มันเป็นเรื่องเล่าประจำตัว ที่ถนัดปาก เวลากินเหล้ากับเพื่อนสนิท ตอนที่อยากจะยกตัวอย่างว่าโลกนี้มันก็มีเรื่องที่อธิบายไม่ได้นะเว้ย หรือเป็นเรื่องเล่าไม้ตายตอนไม่มีอะไรจะเล่า
       

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนเรียนจบใหม่ ๆ ชีวิตดี๊ดีมีงานการ ในวันหนึ่ง เมื่อเคมีของอีโก้ อัตตา กับ โง่เง่ามันเข้ากันลงตัว เราตื่นเช้าลุกขึ้นมายืดอก บอกตัวเองเลยว่า "เคยเรียนตอนเด็ก ๆ จำได้มั้ย? ครูสอนว่า ศาสนาสอนให้เป็นคนดีนะจ๊ะทุกคน เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ" ทุกคนก็จะใช้คำจำกัดความนี้กันเรื่อยมา เราก็คิด "เฮ้ยถ้าตูดีพอ ตูมั่นคง ตูก็ไม่ต้องมีศาสนาสิ" ถ้างั้นนับแต่วินาทีนี้ตูจะไม่มีศาสนา เมื่อตั้งใจแบบนั้นแล้ว ก็สูดลมหายใจด้วยความมั่นไปทำงาน บังเอิ๊ญ...วันนั้นที่ทำงานซึ่งเป็นของคนเชื้อสายจีน เชิญซินแสมาทำพิธี นึกภาพนักพรตในหนังกำลังภายในนั่นแหละ หรือไม่ก็นักปราบผี มาพร้อมกระจกยันต์แปดทิศ มีเข็มวัด ซินแสหนวดขาวเดินไปนั่นมานี่ โบกแซ่ปัดเป่าไปทั่ว ปากบริกรรมคาถาจนมาถึงห้องกราฟิกดีไซน์ ซินแสค่อย ๆ เดินวนไปรอบ ๆ เข็มทิศในมือกระดิกสั่น จนเดินมาถึงโต๊ะเราเข็มมันก็หมุน ๆ หมอวาง ปึ้ง!! ที่โต๊ะเราพร้อมกับเอ่ยด้วยสำเนียงไทยจีน (จำได้ติดหูถึงตอนนี้) "อาคงเนี้ยไม่มีสากซาหนา" เชรดดด!!! ทุกคนมองมาที่เราด้วยท่าทางตกใจ ตอนนั้นได้แต่ยิ้มแหะ ๆ ความทุกข์ขอบคุณภาพจาก pixabay.com

Advertisement

Advertisement

 

เรื่องราววันนั้นเลยกลายเป็นเรื่องขำขัน ของพี่น้องร่วมงาน เวลาทำอะไรแปลก ๆ จะถูกแซวว่า"ไอ้คงไม่มีสากซาหนา" เอาจริง ๆ ในความหมายเราคือ อยู่ตรงกลางยืนนิ่ง ๆ เป็นกล่องที่เต็มไปด้วยอีโก้ในตัวเอง ให้เข้าวัดก็ได้ พนมมือได้ ไม่ได้ลบหลู่ แต่หูดับใจดับด้วย เหมือนเรียนแล้วไม่ฟังครู ปิดตัวเอง โคตรโง่โดยแท้ จนวันหนึ่งได้เจอข้อสอบข้อใหญ่ของชีวิต พ่อล้มป่วยยังไม่พองานที่ทำมีปัญหาไม่เข้าตาผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ดูง่อนแง่น เป็นช่วงเวลาที่ใจแกว่งอย่างกะเรือไวกิ้งในแดนเนรมิต คิดว่าเงินทองที่มีคือความมั่นคงแต่เพิ่งรู้ว่าเงินนี่แหละมายาชัด ๆ เป็นตัวทำเราโอหัง พอไร้เงินทุกอย่างดูไร้ค่า ชีวิตปิ๋ว หันไปหาความรัก คนที่บอกรักว่าจะอยู่เคียงข้างตลอดไปนี่หายไปก่อนใครเลย เจอแบบนี้เด็กเกเรที่ไม่ฟังครูไม่ชอบทำการบ้านคนนี้ไม่รู้จะแก้โจทย์ข้อนี้ยังไง มองไปไม่เห็นอะไร เคว้งคว้างสุด ๆ ในช่วงขณะหนึ่งเคยคิดอยากหายไปจากโลกเฉย ๆ ดูสักพัก ไม่ได้หมายถึงฆ่าตัวตายนะยังมีสติอยู่ แค่อยากตัดตัวเองจากทุกปัญหาเหมือนไร้ตัวตนให้ทุกอย่างดีขึ้นแล้วค่อยเริ่มใหม่ เราไม่ใช่คนธรรมะ ธรรมโม แต่ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ทุกคนก็อยากทำให้ชีวิตมันดี ใช่มั้ยล่ะ? พยายามปรับ พยายามแก้ แต่เหมือนยิ่งเดินยิ่งหลง ไม่มีเข็มทิศ ตาบอด ไม่รู้ทาง จะทำอย่างไรดีล่ะ? โชคยังดียังพอมีเศษบุญเก่าก้นกระปุกอยู่บ้าง จึงได้เจอแต่ธรรมจักรหินที่ไม่ปลิวตามแรงลม เลย "ตัดสินใจบวช"

