•                          “FedEx เปิดตัว SameDay Bot หุ่นยนต์ขนส่งสินค้าระบบอัตโนมัติ”
  •                           “DHL ปล่อยโดรนนำจ่ายสิ่งของอัตโนมัติในประเทศจีน”
  •                          “‘ไปรษณีย์จีน จับมือเอกชน บินโดรน U650 ขนส่งพัสดุข้ามทะเลเป็นครั้งแรกของประเทศ”

            พาดหัวข่าวข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ใน Supply Chain มากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการขนส่ง โดยให้ความสำคัญกับการนำจ่ายในช่วงสุดท้าย (Last Mile Delivery) เนื่องจากเมื่อสิ่งของส่งไปถึงผู้รับปลายทางจะสิ้นสุดกระบวนการขนส่งจากต้นน้ำ (Upstream) จนถึงปลายน้ำ  (Downstream) ทำให้ลูกค้าผู้ใช้บริการเกิดความพึงพอใจสามารถส่งสิ่งของให้กับผู้รับได้ถูกต้อง (Right Customer) และตรงตามเวลา (Right time) สำหรับ Supply Chain ของไปรษณีย์ไทยนั้น เมื่อลูกค้าผู้ใช้บริการฝากส่งสิ่งของ ณ ที่ทำการไปรษณีย์รับฝากต้นทางซึ่งเป็นที่ทำการไปรษณีย์ลูกข่าย (Spoke) จะมีการคัดแยกรวบรวมสิ่งของให้กับที่ทำการไปรษณีย์ศูนย์กลางจ่าย หรือที่ทำการไปรษณีย์รับจ่าย จัดส่งรวบรวมมาคัดแยกที่ศูนย์ไปรษณีย์ (Hub) เพื่อกระจายให้กับที่ทำการไปรษณีย์ปลายทางส่งให้ผู้รับต่อไป โดยทั้งหมดก็จะมีกิจกรรมโลจิสติกส์เกิดขึ้นทั้งการขนส่ง การรับสิ่งของ การคัดแยก การจัดการในศูนย์ไปรษณีย์ และการติดต่อสื่อสาร เป็นต้น

Advertisement

Advertisement

เครื่องคัดแยก                                      ขอบคุณภาพจาก https://www.springnews.co.th/programs/scoop-th/254380

            ทั้งนี้การจัดการ Supply Chain ให้มีความเหมาะสมนั้นต้องพิจารณา 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการตอบสนอง (Responsiveness) อย่างรวดเร็ว เช่น จัดส่งสิ่งของได้อย่างรวดเร็วแก่ลูกค้า สร้างผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่เพื่อปรับปรุงบริการเดิม และการส่งของมีช่วงเวลานำ (Lead Times) ในการรอรับสินค้าที่ไม่นาน เป็นต้น ส่วนอีกด้านหนึ่งคือการบริการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ลดต้นทุนของกิจการได้ ซึ่งทั้งสองด้านเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในหลายองค์กรเนื่องจากมีความขัดแย้งกัน เพราะการตอบสนองอย่างรวดเร็วต้องแลกกับต้นทุนรวมที่เพิ่มขึ้น ทว่าหลายองค์กรก็พยายามนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายไปพร้อมกัน ย้อนกลับมาที่ไปรษณีย์ไทยก็มีการให้ความสำคัญกับการนำจ่ายในช่วงสุดท้ายเช่นเดียวกัน ปัจจุบันเริ่มมีการติดต่อโทรหาผู้รับแล้วโดยเฉพาะบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) เพื่อให้เตรียมชำระเงิน และนัดหมายเวลานำจ่าย หรือบางที่ทำการไปรษณีย์มีบริการรับฝากสิ่งของนอกสถานที่ด้วยเช่นกัน สำหรับการโทรนัดแนะนำจ่ายลูกค้าเป็นลักษณะ On Demand Delivery  ช่วยให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ และเป็นการตอบสนองอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสามารถรักษาฐานของลูกค้าได้อีกด้วย

