เมื่อพูดถึง คลองมหาสวัสดิ์ หลายคนคงพยักหน้ารู้จัก เพราะคลองแห่งนี้ถือเป็นคลองสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในย่านพุทธมณฑล จ.นครปฐม มากว่า 150 ปีแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่านอกจากบทบาทของการเป็นต้นธารแห่งชีวิต คลองมหาสวัสดิ์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่พรั่งพร้อมไปด้วยขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่ความบันเทิง ต้อนรับผู้รักความสงบงามของธรรมชาติมาแล้วนักต่อนัก

kl

คลองมหาสวัสดิ์ หรือที่ชาวบ้านขนานนามกันว่า คลองขุด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2402 โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อ “ใช้เป็นเส้นทางหลักในการเสด็จพระราชดำเนินไปพระปฐมเจดีย์ และเป็นคลองคลองเปิดให้เป็นนาสำหรับแจกพระเจ้าลูกเธอ” (พระราชหัตถเลขา, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลราชบุรี ร.ศ. 128) เมื่อการขุดคลองแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2403 พระองค์จึงได้พระราชทานนามให้คลองสายนี้ว่า “มหาสวัสดี” เชื่อกันว่าความสวัสดีอันเป็นที่มาของคลองแห่งนี้ น่าจะหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของสยามประเทศในยุคนั้น รวมถึงความสุขสวัสดีอันเกิดจากการที่ประชาชนจะได้ใช้คลองแห่งนี้เป็นเส้นทางลัดไปสู่การนมัสการพระปฐมเจดีย์ได้

kl1

ราวปี พ.ศ. 2540 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาพื้นที่ริมคลองมหาสวัสดิ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวการเกษตร มีการให้ความรู้เรื่องการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แก่ชาวบ้าน ต่อมาจึงมีการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวล่องเรือชมสวนคลองมหาสวัสดิ์ กิจกรรมล่องเรือนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี มีนักท่องเที่ยวให้การตอบรับอย่างล้นหลาม กระทั่งประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่นี่จึงซบเซาลงไปมาก แต่ก็ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2554 ทุกอย่างเริ่มฟื้นตัวทีละเล็กทีละน้อย นักท่องเที่ยวเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆด้วยความร่วมมือของชุมชน ภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายจึงได้กลายเป็นเพียงฝันร้ายที่ไม่ได้เข้ามากล้ำกรายโลกแห่งความเป็นจริง

การท่องเที่ยวคลองมหาสวัสดิ์มีทั้งหมด 4 จุดน่าสนใจ ได้แก่ นาบัว  ศูนย์แปรรูปผลิตภัณฑ์กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์  สวนกล้วยไม้  และสวนผลไม้-นาข้าว  เมื่อเช่าเรือของกลุ่มท่องเที่ยวคลองมหาสวัสดิ์แล้ว ก็จะได้เข้าไปสัมผัส 4 จุดที่ว่านี้อย่างใกล้ชิดพร้อมมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่คอยให้ความรู้ตลอดเส้นทาง  ก่อนอื่นต้องมาให้ถึงวัดสุวรรณารามซึ่งเป็นจุดขึ้นเรือ จากนั้นติดต่อขอล่องเรือ แล้วในชั่วพริบตาก็จะพบว่าตนเองนั่งเอกเขนกมองฟ้าและท้องน้ำอยู่บนเรือแล้ว

kl3

kl4

จุดหมายแรก ที่เดินทางไปถึงคือนาบัว จุดที่เรือจอดให้ชมคือ จุดสาธิตการทำนาบัวของชุมชน มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ จากจุดจอดเรือไปยังนาบัวนั้นยังได้ผ่านคันคลองเล็กๆ สองข้างทางชาวบ้านปลูกพืชผักสวนครัวจำนวนมากไว้ ที่เห็นเด่นชัดคือพริกขี้หนูสีแดงสดออกเมล็ดเต็มทั้งต้น ถือเป็นการใช้สอยพื้นที่ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด  และเมื่อเดินไปจนสุดคันคลองสิ่งที่มองเห็นก็คือนาบัวไกลสุดสายตา ดอกบัวที่บานอยู่เต็มท้องน้ำแห่งนี้มีชื่อว่าสัตตบุศย์

ลักษณะเด่นคือเป็นบัวที่ไม่มีเมล็ด และมีสีขาวบริสุทธิ์ ผู้คนจึงนิยมซื้อหาไปบูชาพระ  ใกล้ๆกันยังมีบัวสัตตบงกชดอกใหญ่ อวดกลีบสีชมพูสวยหวานให้ผู้ผ่านมาพบได้ชื่นใจ  แต่เช้าตรู่ของทุกวัน ชาวบ้านจะหิ้วตะกร้าเหล็กแข็งแรงทนทาน ล่องเรือลำเล็กลงไปเก็บบัว เมื่อเก็บได้เท่าปริมาณที่ต้องการก็นำบัวขึ้นมาพรมน้ำให้ชุ่ม เพื่อไม่ให้กลีบบัวช้ำ รอเวลาส่งดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์นี้ไปยังแหล่งจำหน่ายดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ - ปากคลองตลาด

