It's me!

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าบทความนี้มิได้มีเจตนาบอกว่ามหาลัยที่ผู้เขียนรีวิวนั้นเหนือหรือดีเด่นกว่ามหาวิทยาลัยอื่นใด เพียงแค่ติดอันดับหนึ่งของออสเตรเลีย 100 อันดับแรกของโลกก็เท่านั้น

น่าจะถือเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆคนคือการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ผมเอง ใช่ครับ! นี่คือเหตุผลประการแรก ๆ ของผม ที่เลือกมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรที่สุด ซึ่งเรียนตามตรงว่าก่อนที่จะไปนี่ตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยจากบ้านไปไกล ๆ นาน ๆ แรมปี ด้วยเหตุนี้การทำการบ้าน (หาข้อมูล) ไปก่อนจึงน่าจะเป็นสิ่งดีที่สุด เนื่องจากผมจะได้ไม่ต้องมาปฏิวัติตัวเองเมื่อเท้าแตะแผ่นดินออสเตรเลีย ซึ่งผมเพิ่งจะทราบว่านอกจากชื่อ Australia เขามีอีกชื่อว่า Down Under นี่ถ้าเพื่อนสนิทผมไม่โพสต์เฟสผมคงไม่ทราบเป็นแน่

Advertisement

Advertisement

ดูจากชื่อก็น่าจะพอทราบที่มาว่า ประเทศนี้อยู่ในแถบขั้วโลกใต้ จึงไม่แปลกที่ Down Under จะกินความรวมถึงประทศนิวซีแลนด์ด้วย นอกจากนี้ผมต้องพึงสำเหนียกว่าประเทศปลายทางนี้ ใช้ระบบกฎหมายคนละระบบกับไทยเพราะฉะนั้น ผมจำเป็นต้องตระหนักว่าการเรียนการสอนกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย ย่อมแตกต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิงแน่นอน และขึ้นชื่อว่าการเรียนกฎหมายในต่างประเทศนั้น มันหินและโหดเอามาก ๆ ดังนั้นพื้นฐานทางภาษาอังกฤษจึงต้องแน่นพอสมควร ส่งผลให้ผมไม่กล้าที่จะชะล่าใจ โดยเฉพาะทักษะการเขียนวิชาการเชิงภาษาอังกฤษทางกฎหมาย (Academic Legal English writing) ซึ่งผมพัฒนาอย่างไรเดี๋ยวมาอธิบายในบทความครั้งหน้า ๆ นะครับ (ติดไว้ก่อน)

Melbพอมาถึง ณ เมืองจิงโจ้ ความตกใจก็บังเกิด เนื่องจากเมลเบิร์นสะอาดและเป็นระเบียบสุด นอกจากนี้ที่ประหลาดใจคือ ชาวบ้านเขาขับรถทางซ้าย ๆ และรถเอเชีย เช่น โตโยต้า คือ รถหรู ส่วนยุโรปนี่กลาง ๆ เลยนะยู ห้ามถามว่าทำไมเพราะผมก็ไม่ทราบ ทว่าเมื่อมาถึงบ้านพักที่ผมได้อาศัยพักชั่วคราวอยู่โน่น ไกลปืนเที่ยงชื่อ ริงวูด เท่ากับว่าผมต้องนั่งรถไฟเข้ามาในเมืองเพื่อจะมาเข้าเรียนที่คณะให้ทัน ส่งผลให้ผมต้องกระวีกระวาด หาที่พักในเขตเมือง เพื่อจะได้ไม่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อนั่งรถไฟเข้าเมืองช่วง 6.00 น. และเลิกช่วงเย็น ซึ่งกว่าจะหาอะไรทานเสร็จ ก็คงทุ่มสองทุ่ม และกว่าจะถึงที่พักน่าจะ 3-4 ทุ่ม และคงต้องตื่นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นหรือ ไม่มีทาง!

