วันนี้ผู้เขียนจะมาเล่าความรู้สึกเรื่องสุขภาพ อันย่ำแย่ของตนเองให้ฟังดัง ๆ ครับ

ย้อนไปเมื่อประมาณ 5 ปีกว่า ผมนับว่าเป็นคนที่สุขภาพดีคนหนึ่ง ที่ชอบออกกำลังกายและใช้กำลังพอสมควร สมัยนั้นยังทำงานอยู่ครับ ในวัยสามสิบต้น ๆ ที่กระปรี้กระเปร่าทำอะไรก็กระฉับกระเฉงไปเสียหมด

จนมีช่วงหนึ่ง น่าจะสักอายุ 35 ปี ผู้เขียนเองรู้สึกว่า ปลายมือมันชา ๆ แปล๊บ ๆ ที่ปลายมือครับเริ่มจากฝั่งซ้าย ซึ่งก็นึกและทึกทักไปเองว่า คงพักผ่อนน้อยเลยมีอาการประมาณคนลงแดงทำนองนั้นเลย

จนวันหนึ่งได้ลางานไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลศิริราช คุณหมอจับตรวจขึ้นเตียงมีสายไฟจิ้มไปตามลำตัว และเข้าอุโมงค์นอนนิ่งสแกนตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ที่เขาเรียกศัพย์ย่อว่า MRI เพื่อหาความผิดปกติของร่างกายในภาพรวม  ผลการสแกนออกมา พบว่าปกติครับ ซึ่งทางคุณพยาบาลและคุณหมอก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ก็ได้นัดติดตามเพื่อมาเช็คตัวเองเป็นระยะ ๆ เดือนละครั้ง

Advertisement

Advertisement

ภาพโดยผู้เขียน

รู้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

คุณหมอตรวจผมครั้งแล้วครั้งเล่า และค่อยกระซิบบอกประมาณว่าระบบประสาทกับการสั่งการของกล้ามเนื้อ ตั้งแต่แขนและขามีความผิดปกติ โดยบอกว่ามันทำงานไม่เต็มศักยภาพ ผมก็สังเกตทุกครั้งว่าห้องที่ผมไปพบคุณหมอ จะมีผู้สูงอายุ บางท่านปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เดินเซ มารอคิวตรวจ ผมคิดในใจว่า อาการของตัวเองอยู่ในขั้นที่มีความเกี่ยวเนื่องกับอายุรศาสตร์และที่สำคัญ เกี่ยวกับด้านสมองที่วินิจฉัยได้ยากมาก เพราะผมยังหนุ่มอยู่

ท้ายสุด คุณหมอสันนิษฐานว่า ผมเป็นปลายประสาทอักเสบเรื้อรัง โดยยังไม่ทราบสาเหตุ ผมเข้าออกโรงพยาบาลและกินสเตียรอยด์จนน้ำหนักขึ้นมาเป็น 10 กิโลกรัม จากมือชา กล้ามเนื้อกระตุกสั่น และดูเหมือนลีบลงอีกต่างหาก

Advertisement

Advertisement

มือผมเองมันน่ากังวลตรงที่ ผมรักษาตัวเองมาร่วมปีกว่า แต่อาการไม่ดีขึ้นเลยจนตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อลดภาวะเครียดด้วยว่าตัวเองเป็นคนชอบคิดมากและใช้สมองในงานอยู่ตลอดเวลา

ผมพยายามแสวงหาทางเลือกในการรักษามาโดยตลอดครับ และจำแม่นเลยกับสิ่งที่หมอพยายามอธิบายกับเราว่า มันเป็นปลอกประสาทอักเสบ เหมือนกระแสไฟฟ้าที่เราเสียบปลั๊ก แต่สายไฟรั่วจึงสั่งการมาทำงานไม่ได้เต็มที่ และที่สำคัญ คือ อาจจะไม่มีวันหายและกลับมาเป็นอย่างเก่าเท่าเดิม

ทุกวันนี้ผมยังรักษาตัวเองอยู่ด้วยการประคองใจ ไปกับสภาวะของความเจ็บป่วยที่รักษาไม่หายและทำความเข้าใจกับพยาธิสภาพที่รุมเร้า

คำหนึ่งที่ผมขยาดกับการเข้าไปพบแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีนัก คือ คุณก็กินยาไปก่อน ถ้าไม่ดีก็ต้องเปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ แน่นอนครับว่า หมอก็มีเจ็บป่วยเหมือนกับเราและยิ่งโรคเราซับซ้อนยิ่งหาวิธีการได้ยากมากที่จะฟันธงบ่งชี้ในการรักษา

Advertisement

Advertisement

ผมอยากให้ท่านผู้อ่านสังเกตตัวเองว่า

ถ้ามีอาการ มือชา ปลายนิ้ว มือ ร่วมกับเท้าด้วย แม้นิด ๆ ก็รีบไปตรวจเช็คอาการนะครับ

เพราะหากเรื้อรังอย่างผมเข้าแล้ว มันจะรบกวนชีวิตและการคิดอะไรดี ๆ แต่ต้องมีเรื่องของสุขภาพทางกายที่ไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้เต็มที่

โชคดีที่วันนี้ผมไม่เครียดและพยายามแสวงหาวิธีในการรักษามันเช่นกัน มีคนบอกว่า หมอที่ดีที่สุด คือ ตัวเราเอง ซึ่งผมก็เชื่อเช่นนั้น และคงต้องปลุกพลังของตัวเองไม่ให้ถดถอย อีกทั้งอยากฝากเตือนให้เพื่อน ๆ ระวังโดยเฉพาะ การกินอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอนะครับ

ไม่งั้นล่ะก็

อาจจะไม่ได้มีโอกาสเขียนทรู อินเทรนด์ ในเรื่องราวดี ๆ ด้านอื่น ๆ เล่าสู่กันและกันฟัง

มือผมเองโรคที่รุมเร้าเรา มันคือมือที่สามที่มาขัดขวางและทดสอบเรา ผมว่า การอยู่ร่วมกับเขาอย่างเข้าใจอาจจะเป็นทางออกแต่อย่างไรก็ดี ควรรีบไปหาหมอเพื่อวินิจฉัยให้ถูกเพื่อวางแผนการรักษาให้หายจะดีกว่า

ภาพ : โดยผู้เขียน