ่อนแอและสร้าง Comfort Zone จนหลายคนเนือยไปกับความสบาย และแทบจะไม่ได้ใช้ศักยภาพที่ร่ำเรียนมาในช่วงมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำ อิรสะภาพทางความคิด ในสมัยหนุ่่มสาว ก็จางหายไปกับโลกการงานอีกด้วย น่าเสียดายมากก ๆ ครับ หากแต่ผู้เขียนมองว่า การทำงานที่บ้านแบบตีลังกา สามารถสร้างงานให้ที่ทำงานแบบก้าวกระโดดไม่แพ้กัน หากคุณเป็นคนเอาใจใส่ในงาน และมีวินัยในการสร้างงานอย่างสม่ำเสมอ แบบว่า ไม่ต้องรอเจ้านายสั่ง ฉันก็ทำได้จ้า คนประเภทนี้ นี่ คือ Work from home คือ โลกใหม่ที่น่าปรารถนาของเขาเลยล่ะ

ภาพที่3แหม ๆ  คงจะมีครับที่หลายคนจะบอกว่า พูดถึงเเต่เรื่องที่ดี เพื่อจะเอาเวลาไปนอนที่บ้านล่ะสิ ของแบบนี้ มันต้องวัดผลนะครับ ว่า การวางระบบให้คนทำงานที่บ้านของบริษัทเพื่อน ๆ หรือที่ทำงานเพื่อน ๆ มีลักษณะอย่างไร เพื่อจะตอบโจทย์ว่า ในยุคที่เราเรียกว่า New Normam มันก็ย่อมมี New Competition หรือ การแข่งขันกันแบบใหม่ ๆ ตามมาเสมอครับ และสิ่งเหล่านี้นี่เอง จะผลักให้เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และแน่นอนจะหมดยุคของคำว่า คนทำงาน คือ คนที่นั่งในที่ทำงาน เพราะคนทำงานอยู่ที่ไหนก็สามารถปฏิบัติงานได้ครับ มิหนำซ้ำยังทำได้ดีกว่าคนที่ทำหน้าที่เฝ้าโต๊ะทำงานเสียอีกนะจะบอกให้

มีเพื่อน ๆ ในบริษัทบางแห่งให้เงินเพิ่มขึ้นในช่วงพนักงานทำงานด้วยนะครับ น่าทึ่งและมองดูสวนทางกับการที่จะต้องปรับลดเงินเดือนใช่ไหมครับ เปล่าเลย บางบริษัท จ่ายค่าอินเตอร์เน็ตให้เฉยเลย เห็นไหมล่ะครับว่า การสนับสนุนให้เราทำงานที่บ้านของบางบริษัทเขาต้องปรับตัว เพื่อที่จะไม่หยุดพัฒนา และนั่นก็คือ จะต้องแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ อย่างไรล่ะ

ภาพที่4สำหรับข้อเสีย 

ในมุมมองของผู้เขียน คิดว่า มีเรื่องเดียวครับซึ่งไม่ใช่การปฏิเสธนะครับว่า ความเหนื่อยและความลำบากที่จะต้องบริหารจัดการวิถีชีวิตแบบใหม่เป็นเรื่องที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ มีบางคนเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เจอความเปลี่ยนแปลงเขามักจะต่อต้านเสมอ นั่นคือวิถีของผู้แพ้ หากแต่ เมื่อเผชิญปัญหาแล้วร่วมกันแก้ และเรียนรู้ คงมีหวังว่า จะสามารถข้ามพ้นได้ ในโลกของการทำงานก็เช่นกัน สำหรับผู้เขียนเองมองว่า สิ่งที่เรียกว่าเป็นข้อเสีย คือ สัมพันธภาพในโลกของการทำงานจะหายไป การทักทายสวัสดี รอยยิ้ม ของป้าแม่บ้าน พี่รปภ. เจ้านาย และเสียงทักทายของลูกค้า รวมถึงของฝากและการแบ่งปันจะหายไป แบบยื่นจากมือต่อมือ ให้ด้วยใจจากใจ เหตุที่กล่าวเช่นนั้น ใช่ว่า ในโลกแห่งการออนไลน์ถึงกัน จะหาความรรักแท้ได้ยากนะครับ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อ ได้มาทำงานและสบตากับงานที่เรารักกับเพื่อนร่วมงานที่เราผูกพัน สิ่งเหล่านี้ คือ พลังที่มนุษย์โลกการงานยังถวิลหาอยู่

ผู้เขียนขอขอบคุณบทเรียน ที่ได้จากการพูดคุยกับเพื่อน ๆ 

จนนำมาสู่การเล่าสู่กันฟังนะครับ และคิดว่า คงจะพอเป็นการแบ่งปันที่จะสร้างพื้นที่กำลังใจให้คนทำงาน ซึ่งเป็นพลังของครอบครัว พลังของสังคม ไม่ท้อถอย แม้เจอสภาวะที่เรียกว่า New แค่ไหน หากเราเป็นคนเก่าที่เข้มแข็ง และมีหัวใจเปิดเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ความน่าตื่นเต้นและสีสันของชีวิตอาจกกำลังรอเราอยู่ก็ได้ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ

ท้ายที่สุดแล้ว ่มนุษย์และชีวิตของมนุษย์จะมีคุณค่าหรือไม่ อยู่ที่ว่า เขากำลังทำงานนั้นเพื่ออะไร และมีความสุขที่ได้เห็นคุณค่าของงานของตนหรือไม่ ผู้เขียนเชื่อเช่นนั้นครับ 
 

ผมแนะนำอ่าน เพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวกับโลกการงานที่เราจะต้องรู้และปรับตัวเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

https://thestandard.co/lessons-learned-working-from-home-during-the-covid-19/

 

เล่าเรื่อง โดย ชาตรี ลุนดำ

ขอขอบคุณ ภาพปก / ภาพที่1 /ภาพที่2 / ภาพที่ 3/ ภาพที่4