บุญส่งมีอาชีพรับจ้างตัดอ้อย เขากำลังรู้สึกเหนื่อยและน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาของเขา เขาอยากมีอาชีพมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้  แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้ดีไปกว่านี้ เขาจึงต้องยอมอดทนตรากตรำทำงานหนัก และหวังว่าสักวันหนึ่งชีวิตเขาจะดีขึ้น  แต่ถึงแม้เขาจะเป็นคนยากจนไม่มีการศึกษา แต่เขาก็เป็นคนขยันซื่อสัตย์ต่อการทำงานมาโดยตลอด และนำเงินรายได้อันน้อยนิดจากการตัดอ้อย มาเลี้ยงดูแม่ที่พิการของเขา  หากว่างจากการตัดอ้อยเขาก็จะออกหาปูหาปลาเพื่อนำมาขายเป็นรายได้เสริม 

บ้านที่บุญส่งอาศัยอยู่กับแม่นั้นปลูกไว้ในที่ดินเนื้อที่ไร่กว่า ๆ ซึ่งเป็นสมเดียวในชีวิตที่บุญส่งมี ที่ดินของบุญส่งถึงแม้จะขนาดเพียงน้อยนิด แต่ก็อยู่ในทำเลที่เป็นเงินเป็นทองและถ้าหากปรับปรุงแล้วจะทำให้มีมูลค่าสูงกว่าที่ดินแปลงอื่น ๆ ที่อยู่ติดกัน จึงทำให้ที่ดินของบุญส่งเป็นที่หมายตาของนายทุนหลาย ๆ คน เคยมีคนมาขอซื้อหลายครั้งบุญส่งก็ไม่ยอมขาย เพราะถ้าขายไปแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าจะพาแม่ไปอยู่ที่ไหน

Advertisement

Advertisement

วันหนึ่งผู้ใหญ่เป้าได้มาของติดต่อซื้อที่ดินของนายบุญส่งโดยเสนอเงินก้อนโตให้ แต่จริง ๆ แล้วเงินก้อนโตที่ผู้ใหญ่เป้าเสนอให้บุญส่งนั้นก็ต่ำกว่าราคาจริงอยู่ดี ซึ่งบุญส่งก็ยืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่ขาย ทำให้ผู้ใหญ่เป้าโกรธและพูดขึ้นมาว่า “จนแล้วอวดดีอีกนะมึง  ทุกวันนี้มึงกับแม่มึงแทบจะอดตายอยู่แล้ว ยังจะมาหยิ่งผยองจองหองอีก ไม่ขายก็ไม่ต้องขาย กูจะรอดูซิว่าน้ำหน้าอย่างมึงจะไปได้สักกี่น้ำ”

หลอน                                                  ภาพโดย Pete Linforth จาก Pixabay

เมื่อพูดจบผู้ใหญ่เป้าก็กลับไป ส่วนบุญส่งได้แต่นั่งกลุ้มใจในสิ่งที่เป็นอยู่เขามีความรู้สึกว่าเพราะความจนของเขามันทำให้เขาโดนดูถูกเหยียดหยามและโดนเอาเปรียบตลอดเวลา แต่เขาก็ท้อไม่ได้เพราะเขายังมีแม่ที่ต้องดูแล เขาจึงคว้ามีดตัดอ้อยและทำงานหาเงินต่อ ขณะเดินไปทำงานเขาเดินไปเจอกับชายแก่คนหนึ่งกำลังเดินสวนทางมา ชายแก่คนนี้ดูท่าทางอ่อนแรง  เดินโดยใช้ไม้เท้าค้ำ บุญส่งเห็นชายแก่คนนี้เดินทำท่าเหมือนจะล้มจึงรีบวิ่งเข้าไปประครอง เขาเห็นว่าชายแก่อาการไม่ดีจึงพาลุงไปพักที่บ้านของเขาก่อน

Advertisement

Advertisement

เมื่อถึงบ้านบุญส่งได้ถามกับลุงว่า “ลุงชื่ออะไร ลุงไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม ผมไม่เคยเห็นหน้าลุงเลย”

ลุงก็ได้ตอบว่า “ลุงชื่อทับ อยู่อีกหมู่บ้าหนึ่ง ลุงทะเลาะกับลูกชาย เพราะเขาจะบังคับให้ลุงยกสมบัติให้ แต่ลุงยังไม่สามารถให้ตอนนี้ได้เพราะถ้าให้ไปแล้วเขาไม่ดูแลลุงตัวลุงก็จะลำบาก ทำเขาโมโหลุงก็เลยหนีออกจากบ้านมา”

