ทักทายหลังสงกรานต์ กับการหยุดอยู่บ้านในรอบหลายปี สำหรับวันนี้เราจะพาทุกคนย้อนรอยอดีต ไปในสมัยรัชกาลที่ 5 

ต้องบอกก่อนว่าการไปเที่ยวในครั้งนี้ เกิดจากการที่เพื่อนเราเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นก็งานล้นมือกันทั้งคู่ เลยตัดสินใจกันว่า หาวันว่าง และไปเที่ยวกันตามสไตล์เรา บวกกับช่วงนั้นกำลังอินเรื่องวัง ๆ (ติดเรื่องปลายจวัก 5555) ก็เลยตัดสินใจไปเที่ยวชมวังพญาไทกัน

ปล. เรากับเพื่อนไปเที่ยววังพญาไทก่อนโควิด-19 ระบาดนะคะ ^^

พระราชวังพญาไท

พระที่นั่งพิมานจักรี


สำหรับการเดินทางในครั้งนี้เราเริ่มจากนั่ง BTS ลงสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ  เดินออกไปทางเกาะราชวิถี แล้วข้ามสะพานลอยไปฝั่งโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรณีนี้หากใช้ขนส่งสาธารณะ (รถเมล์ รถไฟฟ้า BTS) ก็สามารถเดินเอาได้ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ถ้าใช้รถส่วนตัว เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะจอดตรงไหนได้บ้าง แต่วันที่เราไปรถค่อนข้างเยอะ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ก็พบว่ารถเยอะเป็นปกติ เขาแนะนำว่าหากไม่อยากเสียเวลาให้ใช้ขนส่งสาธารณะจะสะดวกกว่า อิอิ

Advertisement

Advertisement

เมื่อถึงปุ๊ป เดินเข้าไปในรั้ววังก็จะเจอร้านกาแฟนรสิงห์ก่อนเลย แต่ตอนนั้นตื่นเต้น อยากเข้าวัง เลยได้มานั่งหลังจากชมวังเสร็จแล้ว 5555 ร้านกาแฟนี้เป็นร้านเล็ก ๆ (เล็กจริง เล็กมาก ๆ ) ถึงจะเป็นร้านกาแฟแต่จากที่เห็นมามีทั้งของคาว ของหวานเลยนะเออ ส่วนบรรยากาศร้านก็ดีมาก คลาสสิคเวอร์ และจากที่ฟังมาเขาว่ากันว่าร้านนี้เดิมทีเหมือนจะเป็นเรือนรับรองแขกที่มาเข้าเฝ้า ดังนั้น ทั้งร้านก็จะมีกลิ่นอายของตะวันตก เหมือนนั่งอยู่ฝรั่งเศส 555555

ร้านกาแฟนรสิงห์เมื่อเดินออกจากร้านกาแฟ ฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นวังพญาไท เดินเข้าไปมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการอยู่ข้างหน้าเลย ในรั้ววังเปิดให้เข้าทุกวัน แต่ถ้าเข้าเยี่ยมชมภายในวังจะเปิดแค่วันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 2 รอบ รอบ 9.30 กับ 13.00 มีวิทยากรอาสาสมัครพาชม และบรรยายให้ความรู้ทั่วไป แต่มีกฎสำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือ ตอนเข้าชมต้องแต่งตัวสุภาพ (เขาตรวจเข้มมาก ผู้หญิงใส่กระโปรง/ขาสั้นจะมีผ้านุ่งให้ใส่ทับ) เอาโทรศัพท์/กล้องเข้าไปได้ แต่กระเป๋า หรือสัมภาระอื่น ๆ ต้องฝากไว้ข้างนอก

Advertisement

Advertisement

พระตำหนักเมขลารูจี

พระตำหนักเมขลารูจี 


ในส่วนของอัตราค่าเข้าชมคือ 0 บาท ง่าย ๆ ก็คือเข้าชมฟรีนั่นเอง แต่ !!! จะจำกัดจำนวนคนที่เข้าไปในแต่ละรอบ ดังนั้น ถ้าอยากเข้าชมในวังก็ต้องรีบไปจองคิว ในการจองคิวนี้เจ้าหน้าที่เขาจะมีบัตรให้ ส่วนทางเราในวันนั้นไปเวลาใกล้ ๆ แต่ก็ได้เข้า เพราะคนน้อย ซึ่งพี่เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าคนเยอะคนน้อยแล้วแต่วัน กะเกณฑ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องรีบไปจองคิวจ้า !!!!!

