​​​​​​ หนึ่งในสถานที่หลอนสุดฮิตไม่ว่ายุคสมัยไหนสถานที่ที่มีเรื่องราวเล่าขานอยู่เสมอ .. นั่นก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนนั่นเอง

เรื่องนี้..ต้องเล่าย้อนกลับไปประมาณ ๔๐-๕๐ ปีก่อน ณ โรงเรียนฝรั่งที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งย่านบางรักถนนเจริญกรุง
ซึ่งในตอนนั้นยังไม่ถือว่ารุ่งเรืองเหมือนเดี๋ยวนี้  โดยเฉพาะสาขาแผนกประถม โรงเรียนนี้จะมีเพียงประตูไม้ ที่ใช้สำหรับให้เปิดเข้าไปเท่านั้น
เมื่อเดินตรงเข้าไปก็จะเป็นเรือนไม้หลังใหญ่ ซึ่งตรงนั้นปลูกมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบได้ เป็นเรือนสูงมีชั้นล่างซึ่งเป็นชั้นมูลและเป็นห้องอาหารสำหรับเด็ก ๆ ส่วนชั้นบนเวลาขึ้นไปก็สามารถขึ้นได้ทั้ง ๒ ทาง  บันไดข้างหนึ่งมีต้นมะขวิดต้นใหญ่ เวลากระดิ่งพักเรียน ซึ่งมีอยู่ ๓ เวลาด้วยกัน นั่นก็คือ ๑๐ โมงเช้า และเวลาก่อนเที่ยง ๑๑. ๓๐ และช่วงเย็น ๑๕. ๔๕ ตามลำดับของทุกวัน  

Advertisement

Advertisement


 
 
ส่วนด้านหลังของโรงเรียนนั้นเป็นกอไผ่เก่าแก่
มีลักษณะร่มครึ้มอยู่ และบางทีกำลังนั่งเรียนกันอยู่ก็มีนกเค้าแมว ซึ่งแต่ก่อนพวกเราจะเรียกกันว่านกฮูก ซึ่งนกฮูกนั้นล่ะที่เกาะอยู่ที่กอไผ่ ดวงตามันจะกลมๆ
โตของมันดูน่ากลัวมากสำหรับพวกเด็ก ๆ และใคร ๆ ก็พูดกันว่ามันเป็นนกผีสำหรับมานำดวงวิญญาณของคนที่ใกล้จะตายไปจากร่างของผู้นั้นเวลามันโผล่มาตอนนักเรียนกำลังเรียนอยู่ก็จะไม่เป็นอันมีสมาธิที่จะเรียนกัน แทบทุกห้องเด็กนักเรียนจะวิ่งถลาไปออกันอยู่เต็มหน้าต่างด้านหลังกันหมด

พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานาตามประสาเด็ก ๗-๘ ขวบคุณครูบางท่าน ที่อายุน้อยหน่อยก็จะพลอยตื่นเต้นไปกับเด็กด้วย แต่บางท่านที่เข้มงวดก็จะเอาไม้บรรทัดฟาดกับโต๊ะดังเปรี้ยง พื่อเรียกให้เด็กๆนั้นกลับมานั่งที่ตามปกติเพื่อจะได้เรียนกันต่อไป

Advertisement

Advertisement

 ฟังดูผิวเผินก็ไม่น่าจะมีเรื่องหลอนอะไร ดูจะเป็นโรงเรียนปกติด้วยซ้ำ แต่ เช้าวันหนึ่งเมื่อดิฉันได้มาถึงโรงเรียนตามปกติเหมือนทุกวัน
ก็เห็นพวกเด็กนักเรียนทั้งชายและหญิง จับกลุ่มพูดอะไรกันอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ไปแทบทุกห้องไม่มีใครออกไปวิ่งเล่นที่หลังโรงเรียนเหมือนทุกวัน

ดิฉันเก็บกระเป๋าเข้าตู้แล้วก็รีบเดินมาหาเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งก็กำลังรีบเดินเข้ามาหาดิฉันด้วยหน้าตาที่ตื่นตระหนกพลางปากก็เล่าว่า

