10วันนี้มาแบบตรง ๆ เลย คือจะมา รีวิวคณะ ครุอาร์ต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ผู้เขียนได้เรียนที่นี่ซึ่งก็จบไปก็ยังไม่ถึง 10 ปีหรอกนะ 555 แต่ปัจจุบันก็คือยังใช้ความรู้จากที่นี่ ในการประกอบอาชีพอยู่ก็คือเป็นครูสอนศิลปะ นี่แหละ ซึ่งคณะนี้ได้ให้ความรู้หลาย ๆ อย่างมาก ๆ ได้ให้ประสบการณ์และทำให้ได้เจอความชอบของตัวเองตอนฝึกสอน และปัจจุบัน การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกรายสาขาของ THE (Times Higher Education) World University Rankings 2020 by subject: Education คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้อันดับ 126-150 ของโลกและอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยองค์ประกอบสำหรับการพิจารณาจัดอันดับ ได้แก่

  1. Teaching
  2. Research
  3. Citations (คณะครุศาสตร์ ได้ถึง 76.2)
  4. International Outlook และ
  5. Industrial Income

อ้างอิงจาก  www.timeshighereducation.com

Advertisement

Advertisement

ชื่อเต็ม ๆ ของสาขาคือ : สาขาศิลปศึกษา ภาควิชาศิลปะ ดนตรีและนาฏศิลป์  คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่อย่อๆที่รู้กันทั้งมหาลัยคือ "ครุอาร์ต"
โดยหลักสูตรที่เปิดสอน มีดังนี้

  1. ป.ตรี หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา ค.บ.(ศิลปศึกษา)
  2. ป.โท หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา ค.ม.(ศิลปศึกษา)
  3. ป.เอก หลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา ค.ด.(ศิลปศึกษา)

ทุนการศึกษา : ที่นี่มีทุนการศึกษาด้วยนะซึ่งตอนที่ผู้เขียนเรียนก็ได้ขอทุนการศึกษาเหมือนกัน แต่ในปัจจุบันนี้มีทุนเรียนเต็มจำนวนด้วย คือจะคัดตั้งแต่การสอบเข้าเลย เช่นทุนด้านศิลปะไทย ทุนสำหรับนักเรียน ม.6 ที่ได้ไปประกวดแข่งขันระดับชาติหรือนานาชาติ 1-3 อันดับแรก ฯลฯ ทุนการศึกษาจะมีทุกปีนะ แต่อาจจะมีข้อกำหนดไม่เหมือนกัน ใครที่สนใจต้องเข้า Facebook : ครุศิลป์ จุฬาฯ Art Education, Chulalongkorn University

Advertisement

Advertisement

ส่วนระดับ ป.โท ก็มีทุนการศึกษาใน โครงการสู่ความเป็นเลิศด้านศิลปะไทย. ระดับบัณฑิตศึกษา
ค่าเล่าเรียน : ป.ตรี เริ่มใช้กับนิสิตใหม่ ปีการศึกษา 2563 ซึ่ง สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จะจัดอยู่ในนิสิตคณะกลุ่มสังคมศาสตร์ (ในมหาลัยจะมีสายสังคมศาสตร์ สายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ) อัตราค่าเล่าเรียนตามประกาศดังนี้

  1. นิสิตระดับปริญญาตรี ภาคการศึกษาละ 21,000 บาท
  2. นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท-เอก) ภาคการศึกษาละ 24,500 บาท7

หลักสูตรและการเรียนในแต่ละปี : ผู้เขียนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จึงขออธิบายโครงสร้างคณะและหลักสูตรของปริญญาตรี ซึ่งเอกศิลปศึกษาจะเป็นเอกเดี่ยว ไม่มีเอกคู่ จะแบ่งออกเป็นวิชาบังคับและวิชาเลือก ซึ่งหน่วยกิตทั้งหมดต้องเรียน 5 ปี หน่วยกิตวิชาบังคับ 45 หน่วยกิต วิชาเลือก 20 หน่วยกิต นอกจากนี้ก็มีวิชาพื้นฐานทั่วไปที่เรียกว่า Gen-ed เรียนรวมกับคณะอื่น ๆ เช่นภาษาอังกฤษ ภาษาไทย วิจัยในชั้นเรียน สถิติ การวัดการประเมินผล เรียกว่าวิชาศาสตร์ความเป็นครูอื่น ๆ1

