เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่ปู่ได้เล่าให้ผมฟังตอนเด็กๆ สมัยที่ปู่ยังเป็นวัยรุ่น ตอนนั้นปู่อาศัยอยู่ที่จังหวัดกาจญนบุรีในหมู่บ้านเล็กๆ กลางป่าลึก อาชีพหลักของคนในหมู่บ้านนี้คือล่าสัตว์ และหาของป่าไปขาย สมัยนั้นมีแต่ป่าทีบแต่ก็อุดมสมบูรณ์ ตอนนั้นปู่เพิ่งจะเริ่มหัดล่าสัตว์ใหม่ๆ ยังต้องคอยตามพวกพรานเก่งๆ เพื่อสะสมประสบการณ์และเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ เรื่องของคาถาอารมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ปู่ต้องฝึกฝนก่อนที่จะเข้าป่า เพราะในป่ามีอันตรายอยู่มากมาย ทั้งสัตว์ป่า และภูติผีวิญญาณ หาใครไม่มีวิชาอาคมติดตัวก็ยากที่เอาตัวรอดออกมาจากป่าลึกได้ ปู่เล่าต่อไปอีกว่าทุกๆ ครั้งที่เข้าไปล่าสัตว์ในป่าจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมห้ามประมาทเป็นอันขาดเพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเจอกับอันตรายใดบ้างในป่า 


       ครั้งหนึ่งมีชาวบ้านที่ออกไปหาของป่าได้หายไปสองคนจนสามวันก็ยังไม่กลับมา พวกนายพรานในหมู่บ้านจึงอาสาออกไปตามหารวมทั้งปู่ของผมก็ขอติดตามไปด้วย มีนายพรานอยู่คนหนึ่งชื่อพรานสิงห์ พรานสิงเป็นพรานที่แกะรอยเก่งมากทำหน้าที่ทำทางคนอื่นๆ เข้าไปในป่า ซึ่งนายสิงห์ก็ได้บอกกับเพื่อนายพรานว่าร่องรอยที่พบมันแปลกๆ เพราะคนที่หายไปมีสองคน แต่รอยพี่พบเหมือนมีมากกว่าสองคน พรานสิ่งจึงให้เพื่อนนายพรานทุกคนระวังตัวเอาไว้อย่าได้ประมาท กลุ่มนายพรานแกะรอยมาแนวป่ามีธารน้ำจึงหยุดพักหุงหาอาหารกินกัน ปู่ผมก็ทำหน้าที่คอยหุงหาอาหารให้กับกลุ่มนายพราน พรานสิงห์ก็พูดขึ้นว่า "น่าแปลกนะยิ่งเดินตามเข้ามารอยก็ยิ่งจางลง มองอยากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนโดนลบรอยออกไปเลย" พรานเขียวจึงพูดเสริมมาว่า " ถ้าเป็นอย่างที่พรานสิงห์พูดละก็แสดงว่าชาวบ้านสองคนนั้นต้องถูกลักพาตัวละสิ แบบนี้ชักเริ่มไม่ดีแล้วนะ " พรานดำจึงบอกว่า " ใจเย็นๆ ก่อน ยังไงเราก็ต้องตามไปเท่าที่จะตามได้บางทีสองคนนั้นอาจจะแค่หลงป่าเฉยๆ ก็ได้ พวกเรารีบกินแล้วรีบเดินทางต่อเถอะก่อนที่ฟ้าจะมืด " จากนั้นกลุ่มนานพรานก็เดินทางกันต่อ ระหวางที่เดินตามพรานสิงห์กันอยู่พรานดำก็ได้ยื่นตะกรุดให้ผมอันหนึ่งแล้วให้ปู่ผมเอามาห้อยคอไว้ ปู่ผมก็รีบรับมาด้วยความยินดีเพราะอยากได้ของดีอยู่แล้ว ยิ่งเป็นตะกรุดนายพรานยิ่งเข้มขลังสามารถป้องกันภยันตรายได้ กลุ่มนานพรานเดินมาไกลพอสมควรก็พบร่องรอยใหม่คือย่ามที่ชาวบ้านสะพายมาตอนหาของป่า ซึ่งพรานสิงห์จำได้ว่าเป็นย่ามของชาวบ้านสองคนที่หายไปแน่นอน "นี่แสดงว่าเรามากันถูกทางแล้วสิ" พรานมั่นพูด  ทุกคนก็มองหน้ากันแล้วสำรวจรอบๆ ว่ามีของสิ่งอื่นตกอยู่อีกหรือป่าว แต่ก็ไม่พบสิ่งอื่นนอกเหนือจากย่ามใบนี้

