ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยมีความคิดที่จะร่วมกิจกรรมเคาท์ดาวน์นอกสถานที่มาก่อน สาเหตุใหญ่ๆ คือ ไม่ชอบไปในที่ๆ คนเยอะเพราะอึดอัดนั่นล่ะครับ ดังนั้นอย่างมากก็แค่ปาร์ตี้เล็กๆ กับบรรดาญาติๆ เท่านั้น  

 

ทว่า เมื่อ 7 ปีก่อน ผมกลับได้รับประสบการณ์ที่ดีมากๆ ในวันสิ้นปี

 

ขอเล่าย้อนหลังสักนิดนะครับ 

 

ช่วงนั้น เทรนด์ “การสวดมนต์ข้ามปี” ยังไม่เป็นที่นิยมเท่านี้ ทั้งสมาร์ทโฟน เฟสบุ๊ค ไลน์และข้อมูลทั้งหลายก็ยังไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย

 

ถ้าให้เห็นภาพชัดๆ ตอนนั้น โทรศัพท์ 2 รุ่นจากค่ายที่ดังที่สุด พึ่งออกวางจำหน่าย คือ iPhone 4S และ Sumsumg Galaxy SII เท่านั้นครับ

 

ถ้าเป็นตามปกติ ผมที่อยู่ “บ้านนอก” ของลพบุรี คงไม่คิด และไม่มีโอกาสได้ไปสวดมนต์ข้ามปีหรอกครับ เพราะ

 

1.วัดใกล้บ้านไม่มีจัด ที่ใกล้ที่สุดคือราวๆ 50 กม.

2. เป็นช่วงที่งานชุกที่สุดทุกปี 

Advertisement

Advertisement

3.อยากใช้เวลากับภรรยาและลูกมากกว่า

 

ความจริง ข้อ 1 กับ 2 ผมไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ มีเพียงข้อ 3 ที่มองว่าสำคัญมากที่สุด

 

แต่ปีนั้น บังเอิญคุณภรรยาเดินทางกลับไปคลอดลูกชายที่บ้านเกิด และบ้านที่ว่า คือ จังหวัดตรัง ที่มีระยะห่างจากลพบุรีตั้ง 1,100 กม.

 

การต้องอยู่คนเดียว ในขณะที่ภรรยา กับลูกๆ ที่อยู่ห่างออกไปตั้งมากมายขณะนั้น แม้จะมีปาร์ตี้เล็กๆ ของญาติตามปกติ แต่สำหรับผมมันช่างเหงาจับจิตจับใจเลยล่ะครับ

 

ทั้งลูกชายคนเล็กก็พึ่งคลอดวันที่ 5 ธันวาคม ยิ่งทำให้ความรู้สึกเหงาเพิ่มพูนขึ้นอย่างช่วยไม่ได้เช่นกัน   

new born baby

ผมจึงตัดสินใจอย่างปัจจุบันทันด่วนตอนบ่ายๆ ของวันที่ 31 ธ.ค. นั่นเองครับ

 

เพราะจำได้ว่า มีป้ายของวัดแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดลพบุรี แจ้งว่ามีกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” ด้วยอยากสร้างกุศลให้ครอบครัว ลูกที่เพิ่งเกิดมาไม่นาน รวมทั้งตัวเองก็ยังไม่เคยลองด้วย 

Advertisement

Advertisement

 

ผมเลือก “วัดเขาพระงาม” ในตำบลเขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี นั่นเองครับ

temple

แจ้งความประสงค์กับแม่ และโทรบอกภรรยาเรียบร้อย ก็ขับรถเดินทางไปคนเดียวโดยตั้งใจว่า หลังจากสวดมนต์เสร็จจะไม่กลับ หาที่นอนพักในโรงแรมของตัวจังหวัดนั่นล่ะ 

 

ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ก็เดินทางถึงป้ายที่เคยเห็นอีกครั้ง 

 

พิธีจะเริ่มตอน 3 ทุ่มตรง ตอนนั้นราว 5 โมงเย็น ยังมีเวลาเหลือเฟือ ดังนั้น เป้าหมายแรกที่ผมจะไป จึงเป็นการไปจองห้องพักของคืนนี้ก่อน เพราะเกรงว่า วันสิ้นปีอาจจะมีคนจองเยอะ