Advertisement

Advertisement

cod ขอบคุณภาพจาก https://www.thailandpost.co.th/index.php?page=article_detail&addon=article&topic_id=15825&group_id=11

            อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการทำงานก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะสามารถลดต้นทุนได้  จากการศึกษางานวิจัยหลายชิ้นพบว่าต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ซึ่งสูงที่สุดคือต้นทุนด้านการขนส่ง ไปรษณีย์ไทยก็มีต้นทุนการขนส่งหลายเส้นทางด้วยกันทั้งการขนส่งระหว่างที่ทำการไปรษณีย์ไปศูนย์ไปรษณีย์ และบ้านผู้รับปลายทาง จึงต้องหาระบบจัดการบริหารเส้นทางให้เหมาะสม (Vehicle Routing Optimization) เพื่อช่วยในการลดต้นทุนด้านขนส่ง นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีนวัตกรรมอย่างหนึ่งที่เป็นประโยชน์กับไปรษณีย์คือตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะ (iBox) ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่ง แก้ไขปัญหาการนำจ่ายใหม่ ปัญหาสิ่งของเสียหาย ช่วยให้ปริมาณงานห้องรอจ่ายลดลง และยังสามารถตอบสนองลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยสามารถติดต่อรับสิ่งของได้ในเวลาที่สะดวก ทั้งยังมีการเริ่มโครงการตู้ iBox24 ให้สามารถรับฝากและนำจ่ายได้ภายในตู้เดียว ซึ่งสามารถลดต้นทุนและเพิ่มการตอบสนองอย่างรวดเร็วแก่ลูกค้า และเพิ่มรายได้ให้กับไปรษณีย์ไทยด้วยเช่นกัน

i box                                  ขอบคุณภาพจาก https://www.thailandpost.co.th/un/article_detail/article/11/14088 

            ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด การไหลของการเงิน (Financial Flow) ใน Supply Chain จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับไปรษณีย์ไทย เพราะมีการสั่งสินค้า E-commerce มากขึ้นและไปรษณีย์ไทยก็มีบทบาทหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับส่งสินค้า ต้องเก็บเงินค่าสินค้าให้กับผู้ฝากส่งเมื่อนำจ่ายให้ผู้รับเรียบร้อยแล้ว บริการเก็บเงินปลายทาง และผูกกับกระเป๋าเงินไปรษณีย์ ([email protected]) โดยลูกค้าสามารถรับเงินที่ไปรษณีย์หรือโอนผ่านไปบัญชีธนาคารได้ จึงตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดีเพิ่มโอกาสการแข่งขัน และสามารถบริหารจัดการ Supply Chain ไปพร้อมกัน

wallet                               ขอบคุณภาพจาก https://www.thailandpost.co.th/un/article_detail/product/570/7752

            จะเห็นได้ว่าการจัดการ Supply Chain ให้มีความเหมาะสมนั้นจำเป็นต้องพิจารณา 2 ด้าน ได้แก่การตอบสนองต่อลูกค้าที่รวดเร็ว และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุน ซึ่งนวัตกรรมและแนวคิดหลายอย่างของไปรษณีย์ไทยทั้งการโทรนัดลูกค้า ตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะ บริการเก็บเงินปลายทาง ล้วนมีส่วนขับเคลื่อน Supply Chain ของธุรกิจไปรษณีย์ให้ประสบความสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องพิจารณาด้านอื่นด้วยโดยเฉพาะการบริหารจัดการรายได้ (Revenue Management) ขององค์กร และการให้ความสำคัญกับบุคลากร หากสามารถพัฒนาศักยภาพและปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ถึงแม้ศึกธุรกิจขนส่งจะแข่งขันดุเดือดเพียงใด ไปรษณีย์ไทยจะยืนหนึ่งในใจลูกค้าอย่างแน่นอน