ช่วงที่ละครไทยสมัยโบราณฮิต ๆ ก็ทำให้เรามีความอยากที่จะแต่งชุดไทยไปเดินเล่นกับเขาบ้าง และพอดีว่าช่วงนั้นเปิดไปเจอสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ ชื่อว่า “เมืองมัลลิกา” อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เห็นมีคนไปเที่ยวแล้วทำรีวิวถ่ายรูปออกมาสวย เลยตัดสินใจหยิบมือถือโทรหาเพื่อนสาวที่คิดว่าวันเสาร์เธอน่าจะว่างไปกับเราได้ แล้วเธอก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ถึงแม้ว่าจะถามเราว่าจะไปทำไมแค่เดินแต่งชุดไทยแถมเสียค่าเช่าชุดอีก เธอขอไปเดินเฉย ๆ ไม่แต่งชุดไทยกับเราด้วย เราก็เลยตกลงขอแค่มีเพื่อนไปเดินและถ่ายรูปให้หน่อย เพราะตั้งใจไปถ่ายรูปกับชุดไทยมาก ๆ

         สองสาวขับรถมาถึงกาญจนบุรีช่วงบ่าย ๆ กะว่าจะรอให้แดดร่มลมตกถึงค่อยไปเดิน แต่ถ้าแดดหมดก็ถ่ายรูปไม่สวยสิ จึงรีบขับต่อไปที่เมืองมัลลิกาทันที สิ่งแรกที่ทำคือต้องไปหาที่แต่งชุดไทย ซึ่งเพื่อนบอกไว้ก่อนหน้าว่าไม่แต่งด้วยนะ เราเลยรีบเข้าห้องไปเปลี่ยนชุดไทยทันที แล้วออกมาหาเพื่อนแต่ไม่เจอ จึงย้อนกลับเข้าไปในห้องแต่งตัวใหม่ ใช่แล้วค่ะเพื่อนเปลี่ยนใจบอกไหน ๆ ก็มาแล้ว ไปดูสิคะคนที่บอกว่าจะไม่แต่งชุดไทยด้วย เธอเดินออกมาด้วยชุดสไบสีเขียวและนุ่งโจงกระเบนสีม่วง เห็นแล้วก็อดแซวไม่ได้ “ใครกันนะที่บอกว่าไม่แต่งชุดไทยและจะเข้าไปเดินเล่นเฉย ๆ”

Advertisement

Advertisement

หน้าประตูมัลลิกา

         จุดแรกที่ทุกคนให้ความสนใจและอยากถ่ายรูป นั่นก็คือ รถลากที่อยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าเมือง ซึ่งตรงนี้ไม่น่าจะมีใครพลาดและเราสองคนก็เช่นเดียวกัน พี่ ๆ ทีมรถลากที่นี่ก็น่ารักนอกจากจะตั้งท่าเหมือนลากรถให้เราแล้ว คนไหนที่ว่าง ๆ ก็จะเดินมาอาสาถ่ายรูปให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

รถลาก

         เมื่อเข้าประตูเมืองมาตั้งใจไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องถ่ายรูปมุมสวย ๆ กับชุดไทยสีสันสดใสที่เราทั้งสองเลือกใส่มา เริ่มต้นด้วยร้านผลไม้ก่อนเลย แต่ละร้านที่นี่จะมีชื่อร้านเป็นชื่อคนไทยสมัยโบราณ เขาตกแต่งร้านไว้ดูสวยงามดี

Advertisement

Advertisement

ร้านผลไม้

         ถัดมาไม่ไกลก็เจอเรือนไทยกลางน้ำ ขอยืนถ่ายรูปให้สไบปลิวกันเสียหน่อย ข้างในเรือนนี้จะมีขายอาหารและเครื่องดื่มแบบไทย ๆ พวกกาแฟโบราณ น้ำเก๊กฮวย กระเจี๊ยบ มะตูม ฯลฯ

เรือนกลางน้ำ

         แล้วเราก็พากันเดินลัดเลาะผ่านไร่สวน ทุ่งนา จนมาเจอน้องควายเผือกสองตัว เลยต้องขอเข้าไปแวะถ่ายรูปกับน้องควายเป็นที่ระลึก บรรยากาศตรงนี้เหมือนอยู่แถวตามชนบท แต่ระหว่างที่นั่งชื่นชมบรรยากาศอยู่นั้น ในบางครั้งผู้เขียนและเพื่อนก็ต้องแอบชม้อยชม้ายชายตาดูควายเผือกสองตัวที่นอนอยู่ด้วยความระแวงเล็กน้อย เพราะกลัวว่ามันเห็นสีสไบที่เราใส่ปลิวไหว ๆ อยู่ แล้วเกิดอยากจะไล่ขวิดขึ้นมาพวกเราคงต้องพากันวิ่งหนีจนโจงกระเบนหลุดเป็นแน่

Advertisement

Advertisement

ควายเผือกแปลงผัก

         ขอแวะขึ้นเรือนมาชมห้องครัวแบบไทยสมัยก่อนกันหน่อยนะคะ ในครัวก็จะมีเครื่องใช้ที่เป็นภาชนะหม้อดินเผา ซึ่งสมัยนี้เราอาจจะไม่ใช้กันแล้ว แต่จะมีเห็นใช้อยู่บ้างตามร้านจิ้มจุ่ม