 

โรงแรมที่ผมเลือกไป เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว ที่ถูกสร้างมานานมากแล้ว ไม่เคยพักหรอกครับ แต่ขับรถผ่านบ่อยๆ 

 

บรรยากาศดูเงียบๆ ด้านในค่อนข้างมืด ไม่ครึกครื้นเท่าไหร่ โชคดีที่มีห้องพักว่าง เลยไม่ต้องขับรถวนหาที่อื่นอีก จ่ายค่าห้องล่วงหน้าเรียบร้อย ก็เข้าไปในลิฟท์ตัวเล็กที่พาไปจนถึงห้องพัก

Advertisement

Advertisement

 

ในห้องพักแม้จะเก่าบ้าง ไม่กว้าง ไฟก็ไม่ค่อยสว่าง แต่โดยรวมก็สะอาดดี ไม่ (อยาก) คิดอะไรมาก เอาฟะ ก็อาศัยนอนแค่คืนเดียว  

dark room

แม้ผมจะเคยเดินทางไปหลายประเทศ หรือหลายสถานที่เที่ยวของไทย ก็ยังไม่เคยพบอะไรมาก่อน แต่ถามว่ากลัวไหมกับการนอนโรงแรมเก่าๆ คนเดียว 

 

ต้องตอบตามตรงว่า ก็มีเกรงๆ เหมือนกันครับ 5555 

ปลอบใจตัวเอง การมาสวดมนต์ข้ามปีน่าจะเป็นบุญใหญ่ คิดว่าคงจะไม่มีอะไรเหมือนๆ เดิมนั่นแหละมั้ง

เลยไปอาบน้ำ ขับรถไปออกทานข้าวที่ห้างแถวๆ นั้น และหาหนังสือไปอ่านเพื่อรอเวลาอยู่ที่วัดนั่นเองครับ

 

ทีนี้ผ่านไปราวๆ ทุ่มกว่าๆ ผมเริ่มเห็นผู้คนค่อยๆ ทยอยกันมาที่วัด แล้วก็พึ่งนึกขึ้นได้ 

ทุกคนใส่เสื้อสีขาวกันหมดเลย หันมามองตัวเอง ผมใส่เสื้อสีน้ำเงินครับ! 

เลยนึกขึ้นได้ ตายล่ะหว่า ผมซึ่งไม่อยากเด่นด้วยประการทั้งปวง น่าจะได้เป็นจุดเด่นก็คราวนี้เอง 

 

หันมาดูนาฬิกา ตอนนี้ เวลายังทุ่มกว่าๆ น่าจะเพียงพอกับการไปหาซื้อเสื้อขาว

 

ไวเท่าความคิด ผมรีบขับรถกลับไปห้างเดิม (ที่เพิ่งกินข้าวเมื่อชั่วโมงที่แล้วนั่นล่ะ) ซึ่งอยู่ห่างไปอีกราว 20 กม.  ใช้เวลาไปกลับ ซื้อเสื้อ กว่าจะมาถึงก็เกือบ 3 ทุ่ม ที่วัดเลยมีคนเยอะแยะไปหมด

 

คิดแล้วตลกตัวเอง ถ้าเป็นผมในวันนี้ จะนั่งสวดมนต์แบบไม่แคร์สีเสื้อเลยล่ะครับ

 

ผมเลยจำต้องนั่งข้างนอกโบสถ์ กับผู้มีจิตศรัทธาท่านอื่นๆ ที่มาทีหลังนั่นเองล่ะครับ หันไปมองรอบๆ ไม่พบใครสักคนที่ผมรู้จัก (แน่นอน ผมพบว่ามีผู้ไม่ได้ใส่เสื้อสีขาวจำนวนมาก) โดยรวมมีคนที่อายุมากกว่าผมทั้งนั้น แต่ก็มีเด็กๆ และวัยรุ่นบ้างประปราย

making merit

ทางวัดได้เตรียมหนังสือสวดมนต์ กาแฟ โอวัลติน ชา พร้อมถังน้ำร้อน น้ำดื่มขนาดใหญ่ไว้บริการญาติโยม เผื่อว่าง่วงด้วยครับ 