Advertisement

Advertisement

แสงสว่าง

 ขอบคุณภาพจาก pixabay.com

 

ขาว่าในความโชคร้ายมักมีเรื่องดี ๆ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ได้เจอ Life Coach เป็นพี่เลี้ยง สอนชกกับปัญหาและมองขาดว่าเรามันก็แค่มวยวัดกาก ๆ เป็นพระอาจารย์ที่สอนเชิงมวยธรรมะไปใช้ในเวทีชีวิต มีโอกาสได้ฝึกเจริญสติ ปรับโฟกัสใจตัวเอง ครั้งหนึ่งได้ร่วมกิจนิมนต์นั่งสวดคู่กับศพในระยะช่วงหนึ่งฟุต มองร่างไร้วิญญาณแข็งทื่อไม่มีโลงถูกคลุมด้วยผ้าเก่า ๆ และฉันเช้าโดยมีศพร่วมวง มันเลยเกิดความรู้สึกว่า "อ๋อ!! มันก็แค่นี้เองนะคนเรามาจากที่เดียวกัน และไปที่เดียวกัน ไหนล่ะความเก่งผยอง เคยแต่ท่องเป็นอาขยาน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่เจอของจริง" หลังวันนั้นจากตั้งใจบวชหนีปัญหา กลายมาเป็นลองหาวิธีสู้กับมันโดยถอยมาดูเชิง ใช้เวลาหนึ่งพรรษา

ศาสนาพุทธขอบคุณภาพจาก pixabay.com

 

สุดท้ายเรากลับมาเปิดใจ แต่เอาส่วนที่คิดแล้วว่าดี เหมาะกับเรามาใช้ อันนี้แหละที่เราชอบ ศาสนาพุทธเราดีไซน์เองได้ เป็นศาสนาแบบที่ให้ความอิสระ สามารถศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเชื่อได้ เมื่อต้องกลับมาเป็นปุถุชนใช้ชีวิตในโลกที่หมุนด้วยกิเลสจึงรู้ว่าการฝึกที่ได้ช่วยให้เราประคองสติ งานต้องทำ ต้องกินใช้แต่ทำอย่างไรให้ไม่หลงอีก พระอาจารย์ให้คาถาเป็นอาวุธ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" ท่องไว้ในใจเสมอ "คนไม่มีศีล ก็เหมือนดินไม่มีสารอาหาร ปลูกอะไรก็ไม่งอกงาม"  ถามว่าทุกวันนี้เป็นไงบ้างการดำเนินชีวิด ก็ไม่ถึงขนาดธรรมะจ๋าไปเลย ยังมีอารมณ์ปุถุชนครบแต่มีตัวประครองให้ชีวิตไม่ออกนอกเส้นทาง

ชีวิตมันก็คงเหมือนรถนั่นแหละ ไม่มี GPS มันวิ่งได้ก็จริง แต่จะดีกว่าไหมถ้ามีติดไว้ ใช้ศาสนาเป็น GPS ก็ดีอย่างน้อยถึงที่หมายสบายกว่ากัน

 

 

ขอบคุณภาพประกอบปกจาก pixabay.com