เพลงพื้นบ้านเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาแต่โบราณ หลายคนอาจเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างกับการแสดงเพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงฉ่อย ลำตัด เพลงอีแซว ที่จัดขึ้นในงานสำคัญของท้องถิ่นต่าง ๆ  แต่ผู้คนวัยรุ่นหรือวัยทำงานหลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับการชมเพลงพื้นบ้าน จนทำให้หลายวาระที่การละเล่นเพลงพื้นบ้านถูกผลักให้เป็น “มุมผู้สูงอายุ” แต่หากลองตั้งใจฟังจริง ๆ จัง ๆ สักครั้งหนึ่งจะพบว่า การแสดงเพลงพื้นบ้านเหล่านี้มีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้ไม่น้อย

การละเล่นเพลงพื้นบ้านของชาวบ้านในชนบท

                ในอดีตช่องทางความบันเทิงยังมีไม่มากเท่าปัจจุบัน ชาวบ้านในชนบทอันห่างไกลนั้นต้องรอให้ถึงงานประจำปีจึงจะได้ดูหนังฟังเพลงสักครั้งหนึ่ง ชาวบ้านแต่ละถิ่นจึงคิดการละเล่นขึ้นเองในชุมชนของตน บ้างก็นำเพลงพื้นบ้านจากชุมชนอื่นมาใช้ร้องเล่นเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถหลังจากการทำไร่ทำนา  นอกจากนั้นเพลงพื้นบ้านยังใช้เป็นการละเล่นเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาวได้อีกด้วย เพราะเมื่อพิจารณาเนื้อหาส่วนหนึ่งของเพลงพื้นบ้านจะสังเกตได้ว่า มีบทรัก บทพ่อแง่แม่งอน ให้ผู้ร้องได้หยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน  โดยใช้ปฏิภาณไหวพริบ การเล่นถ้อยเล่นคำและชั้นเชิงทางภาษาโต้ตอบกัน

Advertisement

Advertisement

การละเล่นเพลงพื้นบ้านในงานทั่วไป

                ผู้เล่นเพลงพื้นบ้านนั้นหากเป็นผู้ชายจะเรียกว่า “พ่อเพลง” ส่วนผู้หญิงจะเรียกว่า “แม่เพลง” เมื่อราวปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา เพลงพื้นบ้านเริ่มได้รับความนิยมจากคนเมืองมากขึ้นเพราะผู้เขียนเพลงพื้นบ้านต่างก็ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย กล่าวคือนำเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันมาเขียนลงในเนื้อเพลงพื้นบ้านแล้วร้องโต้ตอบกัน ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเพลงพื้นบ้านไม่ใช่สิ่งไกลตัวหรือเป็นเรื่องของคนชนบทอีกต่อไป เหตุการณ์ในยุคนั้นจึงเปรียบเสมือนการเปิดพื้นที่ให้กับเพลงพื้นบ้านให้กว้างขึ้น มีผู้เห็นคุณค่าของเพลงพื้นบ้านเพิ่มขึ้น จนกระทั่งบรรดาพ่อเพลงแม่เพลงต่าง ๆ ได้รับเชิญให้ไปแสดงยังต่างประเทศหลายประเทศ อันเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยอย่างยิ่ง พ่อเพลงและแม่เพลงที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุคนั้น เช่น พ่อหวังเต๊ะ แม่ประยูร แม่ศรีนวล แม่ขวัญจิต

Advertisement

Advertisement

การละเล่นเพลงพื้นบ้านในงานพิธีต่าง ๆ

                ปัจจุบันการละเล่นเพลงพื้นบ้านเริ่มซบเซาลงไปพร้อม ๆ กับสุขภาพของพ่อเพลงแม่เพลงในยุคเก่าที่เริ่มโรยรา เพลงพื้นบ้านในปัจจุบันจึงถูกลดบทบาทลงให้เป็นเพียงการแสดงเฉพาะกิจสั้น ๆ ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เพื่ออนุรักษ์เท่านั้น เหตุการณ์เหล่านี้เป็นความสะเทือนใจของผู้คนที่ได้เห็นพัฒนาการของเพลงพื้นบ้านตั้งแต่ยุครุ่งเรืองมาจนถึงยุคซบเซา แต่ในความสะเทือนใจนั้นยังคงมีความหวังที่ซ่อนอยู่ ความหวังที่คิดอยู่เสมอว่า "การละเล่นที่บรรพบุรุษเล่นสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาคงไม่สูญสิ้นไปในยุคของเรา" ช่วงเวลาที่เพลงพื้นบ้านหลับใหลนี้จะผ่านไปช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ ว่าจะหันมามองและร่วมมือกันคืนลมหายใจให้แก่เพลงพื้นบ้านได้อีกครั้งในวันใด

Advertisement

Advertisement