อากาศค่อนข้างเย็นสบาย และตอน 3 ทุ่มตรง จึงเริ่มสวดมนต์

 

ผมจำไม่ได้ว่าพระท่านสวดบทใดบ้าง เพราะตอนนั้นผมไม่ใช่คนที่สวดมนต์ประจำ ที่จำได้มีเพียงบทเดียว คือ บทอิติปิโส 108 จบ  

ก็เปิดอ่านตามหนังสือ ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ถ้าผมหาในหนังสือไม่ทัน พี่ๆ น้องๆ ที่นั่งใกล้ๆ กันก็จะช่วยบอก ว่าอยู่หน้าไหน หรือบางครั้ง ถ้าผมหาพบก่อนก็จะช่วยคนอื่นๆ บ้าง

 

บางครั้งเมื่อจบบท ก็จะมีการพักเล็กๆ น้อยๆ เป็นระยะ เพื่อให้หายเหนื่อย พักดื่มน้ำ หรือเข้าห้องน้ำด้วยครับ 

 

ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็นขึ้นๆ แต่แปลกแฮะ ที่ผมกลับรู้สึกอบอุ่นกับมิตรภาพที่รายล้อมมากๆ 

เมื่อผ่านไปสักพัก จากตอนแรกที่รู้สึกแปลกแยก คือ ผมเดินทางมาคนเดียวไม่ได้รู้จักใคร

ผมรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งเดียวกับผู้คนที่อยู่รายรอบ 

กลายเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อม เสียงสวดมนต์ เป็นความรู้สึกลึกๆ ที่บอกว่า บางสิ่งในกายผมกำลังรับรู้ และได้รับการเติมพลังอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก 

 

มีอยู่ช่วงนึงที่น้ำตาเอ่อท้นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

new year

จนเวลาล่วงเลยถึงเที่ยงคืนตรง มีการประกาศเข้าปีใหม่ และญาติโยมก็ลุกขึ้นยืนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีให้กับพ่อหลวง (รัชกาลที่ 9 ในตอนนั้น) ของพวกเรา จากนั้นพระท่านก็นำสวดมนต์อีกเล็กน้อย และให้พรญาติโยมครู่เดียว กิจกรรมทั้งหมดก็จบลงครับ 

 

ผมขับรถกลับมาถึงโรงแรมราวๆ ตี 1 กว่าๆ ที่จอดรถก็มืดเชียว เดินเข้ามา มีเพียงน้องพนักงานผู้ชายของโรงแรมนั่งอยู่ที่เคาท์เตอร์เพียงคนเดียว เขาเงยหน้าขึ้น และเราทั้งคู่ก็แลกยิ้มให้กัน

 

พอเข้าห้อง ด้วยการอาบน้ำอีกรอบ ก็หยิบหนังสือมาอ่าน ดูเหมือนผมจะนอนหลับไปราวๆ ตี 2 นั่นล่ะครับ

 

ระหว่างที่กำลังหลับนั้นเอง... 

 

ผมก็สะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงของ “อะไรบางอย่าง” ตกลงที่พื้นดังมาก !

ยังหลับตาอยู่ จำได้ว่า พื้นเป็นพรม ไม่น่าจะเสียงดังขนาดนี้ และผมก็มีแค่กระเป๋าเป้ใบเดียว ไม่มีเสียงดังแน่ๆ  

 

ความคิดตอนนั้น ไม่ได้กลัวแม้แต่น้อยเลยครับ ออกจะรำคาญ เพราะมันง่วง อยากนอนอย่างเดียว เสียงในกายผมบอกว่า “อะไรบางอย่าง” ในห้องกำลังต้องการเรียกร้องความสนใจ

โดยไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ลืมตาด้วย ผมพูดออกเสียงไปว่า 

 

“ผมง่วงมาก ขอนอนก่อนนะ เดี๋ยวทำบุญไปให้”

แค่นั้นครับ แล้วก็หลับต่อไป 

 

มารู้สึกตัวตื่นเองราวๆ 7 โมงเช้า เดินสำรวจห้องก็ไม่พบของอะไรตก เลยคิดเองว่า สงสัยคงใช่มั้ง 5555

 

