ผู้เขียนชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้สนใจเรื่องราวของโลกภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นดารา เบื้องลึกเบื้องหลัง เคยมีความคิดแบบเด็ก ๆ ร่วมกับพี่ชายว่าอยากจะเป็นผู้กำกับแบบ สตีเว่น สปีลเบิร์ก พ่อมดแห่งฮอลลีวูด (เพ้อเจ้อแต่เด็กเลยเนอะ) เวลาว่างชอบสรรหาหนังที่เขาว่าดี หนังแปลกมาดู แล้วก็นั่งคิดตามว่า โอ้โฮ!!! คนเขียนบทเก่งจังเลย เขามีวิธีเขียนยังไงหนังถึงได้สนุก คาดเดาไม่ถูก ทั้งบทบู๊หรือดราม่าก็กินใจ ทำให้เราแอบน้ำตาไหลเอาใจช่วยพระเอก นางเอก

เมื่อประจวบเหมาะทั้งเวลา และเงินในกระเป๋าจึงตัดสินใจลองไปเรียนหาความรู้ในวิชาเขียนบทเบื้องต้น (ถ้าเป็นไปได้ก็อยากสร้างหนังสั้นสักเรื่องในชีวิต) ผู้เขียนเลือกเรียนที่สถาบัน "MOVIE DIY" เพราะนอกจากค่าเรียนไม่แพง เดินทางสะดวก คอร์สที่สอนก็น่าสนใจ เหมาะกับมือใหม่ เรียกว่าสอนตั้งแต่หัดตั้งไข่เลยทีเดียว เหมือนเด็กอนุบาลที่ต้องมาทำความเข้าใจกับโลกเบื้องหลังภาพยนตร์ ภาพยนตร์คืออะไร? รูปแบบหรือ GENRE (อ่านว่าชอง) เป็นต้น สไตล์การสอนของที่นี่จะสอนวิธีคิด สร้างไอเดีย คาร์แรคเตอร์ตัวละครอย่างเป็นสเต็ป ๆ ในทุกสัปดาห์การสร้างภาพยนตร์

Advertisement

Advertisement

ขอบคุณภาพจาก www.pixabay.com

เริ่มตั้งแต่หาไอเดียด้วย What if? การหาไอเดียจากการสมมุติ เรียนรู้การผูกนิสัยตัวละครกับนพลักษณ์ เขียนโครงเรื่องขนาดสั้น การเขียนทรีทเม้นท์ ทำให้เกิดซีนต่าง ๆ ในหนัง และสุดท้ายคือการเขียนบทจริงจัง จนถึงโปรเจคสำหรับการจบคอร์สเพื่อประเมินและรับรองผลคือการมีบทภาพยนตร์ 1 เรื่องเป็นของตัวเอง

"ความยากของการเขียนบทคือทำอย่างไรให้สนุก" ยิ่งบทพลิกผัน หักมุม ยิ่งต้องใช้ความรู้ของผู้เขียนจากการสังเกต เรื่องราวต่าง ๆ รอบตัว แง่มุมที่คนอาจจะคาดไม่ถึง เมื่อเขียนแล้ว สิ่งที่ยากขึ้นไปอีกคือการปรับแก้ เป็นเรื่องยากมากที่จะเขียนบทครั้งเดียวแล้วใช้ได้เลย ยังต้องมีบทร่างที่ 2-3 ตามมา บ้างก็มีบทร่างครั้งที่ 9 ซึ่งอาจกินเวลา 1-2 ปี บทหนังบางเรื่องใช้เวลาเขียนถึง 10 ปีก็มี เรียกว่ากลั่นทุกตัวอักษรออกมาเลยทีเดียว ในการเขียนบทหนังมีรายละเอียดยิบย่อยมากมายนัก กว่าจะได้บทหนังดี ๆ สักเรื่องต้องอดทนอุตสาหะมาก ๆ และเป็นเพียงบันไดขั้นแรกในการผลิตภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง (บันไดอาจมีเป็นร้อยขั้น)บทภาพยนตร์

Advertisement

Advertisement

ขอบคุณภาพจาก www.pixabay.com

แต่สุดท้ายจะมี Beat Sheet เอาไว้คอยเช็กว่าบทมันเคลื่อนไปข้างหน้าไหม จะขอพูดถึงสิ่งนี้แบบคร่าว ๆ เพราะผู้เขียนยังไม่ช่ำชองนัก (คลาดเคลื่อนอย่างไรก็ขออภัยนับจากตรงนี้เลยนะครับ) และในตัว Beat Sheet นั้นเองเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ที่เรียกว่า All Is Lost ก็ตรงตัวนั่นแหละทุกอย่างดิ่งลงซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใน Act หรือองก์ที่ 3 อย่างใน Avenger ก็เป็นตอนที่เอเจนท์โคลสันถูกโลกิแทงด้วยคทา แต่ยังก่อนมันต้องร้อง..เชี่ยยย!!! ได้มากกว่านั้น

Advertisement

Advertisement

เมื่อสู่จุดที่เรียกว่า Dark Night of the Soul ถ้าเป็นกราฟคือดิ่งติดพื้นกระดานหมดทางออกแพ้แน่แล้ว เหมือนที่ avenger ทีมแตกมองไม่เห็นทางชนะ ตรงนี้แม้แต่คนดูยังลุ้นกันคอแห้งแต่เหมือนที่ใครก็ไม่รู้บอกไว้ "ถ้าถึงจุดต่ำสุดแล้วก็เตรียมดีใจได้ เพราะแสดงว่าต่อไปมันต้องดีขึ้นแน่นอน" (ก็มันต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้วนี่) และนั่นจะพาตัวละคร Rise ยืนหยัด ขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับบทเรียนอะไรสักอย่าง ไปสู่ชัยชนะ และฉากจบที่สวยงามการเขียนบทภาพยนตร์

ขอบคุณภาพจาก www.pixabay.com

ที่เล่ามาทั้งหมดนี่คุ้น ๆ ไหมครับ แค่อยากจะบอกว่า มันเหมือนชีวิตคนเรามากจริง ๆ ต่างกันแค่ชีวิตคนอาจมี Dark Night of the Soul หลายจุดหลายช่วงเวลา และมีบทเรียน บททดสอบเข้ามาตลอดตราบมีลมหายใจ โดยมีเราเป็นพระเอกนางเอกในหนังของตัวเอง

เพราะบางที พระเจ้านี่แหละมือเขียนบทระดับออสการ์

 

ขอบคุณภาพปกจาก www.pixabay.com

ขอบคุณภาพประกอบปกจาก www.pixabay.com