Advertisement

Advertisement

ปี 1 : จะเรียนเกี่ยวกับ พื้นฐานด้านการวาดเส้น การแรเงา ประติมากรรมสำหรับครู ศิลปศึกษาขั้นนำ เรียกได้ว่าเรียนพื้นฐานของศิลปะทุกประเภทเลยที่มาในสายทัศนศิลป์ โดยจะยังไม่ลงลึกมาก ใครที่ไม่มีพื้นฐาน วาดรูปไม่สวย วาดรูปไม่เก่ง หรือวาดเป็นน้อย อะไรก็ตามแต่มาฝึกได้เลยจากวิชาพื้นฐาน เพราะเป็นวิชาบังคับ จะเริ่มเลือกเรียนวิชาเลือกในสาขาได้ก็ตอนปี 1 เทอม 2 จนถึงปี 4 เลย สำหรับวิชาเลือกก็มีหลายวิชาเยอะมาก ๆ กว่า 69 รายการให้ผู้เรียนได้เลือกเรียน มีวิชาที่น่าสนใจเยอะมาก ๆ สามารถติดตามหลักสูตรปัจจุบันได้ที่เว็บไซต์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ www.edu.chula.ac.th8

ชีวิตการรับน้อง : จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ 55 เพราะเป็นจุดเด่นของที่นี่สมัยนั้น เนื่องจากตอนผู้เขียนเรียนก็มีเรื่องของการรับน้อง เข้าห้องเชียร์ มีพี่ว๊าก จริงจังมาก ๆ สำหรับสาขานี้ มีเชียร์โต้ มีกิจกรรมให้น้อง ๆ ทำตลอดวันแน่นอน แต่ในปัจจุบันอาจจะไม่มีการเข้าห้องเชียร์แบบเดิม ๆ แล้ว9
ปี 2 : จะเรียนเกี่ยวกับภาพพิมพ์ การเขียนภาพคน ซึ่งขอบอกว่าที่สาขาได้จ้าง ครูซึ่งก็คือคนจริง ๆ มายืนให้วาดภาพด้วย มีเรียนวาดภาพจิตรกรรม สีน้ำ มีทั้งแบบใส่ชุดและแบบไม่ใส่เสื้อผ้าก็มี เพื่อให้เรียนรู้หุ่น ฟิกเกอร์ของมนุษย์ ซึ่งอาจารย์ก็น่ารักมาก ๆ คอยแนะนำติชมผลงานให้กำลังใจอยู่เสมอ อาจารย์ในปีที่เรียน ปัจจุบันก็นยังสอนอยู่ที่นี่หลายท่าน และที่คิดถึงมาก ๆ คือ รองศาสตราจารย์สมโภชน์ ทองแดง ศิลปินและอาจารย์ ประจำสาขาศิลปศึกษา ที่ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ที่ตอนนั้นได้สอนสีน้ำให้ผู้เขียนเริ่มจริงจังพอมีพื้นฐานที่ดีขึ้นมาบ้างจากการเรียนในวิชาวาดภาพกับอาจารย์นั่นเอง นอกจากนี้กับอาจารย์คนอื่น ๆ ทุกคนก็น่ารัก นิสิตทุกคนในรุ่น ก็สามารถนำงานที่ไม่เข้าใจไปให้อาจารย์สอน หรือปรึกษากับอาจารย์ได้ สามารถดูรายชื่ออาจารย์ปัจจุบันได้ที่ เว็บไซต์ คณะครุศาสตร์ ที่ www.edu.chula.ac.th2

