ถ้าคุณถามถึงเขื่อนดินที่มีขนาดในการกักเก็บน้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ก็คงต้องยกให้ “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์”  อำเภอวังม่วง จ.สระบุรี เพราะด้วยความที่เป็นเขื่อนที่มีแนวยาวมากและยังเชื่อมต่อไปจนถึงจังหวัดลพบุรีเลยทีเดียว ซึ่งเขื่อนนี้ยังเป็นพื้นที่โครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 อีกด้วย และเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วมในบริเวณแม่น้ำป่าสักในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก แต่กลับมีการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูร้อนเป็นอย่างมาก จึงได้ทรงจัดให้มีการสร้างเขื่อนนี้ขึ้นมาเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพในยามจำเป็นนั่นเอง (เครดิตอ้างอิง : แหล่งข้อมูลเหล่านี้เราได้ความรู้มาจากเจ้าหน้าที่ได้อธิบายให้ฟังขณะนั่งรถลากชมเขื่อน)

เรามีโอกาสได้พาลูก ๆ ไปท่องเที่ยวและเรียนรู้ ณ สถานที่แห่งนี้หลายครั้งเลยทีเดียวเพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เด็ก ๆ ชอบมาก ซึ่งภายในได้จัดให้มีกิจกรรมดี ๆ อะไรบ้าง มาชมกันเลย

Advertisement

Advertisement

1

"ภาพถ่ายโดยนักเขียน" 

ในทันที ที่ไปถึงเราก็จะมีค่าบำรุงการนำเข้าชมเขื่อนกันในราคาเพียง 30 บาทเท่านั้น รีบควักเงินจ่ายอย่างเร็วเลยเพราะราคานี้หายากนะจ๊ะเธอ 1

"ภาพถ่ายโดยนักเขียน" 

จุดแรกที่เราจะพาเข้าชมคือ “สถานที่แสดงพันธุ์สัตว์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” หรือ อีกชื่อเรียกว่า “PA SAK AQUARUIM” ซึ่งนำมาจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี นั่นเอง ซึ่งทางศูนย์วิจัยได้จัดสัตว์น้ำพันธุ์หายากเอาไว้ให้เด็ก ๆ ได้ศึกษาและรู้จักสัตว์น้ำประเภทต่าง ๆ ที่ยังไม่เคยพบเห็น ไม่ว่าจะเป็น ปลากระเบน ปลาหมอไทย ปลากดทองคำ ปลาชะโด ปลาช่อนงูเห่า เป็นต้น นอกจากนี้ภายในยังเป็นห้องแอร์เพื่อให้เราพาเด็กรับชมได้แบบไม่รู้สึกอึดอัดอีกด้วย

Advertisement

Advertisement

จุดต่อมา หอคอยเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีการจัดทำเป็นนิทรรศการต่าง ๆ และยังมีมุมให้ได้พักผ่อนหย่อนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในการนั่งชมวิว ทิวทัศน์ภายในเขื่อนและชมภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในหอคอยอย่างเบิกบานสำราญใจ (อันนี้ไม่มีรูปมาฝากกันนะจ๊ะเพราะมัวแต่เพลิดเพลินกันอยู่)3

"ภาพถ่ายโดยนักเขียน" 

จุดที่สามที่เราจะพาไปดูคือ การเยี่ยมชมสันเขื่อนป่าสักฯ ซึ่งจะมีรถลากจูงเอาไว้บริการซึ่งถ้าใครพอมีเวลาก็อยากแนะนำให้นั่งกันนะเพราะ ถึงแม้จะมีแดดแต่ความเย็นของสายน้ำในเขื่อนและลมที่พัดผ่านใบหน้าเรานั้นทำให้รู้สึกสบายอกสบายใจกันไปอีกแบบ

ระยะเวลาในการเดินทางชมเขื่อนจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ซึ่งเราก็มองว่ามันไม่ได้มากเกินไปสำหรับวัยเด็กที่จะนั่งนิ่งเฉย ๆ ในการดูวิว ทิวทัศน์ บริเวณรอบเขื่อน แถมยังได้เห็นวิธีชาวบ้าน ซึ่งจะมีการเลี้ยงวัว ควาย และนำสัตว์มากินน้ำริมเขื่อนสร้างความสนุกสนานให้กับการเยี่ยมชมไปได้อีก4

Advertisement

Advertisement

"ภาพถ่ายโดยนักเขียน" 

ระหว่างนั่งชมบนรถลากแล้ว ยังมีจุดแวะเวียนให้เราได้พาลูก ๆ ลงไปกราบไหว้ขอพรพระอีก ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายสำหรับทริปในวันนี้ คือ “พระพุทธรัตนมณีมหาบพิตรชลสิทธิ์มงคลชัย หรือ หลวงปู่ใหญ่ป่าสัก” ซึ่งอยู่บริเวณท้ายเขื่อน เพื่อเป็นการขอขมาหากได้กระทำการล่วงเกินที่ไม่ได้ในสถานที่แห่งนี้ พร้อมทั้งกราบลาเพื่อให้เดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง คือ บ้าน อย่างปลอดภัย6

"ภาพถ่ายโดยนักเขียน" 

สุดท้ายนี้สถานที่แห่งนี้ ยังมีจุดซึ่งจัดเตรียมไว้ให้เราได้ปล่อยปลาลงเขื่อนอีกด้วยนะ งานนี้นอกจากเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ไปควบคู่กับการท่องเที่ยวแล้ว ยังได้บุญอีกด้วยแหละ ^^

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เปิดทำการทุกวันเวลา 8.00 - 16.30 น.