ถ้าถามว่าเรื่อง “ผี” ผมกลัวมั้ย คงตอบได้ว่าเป็นคนที่รู้สึกกลัวแต่ไม่ได้ถึงขั้นคลั่งจนไม่มีสติ คือกลัวในระดับที่พอดี ๆ และที่สำคัญผมไม่เคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์ หลอน เหมือนคนอื่น ๆ มีเพียงแต่ฟังที่เขาเล่ากันมา ตามรายการวิทยุ รายการทีวีหรือที่เพื่อนๆ มาเล่ากันเวลามีโอกาสสังสรรค์ด้วยกัน แต่กระนั้นโอกาสที่ผมต้องพบเจอกับเรื่องหลอนๆก็มาถึง ในวันที่ผมต้องเดินทางไปเที่ยวที่ จังหวัดกาญจนบุรีภาพจาก : www.google.com

        ช่วงปิดเทอมของ ม.6 ก่อนที่ผมและเพื่อนๆ จะต้องไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยจึงรวมตัวนัดไปเที่ยวกัน หลังจากที่เสร็จสิ้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยตกลงกันว่าจะไปที่บ้านรุ่นน้อง ที่ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ไม่ใช่ครั้งแรกของผมและเพื่อนที่เดินทางมาที่นี่ เป็นครั้งที่ 2 3 4 ก็ว่าได้ กิจกรรมที่มาในครั้งนี้ก็คงเดิม ๆ ไม่ต่างจากที่มารอบก่อนๆ แต่ไฮไลท์สำคัญของการมาเมืองกาญจนบุรีในครั้งนี้คือ “การไปนอนแพริมน้ำ” รอบนี้ผมมากัน 5 คน เป็นรุ่นเดียวกัน 3 คน และอีก 2 คนเป็นรุ่นน้องที่สนิทสนมกัน หากรวมเจ้าภาพที่บ้านอยู่ที่นี่ร่วมเที่ยวก็จะมี 6 คน เรื่องมันเกิดคือนวันสุดท้ายก่อนจะกลับ ซึ่งแพลนคือ จะนอนที่แพริมน้ำแห่งหนึ่ง รุ่นน้องที่บ้านมันอยู่ที่นี่ก็จัดการจองแพให้เสร็จสรรพ แน่นอนก็คือแพ รีสอร์ทเดิมที่ผมเคยมาทุกครั้ง มันก็ไม่ได้มีความตื่นเต้นอะไร คงจะตื่นเต้นตรงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปเพราะคราวนี้เป็นช่วงอากาศหนาวบรรยากาศก็จะค่อนข้างดี พวกผมาถึงแพกันประมาณบ่ายโมงครับ เมื่อมาถึงทุกคนก็กระโดดน้ำกันอย่างสนุกสนานตามประสา ส่วนผมคนเดียวที่นั่งดูพวกมันเล่นกัน ผมนั่งอยู่บนแพที่มีลักษณะเป็นบ้าน 2 ห้องนอน ตัวแพจะมีระเบียงเดินรอบ แต่ระเบียงด้านหลังจะถูกกั้นด้วยห้องน้ำ อยู่ นั่งได้ไม่นาน พนักงานก็เอาน้ำแข็ง และถ้วยจานต่างๆมาให้ ผมเดินไปรับและพูดคุยกับพี่เขาตามเรื่องราว ว่าบ้านผมอยู่ใหนมากี่คน เป็นไงบ้าง หลังจากนั้นพี่เขาก็เดินกลับไป แต่ผมยังไม่ทันหันหลังกลับมาสุดตัวพี่เขาก็ส่งเสียงบอกผมว่า  “อย่าเสียงดังนะน้องเกรงใจเขา” ผมหันไปตอบรับคำเตือน ในใจตอนนั้นผมวิเคราะห์ได้ว่าพี่ห้ามผมเสียงดังเพราะคงมีคนมาพักเยอะ ก็ไม่ได้คิดไปเรื่องอื่นๆใด เพราะในป่าเขาจะไปรบกวนใคร นอกจากแพข้างๆเท่านั้น เมื่อถึงเวลาเย็นรุ่นน้องผมมันก็ขนเบ็ดตกปลามายกใหญ่หมายจะตกปลาเพื่อทำอาหารคืนนี้ครับ มันตั้งคันเบ็ดเรียบร้อย ที่ด้านหลังของตัวแพ เบ็ดตัวนี้จะมีเสียงกระดิ่งดังเมื่อปลาติด เมื่อเวลาผ่านไปปลาก็ไม่ได้ติดสักที จนถึงเวลาค่ำพวกผมเลยกินอย่างอื่นกันไป พวกเราคุยและเปิดเพลง กินอาหารกันอย่างสนุกสนาน ส่วนผมเพื่อนสาวๆ ก็โทรมาผมจึงหลบไปคุยที่แพอื่นสักพัก ทันทีที่ผมก้าวออกมาจากตัวแพ สังเกตได้ว่า แพกว่า 20 แพ มืดมิด มีเพียงแสงไฟจากลอบบี้ ด้านบนฝั่งน้ำที่อยู่ไกลๆ กับแสงไฟจากแพผมเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า วันนี้มีแค่พวกผมที่มาพักที่แพรีสอร์ทแห่งนี้ ผมคุยกับเพื่อนได้สักพักก็รู้สึกหนาวประจวบกับพวกเพื่อนผมที่แพเกิดเสียงดัง ผมนึกถึงคำเตือนของพี่พนักงานแต่ทว่าจะไปรบกวนใครในเมื่อไม่มีใครมาพัก ผมคุยกับเพื่อนจนรู้สึกง่วงเลยกลับมาที่แพและชวนพวกมันคุย รุ่นน้องผมพูดขึ้นว่าถ้าได้ยินเสียงกระหดิ่งเบ็ดออกมาดูด้วยน่ะ เพื่อนผมคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ถ้าปลาไม่ติดแล้วเสียงดังละ” รุ่นน้องผมเลยเอ่ยว่า “คงเป็นผีแหละงั้น” แล้วหัวเราะกันยกใหญ่ แม้แต่ผมเอง แล้วเราก็คุยต่อกันเรื่องกระดิ่งเบ็ดปลาอย่างสนุกสนาน ก่อนจะเริ่มแยกย้ายกันนอน ผมเอ่ยแกล้งเพื่อนอีกห้องว่า “ระวังใครจะนั่งอยู่บนคานน่ะ” ทุกคนทำหน้าเสีย และเริ่มเข้านอนกัน