ปี 3 : ปีนี้จะค่อนข้างหนักหน่อยในความคิดของผู้เขียน เพราะ  เริ่มมีวิชาทฤษฎีเยอะ ไม่ค่อยมีวิชาปฏิบัติ อย่างเช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยและสากล ศิลปะในโรงเรียนประถม และศิลปะในโรวเรียนมัธยม คอมพิวเตอร์กราฟิกสำหรับศิลปศึกษา ที่เน้นเรื่องการทำสื่อการสอนต่าง ๆ รวมไปถึงศิลปะวิจารณ์ ซึ่งในปีนี้ก็เลือกเรียนวิชาเลือกสาขาได้ตามอิสระเลย อย่างเช่น สีน้ำมัน การออกแบบจิวเวรี่ ศิลปศึกษาตามอัธยาศัย การออกแบบของเล่น การเขียนภาพจิตรกรรมไทย การออกแบบตัวอักษร ใครที่ชอบภาพพิมพ์ก็ตามมาเรียนวิชาเลือกภาพพิมพ์สร้างสรรค์ และมีอีกหลายวิชาที่เกี่ยวกับงานภาพพิมพ์ อ๋อแล้วก็ปีนี้มีการนำผลงานภาพพิมพ์จากการเรียนไปจัดนิทรรศการด้วยแหละ เรียกได้ว่าเป็นการเผยแพร่ผลงานศิลปะของเราสู่สาธารณะชนครั้งแรก ก็สนุกดีได้ทำโครงการได้ไปจัดแสดงงานศิลปะ6

ปี 4 : จะเรียนวิชาบังคับ ที่เข้มข้นด้านเนื้อหาของศิลปศึกษา โดยเฉพาะด้านการสอนในโรงเรียน ลึกลงไปอีก.. เช่นวิชา สุนทรียศาสตร์ การวิจัย การวัดการประเมินผล ศิลปะในสิ่งแวดล้อมที่เริ่มมีการออกแบบจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่วาดภาพแล้ว จะต้องสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา มีการนำเสนอผลงานครบจบในวิชาจ๊ะ  และที่ทฤษฎีหนัก ๆ การจำหนัก ๆ เลยก็เป็นพวกจิตวิทยาศิลปศึกษา จิตวิทยาการเรียนรู้ต่าง ๆ ของครุศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ทางศิลปศึกษา และขอบอกว่าในทุก ๆ ปีมีไปเที่ยวต่างจังหวัด เอ้ย..ไปศึกษาดูงานต่างจังหวัดทุกปีเลย ไปตามสถานที่พิพิธภัณฑ์บ้าง ไปเจอ อ.เฉลิมชัยถึงเชียงราย ไปเหนือ ล่องใต้ มีไปหมดจ๊ะ และในปีนี้เองก็มีวิชาศิลปะในโรงเรียนที่ต้องเข้าไปสังเกตการเรียนการสอน และเตรียมการสอนให้พร้อมเพราะมีการสอบสอนเกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนพร้อมกับการออกไปฝึกสอนโรงเรียนรัฐบาลและเอกชนในปีที่ 53

การทำศิลปนิพนธ์ : และในปี 4 นี้เองก็มีวิชาศิลปะภายใต้การนิเทศ เป็นการทำศิลปนิพนธ์ตามโครงการหรือชิ้นงานที่ตนเองชอบ ใครถนัดงานวาดรูป จิตรกรรมก็ทำโครงการจิตรกรรม ใครพนัดด้านแฟชั่น ด้านการทำสื่อการสอน ศิลปะการจัดวาง วิจัย ศิลปะไทย ฯลฯ ใดใด ก็ตามสามารถทำตามความสนใจของตนเอง มีทำเล่มคล้าย ๆ วิจัย และแสดงผลงานสู่สาธารณะชนด้วย ซึ่งก็จะจริงจังหน่อยเพราะขั้นตอนการทำนั้นเปรียบเสมือนเป็นเล่มน้อง ๆ การทำวิทยานิพนธ์ หรือที่เรียกว่า TheSiS อีกหนึ่งเล่มได้เลย มีการเข้าเล่มเขียวส่งเข้าห้องสมุดจริงจัง ก็ดีนะเป็นเหมือนการฝึกทำโครงการเดี่ยว ทุกขั้นตอน และงานชิ้นนี้ก็สามารถต่อยอดเป็นแฟ้มสะสมผลงานในการไปสมัครงานได้เลย14