ห้องครัวในอดีต         ลงจากเรือนมาก็เจอท่าน้ำต้องขอนั่งพักดูบรรยากาศที่ท่าน้ำกันสักหน่อย นั่ง ๆ อยู่ก็นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ฉันมารอพี่ที่ท่าน้ำทุกวันเลย” ประโยคคุ้น ๆ ไหมคะ แต่วันนี้เราไม่ได้มารอใครนะคะ ถ้าเป็นตอนกลางคืนมานั่งแบบนี้คนเดียวใครพายเรือผ่านมาเห็นอาจจะรีบแจวหนีก็เป็นได้

         พอแดดเริ่มร่มก็ได้เวลาพาสไบปลิวกันต่อ เราทั้งสองคนเดินข้ามสะพานไม้เวลาประมาณห้าโมงเย็นเริ่มมีลมพัดมาเอื่อย ๆ พอให้สไบพลิ้วปลิวไหว อากาศในช่วงเวลานี้กำลังดี ไม่ร้อน ทำให้เดินได้อย่างสบายค่ะ

ท่าน้ำสะพานไม้

         และแล้วเราก็ได้มาเจอของเล่นของเด็กสมัยก่อน ซึ่งเด็กสมัยนี้อาจไม่เคยเห็นหรือได้เล่นกันแล้ว แต่ละอย่างเล่นไม่ง่ายเลยนะ ทั้งเดินบนกะลาและบนไม้ค้ำ ต้องใช้ความสามารถในการทรงตัวค่อนข้างสูง หรือว่าเราจะแก่แล้วเรี่ยวแรงและกำลังเลยไม่ค่อยมี

การละเล่นของไทย

         เราพากันเดินมาจนถึงเรือนไทยหลังใหญ่ก็ใกล้มืด ต้องอาศัยไหว้วานนักท่องเที่ยวผู้ใจดีท่านอื่นมาช่วยถ่ายรูปให้เราสองคนที่หน้าเรือนสักสองสามรูป แล้วก็พากันขึ้นเรือนไปทำหน้าที่กุลสตรีไทยนั่งเก๊กท่าถ่ายรูปร้อยมาลัยให้ดูสมจริง และเดินชมห้องต่าง ๆ บนเรือน ซึ่งจะมีห้องนอน ห้องพระ และที่นั่งเล่นนอนเล่นกลางบ้าน

หน้าเรือนไทย

ร้อยมาลัย

         เมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า จุดสุดท้ายที่แอบขึ้นไปดูอย่างเงียบ ๆ เป็นเรือนที่เขาให้นักท่องเที่ยวที่ทำการจองรับประทานอาหารเย็นไว้ ได้รับประทานอาหารพร้อมกับรับชมการแสดงโขนไปด้วย แต่เราสองคนแค่ขึ้นไปนั่งชมห่าง ๆ แล้วค่อย ๆ เดินลงจากเรือนอย่างเงียบๆ เพื่อจะเดินทางกลับที่พัก

ภาพยามค่ำ

         สำหรับเมืองมัลลิกา ร.ศ.๑๒๔ ที่พามาชมในวันนี้ ผู้เขียนรู้สึกได้ว่าที่นี่พยายามตกแต่งสถานที่และเก็บรายละเอียดความเป็นไทยไว้มากพอสมควร เพื่อที่จะถ่ายทอดให้ทุกคนที่มาเยี่ยมชมได้ซึมซับบรรยากาศย้อนยุคและได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อน 

         สรุปว่าวันนี้เราเดินรอบเมืองอย่างเต็มอิ่ม ได้พบกับรอยยิ้มและวิวสวย ๆ ภายในเมืองมัลลิกา ซึ่งทุกคนที่มาต้องได้รูปสวย ๆ กลับไปอวดเพื่อน ๆ แน่นอน เพราะขนาดเราสองคนเดินอยู่เกือบสี่ชั่วโมงยังถ่ายรูปไม่หมดทุกมุมเลยค่ะ ถึงจะเดินไม่หมดทุกมุมแต่ก็ได้รูปถ่ายไปดูสมใจอยากเกือบร้อยรูปเลยทีเดียว ถ้าใครยังไม่เคยมาก็ลองมาเที่ยวชมดูกันนะคะ

ข้างล่างนี้เป็นแผนที่การเดินทางมาเมืองมัลลิกาค่ะ

แผนที่ไปเมืองมัลลิกา         เวลาเปิด-ปิดเมือง : 9.00 น. - 20.00 น.(เปิดทุกวัน)

         สำหรับค่าเข้าชม 250 บาทต่อท่าน

         ค่าเช่าชุดไทยที่ผู้เขียนใส่ 200 บาทต่อชุด

         เนื่องจากข้อมูลและรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการเข้าชมและอื่น ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลง แนะนำให้ผู้อ่านที่สนใจอยากมาเที่ยวชมลองเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซด์ของทางเมืองมัลลิกาโดยตรงได้ที่ http://www.mallika124.com


รูปประกอบบทความโดยผู้เขียน

ภาพแผนที่เมืองมัลลิกาจากเว็ปไซด์ http://www.mallika124.com