เมื่อวานนี้ตอนโรงเรียนเลิกแล้ว ทุกคนที่ผู้ปกครองมารับ หรือพวกที่อยู่บ้านใกล้กับโรงเรียนก็ทยอยกันกลับบ้านไปบ้างแล้วจะเหลืออยู่เฉพาะที่ผู้ปกครองติดธุระมาช้า เด็กที่เหลืออยู่ก็เลยเล่นอยู่รอบ ๆ บริเวณโรงเรียนและมีนักเรียน ๔-๕ คนที่เรียนอยู่ชั้นเดียวกับดิฉันได้ขึ้นไปเล่นซ่อนหากันอยู่ชั้นบนของห้องเรียน

Advertisement

Advertisement

ซึ่งภารโรงยังไม่ได้ขึ้นมาปิดประตูเล่นกันอยู่เกือบ 6 โมงเย็นก็มีผู้ปกครองมารับกลับบ้านแต่เพื่อน ของดิฉันคนหนึ่งไม่ได้อยู่ในที่นั้นถามเพื่อนๆ

ที่เล่นอยู่ด้วยกันก็ไม่เห็นไม่รู้หายไปทางไหนก็เล่นกันอยู่ ๔-๕ คนเท่านี้และก็ไม่ได้วิ่งลงไปข้างล่างเสียด้วยซ้ำ ผู้ปกครองก็ตกใจช่วยมาหากันใหญ่ คุณครูที่อยู่เวรพร้อมทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตของโรงเรียนก็ช่วยกันหา ดูทุกห้องที่มีอยู่ประมาณ ๔-๕ ห้องก็ไปเห็นเสาของโรงเรียนห้องสุดท้ายมีเหมือนน้ำมันเยิ้มอยู่ ๑ ต้น
 ก็ไม่ทราบว่าผู้ปกครองของเด็กคิดอย่างไรแต่เพื่อนของดิฉันเล่าให้ฟังว่าผู้ปกครองเด็กรีบวิ่งไปหาพระพุทธรูปมาได้ ๑ องค์ก็เอามาตั้งบนโต๊ะและจุดธูป ๓ ดอกบอกกล่าวขอขมาและขอลูกคืนซึ่งเพื่อนดิฉันตอนนี้ก็ทำท่าขนลุกขนพองเล่าว่า


เห็นเพื่อนคนที่หายไปยืนหน้าขาวซีดอยู่ที่ข้างเสาต้นนั้นนั่นเองพอหายตกใจเลิกร้องไห้กันแล้ว เขาก็บอกให้ฟังว่าเค้ากำลังวิ่งเล่นซ่อนหากันอยู่

เผอิญได้ยินเสียงเพื่อนเดินเรียกกระชั้นชิดเข้ามาไม่รู้ว่าจะวิ่งไปแอบตรงไหนดีก็รีบวิ่ง เอาตัวไปเบียดให้เสาต้นที่ตกน้ำมันต้นนั้นบังไว้

 


แต่พอเบียดชิดเข้าไปก็เหมือนมีมือคนมาดึงเข้าไปในเสาจนหายใจจะไม่ออก และก็ไม่รู้ว่าตัวเองหลุดออกมายืนจนผู้ปกครองเห็นได้อย่างไร

                         ผู้ปกครองของเด็กคนนั้นก้มลงกราบพระพุทธรูปที่เขาไปนำมาเพื่อช่วยลูกให้รอดตายกลับออกมาได้ด้วยความดีใจ

                              และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีเด็กคนไหนกล้าขึ้นไปเล่นซ่อนหาตอนเย็น ๆ ที่ชั้นบนของโรงเรียนอีกเลย

     เพราะกลัวว่าจะถูกลากเอาเข้าไปไว้ในเสาต้นนั้นอีกและอาจจะไม่โชคดีเหมือนเพื่อนของดิฉันคนนั้นที่ยังได้หลุดออกมาโดยยังไม่ตายเสียก่อน

                          ผู้ใหญ่ในสมัยก่อนจึงมักจะบอกกับเด็กๆหรือลูกหลานไว้เสมอๆว่าห้ามเล่นซ่อนหาในตอนกลางคืนหรือเวลาโพล้เพล้

                                         อาจจะเจอกับสิ่งเร้นลับอย่างเช่นที่คนในสมัยก่อนพูดถึงอย่าง "ผีบังตา" หรือ"ผีลักซ่อน" นั่นเอง