ขอบคุณภาพปก http://bit.ly/3aWl9Vq
     

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน วันนี้ผู้เขียน มีข่าวสารที่น่าสนใจ มาฝากกันนะคะเกี่ยวกับการวิจัยที่ให้คนอายุยืน จากการวิจัยผู้คนกว่า 230,000 คนแสดงให้เห็นว่าการวิ่งนั้นยืดอายุของคุณได้มากแค่ไหนไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆและแถมฟรีกับทัศนีภาพที่สวยงามไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่การวิ่งจะเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกและการศึกษาที่ตีพิมพ์ล่าสุดยังเผยว่านอกจากสุขภาพที่ดีแล้ว
วิ่ง      ภาพจาก http://bit.ly/2tbGtp5
 

การวิ่งของคุณสามารถลดโอกาสเสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ ได้มากกว่าคนกว่าทั่วไปถึง 27% โดยนักวิจัยแบ่งการศึกษาออกเป็น 14 เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการวิ่งเหยาะ ๆ กับสาเหตุต่าง ๆ ของการชีวิตจำนวนกลุ่มตัวอย่างกว่า 230,000 คน
วิ่ง     ภาพจาก http://bit.ly/2U9rLtS

   โดยการวิจัยนี้จะติดตามพวกเขาตั้งแต่ช่วงอายุ 5-35 ปีซึ่งหลังการศึกษาจบลงมีกลุ่มตัวอย่างที่เสียชีวิตไปจำนวน 25,951 คน

Advertisement

Advertisement

วิ่ง  ภาพจาก http://bit.ly/2U9rRSg
 

จากการสรุปผลออกมาพบว่า คนที่วิ่งออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงลดลงกว่า 27% ในช่วงเวลาของการศึกษา เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ค่อยวิ่งโดยสัมพันธ์กับความเสี่ยงการชีวิตด้วยโรคหัวใจที่ลดลง 30% และโรคมะเร็งอีก 23%และยังพบอีกว่าผลที่ได้นั้นไม่ต่างกันไม่ว่าคุณจะวิ่งแค่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์หรือมากกว่านั้น


อย่างไรก็ตามหากคุณเป็นคนที่ไม่ชอบการวิ่งและยากสำหรับคุณที่เริ่มต้นทำมันเป็นประจำยังมีกีฬาอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่า 800 รายการอย่างว่ายน้ำหรือฟุตบอล เพราะผลลัพธ์ที่ได้นั้นนักวิจัยคาดว่าจะไม่ต่างกัน

สำหรับสุดท้ายนี้ผู้เขียนอยากจะแนะนำให้ผู้อ่านที่สนใจจะดูแลสุขภาพตนเอง เมื่อมีเวลาว่าง ก็ให้พาเวลาวิ่งออกกำลังกายเพื่อที่ร่างกายของเราจะได้แข็งแรงส่งผลไปให้อายุเราเวลายามแก่เฒ่าไปแล้วร่างกายของเราก็จะแข็งแรงแล้วโรคภัยไข้เจ็บก็จะไม่มาเยือน การวิ่งเป็นวิธีการร่างกายที่ง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ผู้เขียนจึงอยากให้คุณผู้อ่านเริ่มสนใจมาออกกำลังกายด้วยการวิ่ง กันเถอะ เพราะว่าในยุคปัจจุบันการวิ่งกำลังเป็นเทรนมาแรงที่ไหน ๆ ก็จัดกิจกรรมรณรงค์ให้วิ่งออกกำลังกายเพื่อที่ร่างกายของเราจะได้แข็งแรงมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ เป็นยังไงกันบ้างล่ะครับสำหรับบทความดี ๆ ที่มีประโยชน์ที่ทางผู้เขียนนำมาฝากหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้ผู้อ่านได้อ่านกันนะคะ

Advertisement

Advertisement

 

เรียบเรียงบทความโดย@สาระน่ารู้

เครดิตข้อมูล กระทรวงสาธารณสุข