“วรรณคดีขึ้นชื่อ” เป็นวลีหนึ่งในคำขวัญจังหวัดสุพรรณบุรี และเมื่อเอ่ยถึงงานวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดนี้ ก็ต้องหมายถึง ขุนช้างขุนแผน สุดยอดวรรณคดีอมตะที่อยู่คู่สังคมไทยมาแต่โบราณ

ตัดม่านกองไว้แล้วไคลคลา เปิดมุ้งเห็นหน้าเจ้าวันทอง หลับอยู่บนเตียงเคียงข้าง ขุนช้างกอดกลมประสมสอง

ขุนช้างขุนแผนก่อเกิดจากนิทานพื้นบ้านที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่อิงเหตุการณ์ และสถานที่สำคัญในยุคนั้นได้อย่างสนุกสนานชวนติดตาม มีการเล่าต่อกันมา แล้วนำเรื่องราวมาผูกเป็นกลอนเพื่อใช้ขับเสภา ภายหลังการเสียกรุงครั้งที่ 2 บทเสภาดั้งเดิมสูญหายไปมาก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีการรวบรวมของเก่าและแต่งขึ้นใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ ร่วมกับกวีแห่งราชสำนักหลายคน รวมทั้งกวีเอกคือ สุนทรภู่

ตัวเอกของเรื่องมี 3 คน คือ ขุนช้าง ขุนแผน และนางพิมพิลาไลย ทั้ง 3 คนเป็นเพื่อนเล่นที่เติบโตมาในละแวกเดียวกัน ขุนช้างเป็นลูกของขุนศรีวิชัย และนางเทพทอง อยู่บ้านรั้วใหญ่ นางพิมพิลาไลยหรือนางพิมเป็นลูกของพันศรโยธา และนางศรีประจันต์ อยู่บ้านท่าพี่เลี้ยง ส่วนขุนแผนเป็นลูกขุนไกรกับนางทองประศรี พื้นเพเป็นคนกาญจนบุรี แต่มารับราชการที่สุพรรณบุรี

สถานที่สำคัญตลอดจนชื่อบ้านนามเมืองที่ปรากฏในวรรณคดี ก็ยังมีอยู่ในสุพรรณบุรี เช่น ต. รั้วใหญ่ บ้านของขุนช้าง และ ต. ท่าพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นบ้านของนางพิม อยู่ในเขต อ. เมืองสุพรรณบุรี ส่วนสถานที่สำคัญคือวัดป่าเลไลยก์และวัดแคนั้น ปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญของจังหวัด เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว วัดป่าเลไลยก์ตั้งอยู่ที่ ต. รั้วใหญ่ อ. เมือง เมื่อครั้งขุนแผนยังเป็นเณรแก้ว ได้มาอาศัยบวชเรียนกับสมภารมี ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้ จนขุนแผนเทศน์ได้เก่งทั้งที่อายุยังน้อย เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ จะมีชาวบ้านมาทำบุญที่วัดป่าเลไลยก์มาก ดังปรากฏในเสภาว่า

 

“ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ  ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า จะทำบุญให้ทานการศรัทธา  ต่างมาที่วัดป่าเลไลยก์ หญิงชายน้อยใหญ่ไปแออัด  ขนทรายเข้าวัดอยู่ขวักไขว่ ก่อพระเจดีย์ทรายเรี่ยรายไป  จะเลี้ยงพระกะไว้ในพรุ่งนี้ นิมนต์สงฆ์สวดมนต์เวลาบ่าย  ต่างฉลองพระทรายอยู่อึงมี่ แล้วกลับบ้านเตรียมการเลี้ยงเจ้าชี  ปิ้งจี่สารพัดจัดแจงไว้ ทำน้ำยาแกงขมต้มแกง  ผ่าฟักจักแฟงพะแนงไก่ บ้างทำห่อหมกปกปิดไว้  ต้มไข่ผัดปลาแห้งทั้งแกงบวน บ้างก็ทำวุ้นชาสาคู  ข้าวเหนียวหน้าหมูไว้ถี่ถ้วน หน้าเตียงเรียงเล็ดข้าวเม่ากวน  ของสวนส้มสูกทั้งลูกไม้”