ปี 5 : เป็นชีวิตของการฝึกสอน โดยสาขา สาขาวิชาศิลปศึกษา จะไม่เหมือนมหาลัยอื่น ๆ หลาย ๆ ที่ตรงที่ว่า ฝึกสอน เทอม 1 และ เทอม 2 จะต้องไม่ใช่โรงเรียนเดียวกัน และจะต้องไม่ใช่โรงเรียนที่เราจบมาในระดับมัธยม!! เป็นการให้นิสิตได้ปรับตัว เพื่อพร้อมต่อการเผชิญโลกภายนอกจ๊ะ ทุกคนก็จะเลือกโรงเรียนมา 4 อันดับที่ชอบ โดยการคัดเลือกตามความเหมาะสมของอาจารย์ซึ่งอาจจะมีในเรื่องเกรด และความประพฤติที่ผ่าน ๆ มาด้วย สำหรับโรงเรียนที่ผู้เขียนได้ไปฝึกสอนคือโรงเรียน หญิงล้วนทั้ง 2 เทอม คือโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งขอบอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากมาประกอบอาชีพครูในปัจจุบัน เพราะว่านักเรียนตั้งใจเรียน น่ารักมาก ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมทั้งในเรื่องการเรียน การรับสมัคร การเข้าเรียน การฝึกสอน : สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ทางการของ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ร้านอาหารชื่อดัง : ก็ต้องเป็นร้านน้ำปั่น ของคณะครุศาสตร์ ที่ขึ้นชื่อมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ที่แนะนำคือโรงอาหารนิติ เพราะอยู่ติดกับสาขาศิลปศึกษาเลย อาหารอร่อยมาก ๆ โดยเฉพาะอาหารอีสานที่ผู้เขียนชอบแบบรสจัดเป็นพิเศษ5

งานกิ๊ฟท์ งานปล่อยของประจำปีของครุศิลป์ : ที่นี่ก็มีงานกิ๊ฟท์ครุศิลป์ ทุกปี ในงานก็จะมีขายของนิสิต ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ งานแฮนด์เมด เรียกได้ว่ามีกิจกรรมเยอะมาก ๆ มีการสัมมนาในตอนเช้า มีการให้นักเรียน มาประกวดวาดภาพ มีงานคอนเสิร์ต ตอนเย็น เรียกได้ว่าครบมาก ๆ และจัดหลายวันด้วย20

วิทยากรที่มาสอนในระหว่างเรียน : ในหลาย ๆ วิชามีการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ด้วย อย่างศิลปินระดับชาติ อย่างปีที่ผู้เขียนเรียนก็มี อาจารย์ประหยัด พงษ์ดำมาสอนเรื่องภาพพิมพ์ มีหลายท่านมากๆ เรียกว่าเกือบทุกวิชา ที่ได้เรียนรู้การทำงานของวิทยากรดัง ๆ และได้ไปทัศนศึกษา หอศิลป์ นิทรรศการศิลปะ ไปเจอวิทยากร ศิลปินระดับชาติ และนานาชาติอีกหลายท่าน ทำให้รู้ถึงประวัติศาสตร์ศิลปะ การสร้างผลงาน และศิลปะร่วมสมัยอีกมากมาย

ศิลปินดารา นักร้อง คนดังที่จบจากครุอาร์ต จุฬา : ต้า พาราด็อกซ์ หรือ อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา, อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร, 
ธนชัย อุชชิน หรือ พี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก, อาจารย์สังคม ทองมี

ความประทับใจจากการเรียนที่นี่ : ต้องขอบอกเลยว่าที่นี่เอง เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ผู้เขียนได้เปลี่ยนทัศนคติตนเอง ซึ่งไม่ได้มีความคิดอยากเป็นครูเลยในตอนแรกเพราะกลัวอะไรหลาย ๆ อย่าง การมายืนหน้าห้องเรียนการสอน การพูดพร่ำทำเพลง การดุเด็ก มันไม่เข้ากับเราเลย แต่พอมาได้เรียนได้รู้จิตวิทยาสำหรับเด็กแล้ว และการไปฝึกสอนทำให้มีความรู้สึกชอบในการสอน ในการแบ่งปัน ก็เลยลองเดินตามเส้นทางแห่งการเรียนรู้นี้จนถึงปัจจุบัน

ภาพที่ 1-8,10 และภาพปกโดยผู้เขียน ภาพที่ 9 และภาพพื้นหลังปก จาก pexels ภาพที่ 10 จาก Pixabay