แล้วตอนลงไปทานข้าวเช้าที่ห้องอาหาร จู่ๆ ก็ปิ๊งแว๊บขึ้นมาว่า ภรรยาบอกว่าอยากเปลี่ยนโทรศัพท์เพราะชอบ iPhone 4S สีขาวที่เพิ่งออกขายไม่นาน 

iphone 4s

ต้องเล่าก่อนว่า ช่วงนั้น iPhone 4S หายากมากๆ คุณไม่สามารถเดินเข้าไปในร้านโทรศัพท์มือถือ แล้วซื้อออกมาได้เลยนะครับ 

 

โทรศัพท์รุ่นนี้ มีขายเฉพาะที่ร้านค่ายมือถือยี่ห้อหนึ่งในกรุงเทพฯ และที่สำคัญ ในแต่ละวันจะมีขายให้ลูกค้าเพียงจำนวนจำกัดเท่านั้น!

จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผมที่อยู่ลพบุรีเลย  

 

ผมโทรไปสวัสดีปีใหม่คุณภรรยา และแกล้งถามเพื่อความชัวร์ ว่ายังอยากได้สีขาวอยู่รึเปล่า ซึ่งเธอก็ยืนยันคำเดิม 

เลยเกิดภารกิจใหม่ตอนนั้นเอง คือ “ซื้อโทรศัพท์เป็นของขวัญให้ภรรยา” 

หลังจากสวดมนต์ข้ามปี และเหตุการณ์ตอนกลางคืน เลยเกิดความมั่นใจลึกๆ ว่า ผมคงจะซื้อโทรศัพท์ได้แน่ๆ 

 

จุดหมายปลายทางที่จะไป ก็เป็นห้างใหญ่แถบรังสิต (ระยะเวลาห่างจากลพบุรีราว 2 ชั่วโมง) ตั้งใจไว้ว่า จะรอจนห้างเปิด เช็คแผนที่ทางไปร้านมือถือ (หรือถามพี่ยาม)ในห้าง และไปซื้อโทรศัพท์ให้จงได้

 

ทุกอย่างเป็นไปตามคาดครับ แม้จะเสียเวลาเดินหาร้านสักพัก ในที่สุดก็พบจนได้ ผมไปต่อแถวเป็นคนที่ 20 กว่าๆ จึงได้โทรศัพท์สีขาว (ที่มีอยู่น้อย) มาครอบครองสมใจ 

 

อ้อ! วันนั้น ทางร้านแจ้งว่า มีขายเพียงแค่ 30 เครื่องเท่านั้นครับ

จากนั้นก็เดินหาซื้อหนังสือคู่มือการใช้ในร้านหนังสือ 

 

แม้จะนอนน้อย แปลกมากที่ทั้งวันไม่มีความง่วงเลย เดินทางกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่ดีมากๆ 

 

3 วัน ต่อมา ภรรยาก็ได้รับพัศดุ EMS เป็นเซอรไพร์ คือ โทรศัพท์ที่เธออยากได้ พร้อมคู่มือการใช้ เป็นทั้งของขวัญวันปีใหม่ และของขวัญรับลูกคนใหม่ในคราเดียวกัน

gift

นับจากครั้งนั้น เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมได้ไปสวดมนต์ข้ามปีที่วัดแห่งนี้

ที่น่าทึ่งก็คือ อีก 4 ปีต่อมา ผมก็มาซื้อบ้านใหม่ 1 หลังที่อยู่ไม่ไกลจากวัดนี้อีกด้วย ! 

  

แน่นอนครับ นอกไปจากความรู้สึกดีๆ ในวันปีใหม่

และ พลังใจที่เพิ่มขึ้นมากในปีนั้น

 

สิ่งที่ผมไม่ลืมก็คือ…

ไปทำบุญเพื่อแผ่ส่วนบุญกุศลให้กับ เสียงลึกลับในโรงแรมด้วยครับ

 

ในวันปีใหม่ที่จะถึงนี้ ขอให้ทุกท่านได้ไปเคาท์ดาวน์ในสถานที่ดีๆ และได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม

ขอความสุข ความเจริญ จงมีแด่ทุกท่านในวันปีใหม่ 2020 นะครับ  


 

เครดิตภาพประกอบ 

pexels.com

happyphonewireless.com/