จากบทเสภาข้างต้นนี้ จะเห็นภาพชีวิตและการทำบุญของคนสุพรรณสมัยโบราณได้อย่างชัดเจน บางอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่บางอย่างมีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงสงกรานต์ยังคงมีงานใหญ่ที่วัดป่าเลไลยก์ คือประเพณีนมัสการหลวงพ่อโต หรือหลวงพ่อวัดป่า ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณบุรี เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนสูง 23 เมตร ประทับห้อยพระบาท พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางอยู่บนตัก ด้านขวาวางหงาย ด้ายซ้ายวางคว่ำ แต่เดิมหลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ต่อมามีการบูรณะและสร้างพระวิหารครอบ แต่ช่างอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงบูรณะองค์พระให้เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ มีรูปลิงถวายรวงผึ้งและช้างหมอบชูงวงถวายกระบอกน้ำ ในแต่ละวันจะมีคนจำนวนมากแวะเวียนไปกราบไหว้หลวงพ่อโต โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้คนจะหนาตาเป็นพิเศษ ส่วนในช่วงงานนมัสการหลวงพ่อโตซึ่งจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ ในช่วงสงกรานต์และลอยกระทง จะมีร้านจำหน่ายสินค้านานาชนิดอยู่เต็มลานวัด ในช่วง 40-50 ปีก่อน สมัยที่ยังมีการสัญจรทางน้ำ หนุ่มสาวชาวบ้านต่างพายเรือไปร่วมงานบุญที่วัดป่าเลไลยก์ ถึงตอนค่ำก็นำเรือไปจอดริมฝั่งในตัวเมืองสุพรรณ เล่นเพลงอีแซวขับขานสนุกสนานไปทั่วคุ้งน้ำ เพราะส่วนใหญ่ต้องค้างคืนอยู่ในเมือง ไม่สามารถกลับบ้านที่อยู่ห่างไกลได้ทันค่ำ แกงบวนที่ปรากฏในบทเสภา เป็นอาหารพื้นบ้านที่หากินได้ยากในปัจจุบัน มีเฉพาะในงานบุญ งานพิธีใหญ่เท่านั้น เนื่องจากมีวิธีการปรุงค่อนข้างยาก ถ้าทำไม่ดีจะมีกลิ่นเหม็นคาวของเครื่องในหมู ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ การทำแกงบวนนั้น เริ่มจากนำเนื้อหมูสามชั้น ตับและไส้ที่ผ่านการล้างสะอาดแล้ว ไปต้มกับกะทิ ผสมน้ำใบมะตูม จากนั้นใส่เครื่องแกงลงไป เครื่องแกงนี้ประกอบด้วยข่า ตะไคร้ กระชาย ลูกผักชี ยี่หร่า ผิวมะกรูด หอม กระเทียม กะปิ เคี่ยวจนกระทั่งหมูเปื่อย ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือ แล้วฉีกใบมะกรูดใส่ลงไป รสชาติออกไปทางหวาน เค็ม มัน

หลวงพ่อโต หรือหลวงพ่อวัดป่าในวิหารวัดป่าเลไลยก์ วิหารหลวงพ่อโต

วัดป่าเลไลยก์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ จ.สุพรรณบุรี นอกจากการนมัสการหลวงพ่อโตแล้ว ควรไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังบริเวณระเบียงคด ซึ่งเป็นเรื่องราวจากวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน นอกจากนี้ยังมีเรือนขุนช้าง เป็นเรือนไทยหมู่ขนาดใหญ่ รอบๆ บริเวณร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สวยงาม พื้นเรือนเป็นไม้สักขัดมันเงางาม มีหลายหลัง แต่ละหลังเชื่อมด้วยชาน ยกพื้นสูงมีบันไดขึ้นด้านหน้า ซึ่งเป็นมุขยื่นออกมาจากหอกลาง มีเรือนอีก 3 หลังล้อมรอบหอกลางซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ภายในเรือนขุนช้างยังมีการจัดแสดงเครื่องทองเหลือง ชามสังคโลก

เรือนไทยหมู่ขนาดใหญ่ แสดงฐานะอันมั่งคั่งของขุนช้าง หอพระในเรือนขุนช้าง

ไม่ไกลจากวัดป่าเลไลยก์ มีอีกวัดหนึ่งคือ วัดแค ที่เกี่ยวโยงกับขุนแผนคือสมัยที่เป็นเณรแก้วก็ไปร่ำเรียนวิชาคาถาอาคมกับสมภารคง ซึ่งรู้จักมักคุ้นกับขุนไกรผู้เป็นบิดา ดังปรากฏในบทเสภาว่า