Advertisement

Advertisement

ภาพจาก : www.google.com

    ทุกอย่างเงียบสงัดได้ยินเพียงเสียงน้ำกระทบกับแพ เสียงแพที่กระทบกัน และเสียงรถบนถนนที่ห่างออกไป ที่นาน ๆทีจะผ่านมาสักคันหนึ่ง ผมนอนคุยกับเพื่อนและต่างเคลิ้มหลับกันไป แต่กระนั้นผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเหมือนถูกปลุก ผมลืมตานอนมองเพดานของห้อง บรรยากาศตอนนี้เงียบและหนาวมากไม่ถึง 3 นาที เสียงกระดิ่งที่เบ็ดปลาเกิดดังขึ้นมา ผมจำได้ว่ามันคือเสียงเตือนของปลาติดเบ็ด ผมหันไปสะกิดรุ่นน้องแต่มันก็ไม่มีทีท่าจะตื่นผมเลยปล่อยอย่างนั้นเพราะจะไห้ออกไปคงไม่กล้า ไม่นานนักหลังจากนั้น ผมก็ยังคงนอนไม่หลับจาการสะดุ้งตื่นแบบไม่มีสาเหตุ ลองนึกภาพแพ ที่มีสะพานทำจากไม้ต่อๆกัน ตั้งแต่ฝั่งเชื่อมโยงไปยังทุกแพ เมื่อมีคนเดินหรือวิ่งอย่างแรงทุกแพจะรู้สึกทันที ยิ่งในภาวะเงียบๆแบบนี้จะได้ยินเสียงที่ชัดเจนมาก เช่นกันผมรู้สึกเหมือนมีใคร กระโดดจาดฝั่งลงบนสะพานไม้อย่างแรงแล้ววิ่งๆ เข้ามาไกล้แพผมเรื่อยๆ จนเสียงชัดว่ามันวิ่งผ่านหน้าแพผมไป แต่เสียงหยุดลงหลังจากเลยแพผมไปเล็กน้อย แล้ววิ่งกลับมาหยุดที่หน้าแพ เสียงชัดมากเนื่องจากบรรยากาศ ที่เงียบและแพที่กระเพื่อมตามแรงวิ่งของเสียงนั้น มันค่อยๆเดินเข้ามาหยุดที่หน้าห้องผม แล้ววิ่งรอบแพผม อย่าเร็วแบบไปกลับ เนื่องจากไม่สามารถวิ่งรอบได้ เพราะมีห้องน้ำกั้นอยู่เสียงนั้นวิ่งด้วยความเร็วและการลงเท้าที่หนัก ผมขนลุกและตกใจ เข้าใจคนที่เจอผีแล้วขยับไม่ได้แบบในหนังเลยแค่เอื้อมไปจับผ้าห่มที่ปลายขาเพื่อมาคลุมโปงผมยังใช้เวลาร่วม 10  นาที เสียงนั้นยังวิ่งแบบไม่ลดความเร็ว ผมไม่รู้ว่านั่นคือเสียงใคร และต้องการอะไร ผมมั่นใจว่าทุกคนในแพคงตื่นและนอนตัวแข็งด้วยความกลัวแบบผม มันวิ่งด้วยความเร็วคงที่รอบแพนั้นร่วมชั่วโมง จนผมเผลอหลับไป ผมไม่รู้ว่าผมหลับในสภาวะแห่งความกลัวสุดขีดแบบนั้นได้อย่าไร ถึงเช่าวันต่อมาทุกคนตื่นขึ้นมาเล่นน้ำปกติเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นผมยังคงเงียบไว้ จนถึงเวลาที่เราต้องเดินทางกลับไปบ้านเพื่อนผมตัดสินใจเอ่ยถามว่า เมื่อคืนทุกคนเจอเหตุการณ์แบบผมมั้ย คำตอบทำผมแทบช๊อค คือ ทุกคนบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ทั้งที่แรงสั่นสะเทือนของแรงวิ่งรุนแรงมาก ที่สำคัญคือ ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่ผมพูดเล่าออกมา เมื่อไปถึงลอบบี้ พี่นักงานคนเดิมเดินผ่านมา ผมมองหน้าพี่เขาด้วยความอยากถามคำถามในใจมากมาย ทว่าพี่พนักงานคนเดิมบอกผมเบาๆว่า “พี่บอกแล้วให้เงียบๆ”  แล้วเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความสงสัยมากมายในใจผม หลังจากผมกลับมาถึงบ้าน ผมมานั่งค้นหาเรื่องผีเมืองกาญ ปรากฏว่าก็มีคนเหตุการณ์คล้ายๆผม แต่ทุกเหตุการณ์ทิ้งไว้เพียงความสงสัยเช่นเดียวกัน

ภาพจาก : www.google.com