บุญส่งเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกสะเทือนใจมากจึงปลอบไปว่า “ลุงอย่าคิดมากเลยนะครับ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ผมดูอาการลุงไม่ค่อยดีเลย ถ้าลุงไม่รู้จะไปไหนก็อยู่กับผมนี่แหล่ะ ผมพอจะดูแลลุงได้อย่างน้อยลุงก็จะได้อยู่เป็นเพื่อนแม่ผมเวลาที่ผมออกไปทำงาน”

Advertisement

Advertisement

เมื่อลุงเป้าได้ยินดังนั้นก็พูดว่า “ขอบใจมากนะพ่อหนุ่มเอ็งชี่างประเสริฐแท้”

จากนั้นบุญส่งก็หาข้าวปลาให้ลุงเป้ากิน เขาสังเกตว่าลุงเป้าอาการไม่ค่อยดีอยากจะพาไปหาหมอ  แต่ลุงเป้าก็ไม่ยอมไปเพราะลุงเป้ารู้ดีว่า บุญส่งนั้นยากจนหากไปหาหมอก็จะทำให้ทับเดือนร้อนต้องหาเงินจ่ายค่ารักษา  วันหนึ่งพวกของผู้ใหญ่เป้าก็มาติดซื้อที่ดินของบุญส่งอีก ลุงเป้านอนออยู่ในบ้านได้ยินเสียง พวกของผู้ใหญ่เป้าพูดมาว่า “สรุปมึงจะขายดี ๆ หรือจะต้องให้ใช้ไม้แข็ง”

บุญส่งก็พูดมาว่า “ยังไงผมก็ไม่ขาย ถ้าแล้วผมกับแม่ก็ไม่มีที่อยู่”

พวกของผู้ใหญ่เป้าได้พูดมาว่า “มึงก็เอาเงินที่ได้ไปหาที่อยู่ใหม่สิวะ คนอย่างมึงจนแล้วยังโง่อีก”

บุญส่งก็ตอบว่า “ลำพังเงินแค่นี้มันไม่พอให้ผมหาซื้อที่ปลูกบ้านใหม่หรอกครับ”

พวกของผู้ใหญ่เป้าก็ได้พูดสวนมาว่า “แล้วมึงจะเอาเท่าไรมึงบอกมาเลย”

บุญส่งจึงตอบไปอีกว่า “ยังไงผมก็ไม่ขายครับ เท่าไรผมก็ไม่ขาย”

พวกของผู้ใหญ่เป้าจึงพูดขู่มาว่า “ดีถ้ามึงยังอวดดีแบบนี้อยู่ กูก็อยากรู้ว่าถ้าบ้านมึงเหลือแต่ขี้เถ้า มึงจะอยากอยู่ที่นี่อีกไหม”

เมื่อพูดจบพวกของผู้ใหญ่เป้าก็พากันกลับไป โดยทิ้งความกังวลใจไว้ให้บุญส่ง ซึ่งลุงทับได้ยินเหตุการณ์ทุกอย่างทำให้ลุงทับรู้ว่าบุญส่งโดนขู่ที่จะเผาบ้านไร่ที่ ทำให้ลุงทับรู้สึกสงสารและเห็นใจบุญส่งมาก  และหลังจากนั้นมาแค่สองวันลุงทับก็เสียชีวิตลงจากอาการป่วย  บุญส่งรู้สึกเสียใจเพราะเขาดูแลลุงทับมาจนรู้สึกผูกพัน และบุญส่งก็ได้เจอกับกระดาษเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งที่ลุงทับเขียนทิ้งเอาไว้ก่อนตาย ซึ่งในกระดาษได้เขียนบอกถึงที่ซ่อนสมบัติก้อนสุดท้ายของลุงทับ ลุงทับได้เขียนบอกไว้ว่า สมบัติก้อนนี้จะทำให้บุญส่งกับแม่สบายไปได้ทั้งชีวิต