Advertisement

Advertisement

พระตำหนักเมขลารูจีหน้าพระตำหนักเมขลารูจี


พอเริ่มเดินเข้าชมด้านในของวังพี่เจ้าหน้าที่ก็เริ่มให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยต่าง ๆ ส่วนเราก็เดินชมแบบล่องลอย เพราะมันสวยมาก ๆ ทำให้ไม่ค่อยได้ฟังที่เขาบรรยายสักเท่าไหร่ แต่ก็พอจับใจความได้ว่าวังพญาไทเป็นตำหนักเล็ก สร้างขึ้นสมัย รัชกาลที่ 5 โดยใช้สถาปัตยกรรมตะวันตก แต่ที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็คือผ่านการบูรณะแล้ว เนื่องจากรัชกาลที่ 6 ทรงให้รื้อบางส่วนแล้วสร้างที่ประทับใหม่ 4 แห่ง แล้วก็ตั้งชื่อที่ประทับทั้ง 4 ให้คล้องจองกัน คือ พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พิมานจักรี ศรีสุทธนิวาส เทวราชสภารมย์ (มีอยู่แล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5) และอุดมวนาภรณ์

พระตำหนักเมขลารูจี

เพดานภายในพระตำหนัก คลาสสิคมาก


จากนั้นพี่เจ้าหน้าที่เขาก็พาเดินชมไปทีละห้อง แต่ก็ตำรายละเอียดอะไรไม่ค่อยได้เช่นเดิม มัวแต่ตะลึงกับความงดงาม และดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดคลาสสิค แต่มีห้องหนึ่งที่เราชอบมาก ก็คือห้องทรงพระอักษร (ห้องนี้คือจำได้แม่นสุด) ห้องอยู่ตรงโดมชั้นสอง เป็นห้องที่สวยมาก สวยจนไม่รู้จะบรรยายยังไง ในห้องนี้จะมีตู้หนังสือสีขาวลายทอง มีลายมือรัชกาลที่ 6 อยู่ที่ตู้ด้วย แล้วอีกอย่างคือที่กลอนประตูมันจะมีฟังก์ชันอะไรสักอย่างที่เห็นแล้วแบบว้าวมาก คือเห็นแล้วต้องหันไปคุยกับเพื่อนว่า คนสมัยก่อนฉลาด อ้อ ลืมบอกไปว่า คือเดินชมเขาจะพาไปดู Presentations เกี่ยวกับประวัติต่าง ๆ ก่อน ในส่วนนี้ก็ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ แต่ใด ๆ ก็คือ แอร์เย็นฉ่ำมาก

พระราชตำหนักสิ่งของภายในพระตำหนัก ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี 


การไปเที่ยวชมวังของเราในครั้งนี้มันไม่ได้เป็นแค่การไปเที่ยวเดินดูเล่น ๆ แล้วก็จบไป แต่มันเป็นเหมือนการไปศึกษาประวัติศาสตร์เล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ของบ้านเมืองเราในยุคที่คนเขาเรียกกันว่า ยุคศิวิไลซ์ ต้องบอกเลยว่าถ้าเข้าไปแล้วจะไม่น่าเบื่อแน่นอน เพราะสถาปัตยกรรมที่อยู่ข้างในมันงดงาม ชวนหลงใหลมาก ๆ ใครที่ชอบความคลาสสิค ชอบประวัติศาสตร์ โหยหาบรรยากาศโบราณ เราขอแนะนำให้ไปเที่ยวชมวังพญาไทสักครั้ง แล้วจะไม่รู้สึกผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ^^