การเดินทางท่องเที่ยว สำหรับใครหลายคนนั้น เชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ เพราะบางที่ที่เราจะไปนั้นเป็นสถานที่แปลกใหม่สำหรับเรา หรืออาจจะเป็นสถานที่ที่เราเคยไปแล้วประทับใจจนทำให้เราเก็บความทรงจำดี ๆ นั้นกลับมาคิดถึงสถานที่แห่งนั้นอยู่เสมอ จนทำให้เราอยากจะกลับไปเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนั้นอีกครั้งหนึ่ง...

ผมเป็นอีกหนึ่งคนที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยว ไปพบกับสิ่งใหม่ ๆ ออกไปหาประสบการณ์การเดินทาง แล้วก็จะนำเรื่องราว ประสบการณ์ หรือสิ่งที่ผมได้พบเจอตลอดการเดินทางท่องเที่ยวนั้นกลับมาเล่าให้เพื่อน หรือคนที่ใกล้ชิดกับตัวผมนั้นฟังอยู่เสมอ วันนี้ผมก็มีอีกหนึ่งเรื่องราวที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มาแชร์ให้ทุกคนได้รู้ครับว่า ผมไปพบเจอ ไปสัมผัส ความรู้สึกและได้ประสบการณ์ความรู้อะไรใหม่ ๆ กับการไปสถานที่แห่งนี้ ครั้งนี้บ้างครับอ่างเก็บน้ำ

Advertisement

Advertisement

                                                                         (เครดิตภาพ : โดยผู้เขียน)

สถานที่ที่ผมจะมาแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวของผมครั้งนี้คือ อ่างเก็บน้ำสายศรหรืออ่างเก็บน้ำมอสิงโต อ่างเก็บแห่งนี้อยู่บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา โดยอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดก็คือ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี และจังหวัดนครราชสีมา อ่างเก็บน้ำนี้ได้ชื่อว่าอ่างเก็บน้ำมอสิงโตเพราะว่า ภูเขาเตี้ย ๆ ที่เรามองเห็นอีกฝั่งของอ่างเก็บน้ำ มีชื่อเรียกว่าภูเขามอสิงโตเลยตั้งชื่อตามภูเขานี้ครับ ต่อมาในปี 2550 เลยเปลี่ยนเป็นชื่อ "อ่างเก็บน้ำสายศร" โดย นายบุญเรือง สายศร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่คนแรก (ข้อมูลจาก : http://www.khaoyainationalpark.com) ซึ่งสายศรนั้นเป็นนามสกุลของท่าน เราพอรู้ประวัติคร่าว ๆ แล้ว งั้นเรามาดูกันครับว่าอ่างเก็บน้ำสายศรนี้มีดีอะไร ทำไมผมถึงอยากนำประสบการณ์ที่ได้ไปเที่ยวที่แห่งนี้มาแชร์ให้ทุกคนได้รู้กันอ่างเก็บน้ำ

Advertisement

Advertisement

                                                                            (เครดิตภาพ : โดยผู้เขียน)

ตอนที่ผมไปอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ผมไปช่วงเดือนธันวาคม ปี 2019 หรือปีที่ผ่านมานี่เองครับ ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็นกำลังดีเลย อุณหภูมิจะประมาณ 14-16 องศาได้ เป็นอากาศที่สดชื่น สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอดโดยไม่ต้องกลัวมลพิษใด ๆ เลยครับ นอกจากอากาศที่สดชื่นแล้ว ยังมีธรรมชาติที่เป็นป่าไม้ และสัตว์ป่าที่มากินน้ำรอบ ๆ อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ด้วยครับ สัตว์ป่าที่ผมเห็นจะเป็นพวกกวาง แล้วก็นกน้ำที่มาเล่นมากินน้ำ หาอาหารในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นดัชนีแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำได้เป็นอย่างดีเลยครับ แต่เสียดายที่ผมถ่ายภาพของสัตว์เหล่านั้นไม่ทัน เพราะสัตว์ป่าจะไม่คุ้นชินกับคนสักเท่าไรครับอ่างเก็บน้ำ

Advertisement

Advertisement

                                                                    (เครดิตภาพ : โดยผู้เขียน)

จุดนี้เป็นจุด ที่ก่อนผมมาผมได้ไปอ่านรีวิวของนักรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวของหลาย ๆ คน เขาบอกว่าจุดนี้เป็นอีกจุดเมื่อไปเที่ยวอ่างเก็บน้ำสายศรแล้วไม่ควรพลาด ผมก็ได้ไปตามที่นักรีวิวเขาได้กล่าว พอไปถึงผมก็ได้พบกับความงามของธรรมทั้งสองฝั่ง ด้านหนึ่งจะเป็นอ่างเก็บน้ำ ส่วนอีกด้านจะเป็นป่าไม้ธรรมชาตที่เขียวขจีตลอดทั้งปีครับ เห็นแล้วก็รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย หายเหนื่อยจากงานและการเรียนได้เลยครับ ถ้าเดินไปจนสุดถนนสายนี้จะเป็นทางเข้าไปศึกษาธรรมชาติในป่าครับ แต่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ ที่ทำการอุทยานก่อนนะครับ ต้องได้รับอนุญาตก่อนเข้าไปครับอ่างเก็บน้ำ

                                                                (เครดิตภาพ : โดยผู้เขียน)

และจุดนี้เป็นอีกจุด ที่ทางอุทยานจัดให้เราได้มาถ่ายรูปเล่นกลับไปเป็นความทรงจำว่า ครั้งหนึ่งเราได้เคยมาเที่ยวสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์และธรรมชาติรอบข้างที่สวยงามแห่งนี้ และในตอนเย็นเราสามารถมานั่งดู นั่งชมพระอาทิตย์ตก แสงสุดท้ายของวันได้ที่จุดนี้เช่นเดียวกันครับ มันเป็นความสุขที่ไม่ใช่สิ่งของ และหาซื้อไม่ได้ครับ เพราะความสุขนี้เป็นความสุขทางใจที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมาให้เราได้เสพสุขจากสิ่งนี้ครับ ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาศได้ออกเดินทางท่องเที่ยว แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปสถานที่แห่งไหน ผมก็ขอแนะนำ "อ่างเก็บน้ำสายศร" แห่งนี้ เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งตัวเลือก ของจุดหมายการเดินทางของเพื่อน ๆ ครับ แล้วสถานที่แห่งนี้จะทำให้เราจดจำสิ่งที่ได้พบเจอ และเรียนรู้กับธรรมชาติว่า ความสุขที่ได้มาเที่ยวสถานที่แห่งนี้ แม้มีเงินเยอะขนาดไหน ก็ไม่สามารถซื้อความสุขแบบนี้ได้ นอกจากมาสัมผัสด้วยตัวเราเองครับ สุดท้ายนี้ผมก็ขอกล่าวคำว่า ขอบคุณและสวัสดีครับ


เวลาเปิด-ปิด ของอุทยาน : เปิดทุกวัน 08.00-18.00 น.

ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท

ค่ารถเข้าอุทยาน : 50 บาท/คัน