หลอน                                               ภาพโดย Elias Sch. จาก Pixabay 

คืนนั้นบุญส่งนอนคิดทั้งคืนที่ว่าสมบัติมีจริงหรือไม่ เขาจึงตัดสินใจออกไปหาสมบัติตามที่ลุงเป้าบอกในคืนนั้น  ระหว่างที่บุญส่งออกไปจากบ้าน พวกลูกน้องของผู้ใหญ่เป้าจำนวนสองคนก็แอบลอบเข้ามาเพื่อที่จะเผาบ้านไร่ที่บุญส่งกับแม่ซึ่งในบ้านก็มีแม่ของบุญส่งนอนอยู่คนเดียว ถ้าหากไฟไหม้เธอต้องตายแน่ ๆ ขณะที่พวกลูกน้องของผู้ใหญ่เป้ากำลังจุดไฟเผาบ้านนั้น อยู่ ๆ ก็เหมือนมีอะไรมากระแทกที่หัวพวกมันจนล้มกลิ้ง  เมื่อพวกมันหันมาดูก็เห็นเป็นร่างของลุงทับยืนมองตาขวางและพูดด้วยเสียงน่ากลัวออกมาว่า "ไอ พวกชั่ว กูจะฆ่าพวกมึง"

พวกลูกน้องของผู้ใหญ่เป้าเห็นดังนั้นกลัวจนลนลาน รีบวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต พวกมันวิ่งหนีมาถึงทุ่งนาคิดว่าน่าจะหนีพ้นแล้ว แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิดเพราะ อยู่ ๆ ก็มีมือของผีลุงทับเข้ามาบีบคอของพวกมันจากด้านหลังจนแทบหายใจไม่ออก พวกมันดิ้นจนหลุดออกจากมือของผีลุงทับได้ แล้วพยายามวิ่งหนีต่อ ผีลุงทับมายืนขวางตรงหน้าพวกมันไว้และพูดขึ้นว่า "พวกมึงหนีกูไม่พ้นหรอก กูจะเอาพวกมึงให้ตาย"

พวกมันเห็นใบหน้าที่เน่าเละของลุงทับก็ยิ่งทำให้กลัวจนสติแตกพยายามยกมือไหว้และพูดข้อร้องด้วยเสียงสั่นว่า "พวกผมกลัวแล้ว อย่าฆ่าผมเลย ปล่อยพวกเราไปเถอะ"

ผีลุงทับก็พูดกลับมาว่า "ไม่ พวกมึงต้องตาย"

ทำให้พวกลูกน้องกำนันเป้าต้องพากันวิ่งหนีอย่าสุดชีวิตอีกครั้ง จนกระทั่งพวกมันวิ่งหนีไปจนถึงบ้านผู้ใหญ่เป้า ลุงทับได้ตามไปหักคอทั้งสองตายอยู่หน้าบ้านผู้ใหญ่ เมื่อผู้ใหญ่เป้ามาเจอศพลูกน้องตนเองนอนตายอยู่หน้าบ้านโดยไม่รู้สาเหตุก็ตกใจมาก และเขายังไม่รู้ว่าผีของลุงทับกำลังตามจองเวรเขาอยู่  หลังจากนั้นมาผีลุงทับก็ตามหลอกหลอนผู้ใหญ่เป้าทุกคืน ไม่ว่าจะเป็นการมาหลอกในฝันจนผู้ใหญ่เป้านอนไม่ได้ และออกมายืนให้เห็นอยู่หน้าบ้านในสภาพที่น่าสยดสยอง จนทำให้ผู้ใหญ่เป้ารู้ว่าผีลุงทับมารังควานเขาเพราะโกรธที่ให้ลูกน้องไปเผาไล่ที่ของบุญส่ง ทำให้ผู้ใหญ่เป้าวิตกจริตจนสติแตกเอาและแต่พูดว่า "กลัวแล้ว กลัวแล้ว อย่าทำข้าเลย" ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายวัน จนสุดท้ายผู้ใหญ่เป้าก็แขวนคอฆ่าตัวตายในที่สุด

ส่วนทางด้านของบุญส่งที่เดินทางมาตามคำบอกของจดหมายที่ลุงทับทิ้งไว้เขาก็พบกับสมบัติที่ลุงทับบอกจริง ๆ  ทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาทันทีเขานำสมบัติที่ได้มาส่วนหนึ่งไปทำบุญและเหลือเก็บไว้ซื้อที่ดินเพิ่มได้อีกหลายสิบไร่ จากนั้นเขาก็ใช้ชีวิตอยู่กับแม่อย่างมีความสุขตลอดมา และไม่เคยลืมความเมตตาที่ลุงทับมีต่อเขาเลย

หลอน                                              ภาพโดย Pete Linforth จาก Pixabay