“โบกปัดพัดวีพระอาจารย์  ให้สำราญรื่นจิตพิสมัย ปฏิบัติมิให้ขัดข้องเคืองใจ  สมภารแนะนำให้ไม่ช้าการ สะกดทัพจับพลทั้งปลุกผี  ผูกพยนต์ฤทธีกำแหงหาญ ปัถมังกำบังตนทนทาน  สะเดาะดาลโซ่กุญแจประจักษ์ใจ ทั้งพิชัยสงครามทั้งความรู้  อาจจะปราบศัตรูไม่สู้ได้ ฤกษ์ผานาทีทุกสิ่งไป  ทั้งเสกใบมะขามเป็นต่อแตน”

 

เรือนขุนแผน ตัวละครในวรรณคดีที่แสนเสน่ห์ในหมู่หญิงสาว มะขามอายุนับร้อยปีในวัดแค ที่ขุนแผนเสกใบให้เป็นต่อแตน วิหารในวัดแค

ปัจจุบันวัดแคมีต้นมะขามยักษ์ขนาดหลายคนโอบ ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นมะขามต้นเดียวกับที่ขุนแผนปลุกเสกใบมะขามให้เป็นต่อ แตน ใกล้กับต้นมะขามยักษ์มีเรือนขุนแผน เป็นเรือนไทยหมู่จำนวน 4 หลังติดต่อกันล้อมรอบหอกลางซึ่งเปิดโล่ง แต่มีขนาดเล็กกว่าเรือนขุนช้างที่วัดป่าเลไลยก์ เพราะขุนช้างร่ำรวยกว่าขุนแผน วรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ไม่เพียงแต่เกี่ยวโยงกับสถานที่สำคัญในตัวเมืองสุพรรณบุรีเท่านั้น หากแต่ยังมีอิทธิพลในการตั้งชื่อถนนหนทางในตัวเมืองสุพรรณบุรีอีกด้วย ซึ่งล้วนเป็นชื่อในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ทั้งสิ้น เช่น ถ. พระพันวษา ถ. เณรแก้ว ถ. หมื่นหาญ ถ. นางพิม ถ. ม้าสีหมอก ถ. ขุนช้าง ถ. ดาบฟ้าฟื้น เป็นต้น

มนัส โอภากุล  มนัส โอภากุล ปราชญ์เมืองสุพรรณ

สุพรรณบุรีมีความสำคัญในแง่ที่ว่า ถ้าไม่มีสุพรรณบุรี ก็ไม่มีอยุธยา เพราะพระเจ้าอู่ทอง ไปจากสุพรรณบุรีเพื่อสร้างกรุงศรีอยุธยา สมัยก่อน การเดินทางจากสุพรรณบุรีไปกรุงเทพฯ ค่อนข้างลำบากเพราะไม่มีถนน ต้องนั่งเรือไปสถานีวัดงิ้วราย นครชัยศรี แล้วต่อรถไปเข้ากรุงเทพฯ ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ มีถนนกันหมดแล้ว ทั้งนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี อยุธยา อ่างทอง

งานวัดป่าเลไลยก์สมัยก่อน ถ้าเป็นงานเดือน 5 คนจะเดินมาทางทุ่งนา ถ้าเดือน 12 น้ำมาก คนจะแจวเรือมา แล้วจอดอยู่บริเวณหน้าตลาดไปจนถึงวัดประตูสาร คนเยอะไม่เหมือนสมัยนี้ เมื่อก่อนทางทิศเหนือของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมีเจดีย์เก่าแก่ 30-40 องค์ ถ้าอยู่มาจนถึงบัดนี้ คงเป็นที่น่าท่องเที่ยวมาก แต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ ถูกบอมบ์ ชาวบ้านรื้อเจดีย์ลงหมด เอาอิฐลงเรือไปขายคนกรุงเทพฯ       

ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ผมแนะนำให้เข้าวัดไผ่โรงวัว หลวงพ่อขอมท่านเนรมิตทุ่งนาให้กลายเป็นโบราณวัตถุสถานอย่างน่าสนใจ ถ้ามีเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก็จะเยี่ยมทีเดียว