Advertisement

Advertisement


        กลุ่มนายพรานพยายามแกะรอยมาถึงแนวป่าใหญ่ก็ต้องหยุดเพราะร่องรอยหายไปหมด และป่าใหญ่ข้างหน้าปกติปกติจะรู้กันดีว่าไม่เคยมีใครเข้าไปแล้วออกมาได้เลยเป็นป่าอาถรรพ์ แต่ก็เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเพราะตั้งแต่จำความได้ปู่ผมก็ไม่เคยได้เข้าว่ามีใครเข้าไปในป่านี้ กลุ่มนายพรานได้ปรึกษากันว่าจะเอายังไงกันต่อ เพราะฟ้าก็เริ่มมืดแล้วถ้าไปต่อคงจะอันตราย จึงตัดสินใจถอยกลับไปบนเนิน แล้วตั้งค่ายก่อไฟพักแรมกัน ปู่ของผมก็เก็บฟืนหุงหาอาหารตามหน้าที่ของตัวเอง พอตกกลางคืนพรานสิงห์ก็พูดย้ำกับปูผมว่า "ในป่าเวลากลางคืนจะมืดและเงียบ ทำให้เราหูแว่วได้ง่ายๆ ถ้าได้ยินหรือเห็นอะไรแปลก ก็อย่าตกใจ ให้ตั้งสติดีๆ " จากนั้นเหล่านายพรานก็พากันเอนกายนอนพักกัน ปู่ของผมอาสาเฝ้ากองไฟเป็นกะแรก ปู่เล่าว่าขณะที่ทุกคนหลับกันหมดทุกอย่างเงียบสนิท จู่ๆ ก็มีเสียงเหมือนคนนั่งคุยกันดังมาจากทางแนวป่าใหญ่ฝังตรงข้าม ทำให้ปู่ต้องยืนชะโชกหน้าสาดไฟส่องเข้าไปดูในป่า แต่ก็ไม่เห็นอะไร ปู่จึงเดินลงจากเนินที่พักเข้าไปใกล้ๆ ที่แนวชายป่าตามเสียงที่ได้ยินไป ยิ่งเดินเข้ามาใกล้เสียงคนคุยกันก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนปู่ผมคิดว่าต้องเป็นเสียงของชาวบ้านสองคนที่กำลังตามหากันอยู่แน่ๆ ขณะที่กำลังส่องไฟเดินย่องตามเสียงไปก็มีรูปร่างคนเป็นเงาดำๆ วิ่งตัดหน้าไปจนปู่ผมตกใจล้มหงายหลัง แล้วรีบหยิบไฟฉายมาแกว่งหาเจ้าของเงาทันที แต่ก็ไม่พบอะไร ตอนนี้เสียงคนคุยกันได้เงียบลงไปแล้ว ปู่ผมหันมองไปรอบๆ มืดไปหมดไม่แน่ใจเดินเข้ามาลึกแค่ไหน ปู่ผมเริ่มใจเสียเพราะไม่แน่ใจว่าจะหาทางเดินกลับออกไปได้ไหม เพราะมันมืดมากมองไปทางไหนก็เหมือนกันไปหมดจำทางที่เดินเข้ามาไม่ได้แล้ว ปู่ผมจึงเอามือมากำตระกรุดที่คอแล้วอธิฐานของขอให้หาทางออกไปจากตรงนี้ให้ได้ พออธิฐานเสร็จปู่ก็เห็นแสงไฟฉายสายไปมาไกลๆ จึงรู้ทันทีว่าต้องเป็นพวกนายพรานกำลังตามหาปู่แน่ๆ จึงรีบวิ่งเข้าไปหาแสงไฟนั้น แต่พอวิ่งไปใกล้ๆ จนพ้นชายป่าแสดงไฟกลับหายไป เห็นเพียงแสดงจากกองไฟบนเนินที่นายพรานนอนกันอยู่เท่านั้นปู่จึงรีบวิ่งกลับมาที่เนินพักทันที เจอพรานดำนั่งอยู่แล้วถามว่า " ไปไหนมามันอันตรายนะ กำลังจะเรียกนายพรานคนอื่นๆ ให้มาช่วยกันตามพอดี " ปู่จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พรานดำฟัง พอรุ่งเช้ากลุ่มนายพรานจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในแนวป่าที่ปู่เดินเข้าไปเมื่อคืนและหวังว่าจะได้พบอะไรบ้าง เดินไปได้ไม่ไกลนักพบกับศพของชาวบ้านหนึ่งศพนอนอยู่ริมต้นไม้บนร่างกายมีบาดแผลเหมือนถูกงูกัด  จึงได้แกะรอยต่อเพื่อตามหาอีกคนให้พบ จนมาพบชาวบ้านอีกคนนอนหมดสติอยู่ริมแม่น้ำ กลุ่มนายพรานจึงช่วยกันปฐมพยาบาลและสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ช่าวบ้านได้เล่าว่า " ระหว่างที่กำลังเก็บของป่ากันอยู่นั้น ก็มีคนเดินมาชวนบอกว่าถ้าเข้าไปอีกจะมีของป่าหายากราคาดีอยู่มาก พวกเราจึงเดินตามมาจนถึงป่าแห่งนี้ พอมาถึงเนินด้านบนเพื่อนที่ตายถูกงูพิษกัด คนที่ชวนมาจึงบอกให้แบกลงไปที่ป่าอีกฝั่งหนั่งเดี๋ยวจะไปเรียกคนมาช่วย แต่พอเข้ามาในป่า คนๆ นั้นก็หายไปไม่กลับมาอีกเลยปล่อยให้เพื่อนของผมขาดใจตาย ส่วนตัวผมก็เดินหลงมาเรื่อยๆ จนมาสลบที่ริมลำธารนี้ " หลังจากที่กลุ่มนายพรานได้ยินดังนั้นก็พาชาวบ้านกลับมายังหมู่บ้าน และทำพิธีเรียกขวัญคืนมา และคงเป็นเพราะชาวบ้านสองคนนี้ไปลบหลู่อะไรเข้าจึงโดนผีป่าเล่นงานจนถึงขึ้นเอาชีวิต และนี่ก็เป็นเรื่องราวอาถรรพ์ในป่าที่ปู่ผมได้ประสบกับตนเองและมาเล่าต่อให้ลูกหลานได้ฟัง