kl8

จุดที่สอง ที่เรือจะพาล่องไปสัมผัสคือศูนย์แปรรูปผลิตภัณฑ์กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์  ผลิตภัณฑ์มีชื่อของที่นี่คือข้าวตังที่ผลิตจากข้าวซ้อมมือ  เมื่อมาถึงที่ กลุ่มแม่บ้านพร้อมให้ความรู้เรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์  ตั้งแต่การเลือกข้าวซ้อมมือ ไปจนกระทั่งขั้นตอนสุดท้ายคือกรบรรจุผลิตภัณฑ์ในหีบห่อเพื่อออกวางจำหน่าย  ทุกขั้นตอนนักท่องเที่ยวทดลองทำด้วยตนเองได้ กิจกรรมที่น่ารักอีกอย่างคือการจัดเครื่องปรุงรสข้าวตังหลากหลายอย่างแยกไว้ เช่นหมูหย็อง น้ำพริกเผา งา ให้นักท่องเที่ยวได้คิดค้นสูตรข้าวตังของตัวเองว่าจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง นอกจากจะได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำแล้ว ยังได้ข้าวตังฝีมือตนเองไว้เป็นที่ระลึกด้วย

kl9

kl11

เรือล่องกลับทางเก่า ลัดเลาะผ่านแมกไม้และสายน้ำไปยังสวนกล้วยไม้ สวนกล้วยไม้ในชุมชนคลองมาสวัสดิ์แห่งนี้นับว่าเป็นสวนขนาดใหญ่อีกแห่ง มีกล้วยไม้พันธุ์ทัศนีย์ ซึ่งมีแห่งเดียวในประเทศไทย อยู่ที่สวนของนายชุบ คชเวช ในพื้นที่ราว 12 ไร่  เมื่อนักท่องเที่ยวมาถึง จะได้รู้จักกล้วยไม้แต่ประเภทซึ่งล้วนเป็นไม้เศรษฐกิจของไทย เจ้าของสวนพร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์กล้วยไม้ การปลูกและขยายพันธุ์กล้วยไม้ การผลิตกล้วยไม้เพื่อการส่งออก และหากต้องการต้นไหนพันธุ์ไหนกลับไปปลูก ทางสวนก็มีจำหน่ายในราคาย่อมเยา

จุดสุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้ อยู่ที่สวนผลไม้และนาข้าว บริเวณนี้มีพื้นที่ราว 40 ไร่ ใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า โดยการทำสวนผลไม้ในพื้นที่ด้านหน้า และใช้พื้นที่ด้านหลังเป็นนาข้าว  ในช่วงวิกฤตอุทกภัย สายน้ำได้ทำลายนาและสวนผลไม้ของชาวบ้านไปเป็นจำนวนมาก จนถึงตอนนี้ พื้นที่จุดที่ 4 นี้ก็ยังเป็นจุดที่ฟื้นตัวได้ช้าที่สุด แต่กระนั้นก็ยังคงมีไม้ผลที่เหลือรอดอีกจำนวนมาก ให้ชาวบ้านได้เก็บเอามาทำเป็นผลไม้แปรรูปรสชาติดีให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรส  เช่นเดียวกันกับนาข้าวที่แม้ยังมีร่องรอยความบอบช้ำ แต่ก็ยังทำหน้าที่อุ้มชูความอิ่มท้องของผู้คนได้เป็นอย่างดี  ผู้มาเยือนจึงไม่เพียงได้เห็นวิถีที่ผูกพันกับธรรมชาติของชาวบ้าน แต่ยังได้รู้ว่าไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ตราบที่ยังมีความหวัง เท้าก็ยังก้าวเดินได้ต่อ

kl6 kl7

สุภาษิตโบราณว่าไว้ เวลาและวารีไม่เคยคอยใคร แต่ที่คลองมหาสวัสดิ์ สายน้ำยังคงรอคอยต้อนรับนักเดินทางให้มาสัมผัสความเรียบง่ายและงดงามแห่งชีวิตดังเช่นที่ผ่านมา

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวคลองมหาสวัสดิ์

ค่าบริการ ผู้ใหญ่ 70 บาท เด็ก 40 บาท     ค่าเรือพร้อมผู้นำชม ลำละ 350 บา ท ค่ารถอีแต๋นเที่ยวละ 80 บาท (นั่งได้ 10 คน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-3429-7152, 08-1495-9091

แวะเที่ยวก่อนกลับ : นอกจากคลองมหาสวัสดิ์แล้ว จังหวัดนครปฐมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักมายาวนานอย่างพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมหุ่นขี้ผึ้งของบุคคลสำคัญทั้งไทยและเทศไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมมานานกว่า 23 ปี

kl16

และพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่อย่าง "พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก" ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะเกี่ยวกับนกฮูกในรูปแบบต่างๆไว้จำนวนมาก ทั้งงานกระดาษ งานเครื่องปั้นดินเผา งานผ้าและหนัง งานเรซิ่น งานเครื่องประดับ รวมทั้งงานไม้

kl14

kl13

***พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย***

โทร. 0-3433-2061, 0-3433-2607  เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-17.30 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 8.30-18.30 น.

ค่าเข้าชม บุคคลทั่วไป 70 บาท / นักเรียนนักศึกษา 40 บาท / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท

***พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก***

โทร. 0-3433-9721 เปิดวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 10.00-18.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-19.00 น.

ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 40 บาท / เด็ก 20 บาท