ด้วยเทคโนลีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าที่ทำให้เรารู้จักกับยาเพร็พ (PrEP) และยาเป๊ป (PEP) แต่มันต่างกันอย่างไรแล้วเหมาะสำหรับใคร ปรภ จะพาไปรู้จักกับสองยาที่ควรรู้จักเพื่อลดอัตราการติดเชื้อ HIV กันครับ

ยา

ยาเป๊ป (PEP ย่อมาจาก Post-Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัส สำหรับผู้ที่เพิ่งผ่านการสัมผัสกับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวี เช่น มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ถุงยางที่ใช้เกิดฉีกขาด หรือใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น โดยจำเป็นจะต้องทานให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมง และต้องทานติดต่อกันประมาณ 1 เดือน

นอกจากนี้ยังมียาเพร็พ (PrEP ย่อมาจาก PreExposure Prophylaxis) ที่เป็นอีกหนึ่งตัวยาสำคัญที่สามารถป้องกันเชื้อเอชไอวีในกลุ่มผู้ที่ไม่มีเชื้อแต่มีความเสี่ยงสูง ยาเพร็พ คือ ยาต้านไวรัสที่ให้ทานเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เหมาะกับผู้ที่มีแฟนติดเชื้อเอชไอวี และต้องการมีเพศสัมพันธ์กับแฟน ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย และผู้ที่ใช้ยาเสพติดบางกลุ่ม

Advertisement

Advertisement

man shadow

ผู้ที่รับประทานยาเพร็พ ไม่ควรมองว่าเป็นวิธีแรกที่จะป้องกันเอชไอวี แต่ให้มองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เมื่อทานยาเพร็พเป็นประจำควบคู่ไปกับการใช้ถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์จะช่วยทำให้สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้เป็นอย่างดี  

นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ กล่าวถึงผลกระทบของยาเพร็พที่เมื่อทานติดต่อกันเป็นประจำอาจจะส่งผลต่อการทำงานของไต ผู้ที่ทานยานี้ควรเช็คการทำงานของไตทุก 3-4 เดือนเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตามยังสนับสนุนให้คนไทยกินเพร็พเป็นประจำ เพราะกรณีเมาแล้วลืมสวมถุงยางอนามัย หรือเกิดฉีกขาด ก็ยังมีตัวยาเพร็พคอยป้องกันไว้อีกขั้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อกินเพร็พแล้วก็ยังต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น โรคหนองใน โรคซิฟิลิส โรคแผลริมอ่อน โรคเริม โรคหูดหงอนไก่ เป็นต้น

Advertisement

Advertisement

แอปเปิ้ล

“อยากให้มองการเจาะเลือดตรวจเอชไอวีเป็นเหมือนการตรวจรักษาโรคเบาหวาน” นายแพทย์วัชระกล่าวเสริมว่าสนับสนุนให้ทุกคนตรวจเลือดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยสามารถขอรับบริการเจาะเลือดตรวจเอชไอวีได้ที่โรงพยาบาลรัฐฯทั่วไป ซึ่งหากผลเลือดเป็นบวกก็จะได้รีบทำการรักษา แต่หากเป็นลบก็จะได้ปรึกษาเรื่องการกินยาเพร็พ

ความสนุกชั่วครู่ อาจส่งผลต่ออนาคตของคุณ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพราะมันอาจนำมาซึ่งภัยร้ายที่เราไม่ทันรู้ตัว การตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ และการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ จะช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศได้

ผู้หญิง

อย่างไรก็ตามหากกินยาเพร็พแล้วก็ยังต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ส่วนผู้ที่กินยาเป๊ปหลังมีความเสี่ยงควรเปลี่ยนพฤติกรรม และป้องกันทุกครั้ง แต่หากมีความเสี่ยงสูงควรปรึกษาแพทย์ในการกินยาเพร็พเพื่อลดอัตราเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV นอกจากนี้ในปัจจุบันมูลนิธิต่างๆ มีการขับเคลื่อนเพื่อสนับสนุนให้คนไทยติดต่อขอรับยาเพร็พได้ฟรี ส่วนผู้ที่ต้องการพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาสามารถติดต่อได้ที่ คลินิกนิรนาม หรือค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อขอรับบริการสถานพยาบาลใกล้บ้าน

Advertisement

Advertisement