Advertisement

Advertisement

แต่การหาที่พักที่ถูกใจในเขตเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพื้นที่ใช้สอยน้อยและราคาแพงมาก เรียนตามตรงขนาดผมเป็นเด็กทุน ยังมีอาการชักหน้าไม่ถึงหลังเลยบางเดือน เท่ากับว่าแผนการอยู่คนเดียวมีอันต้องพับเก็บไปก่อน เพราะฉะนั้นการอยู่ร่วมกับเพื่อน (Roommate) นี่ถือเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย แต่ผมจะระลึกไว้เสมอว่า เพื่อนร่วมห้องที่ผมจะไม่มีทางอยู่ด้วยนั้น ต้องไม่เป็นคนจีนและอินเดียโดยเด็ดขาด

Advertisement

Advertisement

สรุปรูมเมทผมเป็นคนไต้หวัน! (ผ่าง) ผมใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับนางเกือบครึ่งปี และผมพบว่าการเดินทางจากที่พักมายังมหาวิทยาลัย ก็ยังคงใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมง (เรียนตามตรง เสียเวลานอนหมด) ทางเลือกสุดท้ายที่ผมเหลือคือ การหาที่พักที่ใกล้มหาวิทยาลัย ถือเป็นคำตอบที่ใช่ที่สุด แต่ก็ต้องแลกมากับพื้นที่ใช้สอยที่จำกัดยิ่งขึ้น (เพราะเงินมีจำกัด) ด้วยเหตุนี้ ในทางปฏิบัติที่นักเรียนต่างชาติมักทำกันคือ การอยู่มากกว่าจำนวนห้องนอน เช่น ห้องผมจะมี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น แต่ผมอยู่กันถึง 3 คน โดยใช้ห้องนั่งเล่นเป็นห้องนอน และแชร์ตู้เสื้อผ้ากับเมทอีกคน ผลปรากฏว่าได้มิตรภาพดี ๆ กลับมา

ส่วนเรื่องเรียนนั้น ผมขอสรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้นะครับ

1)      เนื่องด้วย ผมเลือกคณะที่ติดอันดับโลก การเรียน-การสอบจึงต้องยากเป็นของคู่กัน

2)      ก่อนเริ่มเรียน ผมมีหน้าที่ต้องไปเอาเอกสารประกอบการเรียนมานั่งให้จบ ก่อนเริ่มเรียน เนื่องจาก Course เกือบทั้งหมดจะเรียนเป็นแบบ Intensive กล่าวคือ เป็นการเรียนรวดเดียวหนึ่งสัปดาห์ เช้าถึงเย็น และการสอบนั้นจะเป็นการสอบแบบทำที่ไหนบนโลกก็ได้ เรียกว่า Take Home Exam

3)      เมื่อเห็นชื่อประเภทข้อสอบอย่าเพิ่งดีใจไปครับ เพราะเมื่อเป็นข้อสอบที่ให้ทำที่บ้านได้ เท่ากับว่าเปิดหาคำตอบได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ผู้สอนจึงต้องออกข้อสอบชนิดที่ว่า ไม่ใครก็ใครต้องตายไปข้างหนึ่ง และต้องไม่ใช่การลอกคำตอบจากหนังสือส่ง แต่ต้องแปลความหมายเป็นคำพูดของตัวเราเอง เนื่องจากการคัดลอกวรรณกรรมเป็นเรื่องที่รุนแรงมาก ถ้าหากโปรแกรมที่ชื่อ Turnitin ตรวจพบว่ามีการคัดลอกเกินกว่าที่คณะกำหนด ผู้สอบมีโอกาสตกสูงมาก และยิ่งเป็นคณะนิติศาสตร์ ยิ่งไม่มีโอกาสใช้โปรแกรมดังกล่าวก่อนส่งคำตอบด้วย เท่ากับว่าไปลุ้นหวยกันตอนเกรดออกทีเดียว

4)      การส่งคำตอบนั้น ถ้าผมจำไม่ผิด ทางคณะจะให้เวลาผู้สอบเพียงสามวัน ให้ผู้สอบบริหารจัดการเอาเอง เท่ากับว่าผู้สอบต้องส่งคำตอบภายในเวลากำหนดหรือส่งก่อนก็ได้

5)      ผลการเรียนก็แยกละเอียดยิบไม่ใช่ A-F    แต่เป็น H1 H2B H3 P N เทียบเท่า A+ - F & Pass

เพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นภาพรวมได้ไม่มากก็น้อย ครั้งหน้าผมจะมารีวิวการเรียนกฎหมายอีกประเทศหนึ่งนะครับรับรองแซ่บกว่าเดิม เพิ่มเติมเรื่องความรักด้วยนะเออ

it's me 2