อังกฤษถือเป็นชาติที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมทางอาหาร เอกลักษณ์ในการรับประทานอาหารของเมืองผู้ดีแห่งนี้ มีพัฒนาการและเส้นทางมาอย่างยาวนาน ถือเป็นชาติแรกที่กล้าลุกขึ้นมาทำการปฏิวัติข้อห้ามการรับประทานอาหารหลายประการในยุคกลาง (Middle Age) ลบล้างความเชื่อที่แสนโบราณของศาสนจักรลงได้อย่างราบคาบ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเหล่าราชินีอังกฤษที่สร้างสรรค์วัฒนธรรมอาหารของตัวเองขึ้น แล้วส่งต่อให้ทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงได้เช่นเดียวกัน พระราชินีเสวยสิ่งใด ราษฎรอังกฤษก็จะได้กินสิ่งนั้น บทความนี้เราจึงพาบุกครัวราชวงศ์อังกฤษ ไปสอดส่องอาหารจานโปรดของพระราชินี แล้วค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่า อาหารของพระราชินีเกี่ยวข้องกับอาหารของราษฎรได้อย่างไร

Middle Ageต้องบอกก่อนว่ายุโรปสมัยกลาง ย้อนกลับไปยังศตวรรษที่ 15 ซึ่งผู้คนถูกครอบงำโดยศาสนจักร การเดิน กิน นั่ง หรือนอน ทุกกิจวัตรล้วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา ดังนั้นจึงมีข้อห้ามเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ศาสนจักรกล่าวว่า อาหารมื้อเช้ามีแต่คนป่วยกับคนจนเท่านั้นแหละที่สามารถกินได้ ผู้คนทั่วทั้งยุโรปไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์และราชินีก็เชื่อกันอย่างนั้น ทุกคนตื่นแต่เช้ามาสวดมนต์ ทำงานงก ๆ กว่าข้าวสักเม็ดจะตกถึงท้องก็ปาเข้าไปเที่ยงวันแล้ว แต่คนใช้แรงงานเป็นกลุ่มที่ถูกยกเว้นให้กินข้าวเช้าได้ แลกกับการถูกตีตราว่าเป็นคนจนและคนบาป ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่คนทั่วทั้งทวีปยุโรปจะเชื่อในข้อห้ามนี้ แต่เรื่องที่แปลกคือมีชนชั้นปกครองอยู่ประเทศหนึ่งที่ลุกขึ้นมาแหกกฎนี้ แน่นอนเรากำลังพูดถึงราชินีแห่งอังกฤษนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

Ale-Brewer

Beef Rouladedราชินีอังกฤษพระองค์แรกที่แหกกฎของศาสนาคือ ควีนเอลิซาเบธ วูดวิลล์ (Queen Elizabeth Woodville) เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก เพราะควีนเอลิซาเบธเป็นราชินีผู้เคร่งในคริสตศาสนาชนิดเข้าเลือด แต่พระองค์กลับไม่เชื่อข้อห้ามจากศาสนาที่ตนนับถือ แถมยังบันทึกเอาไว้ว่าจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาเสวยมื้อเช้าก่อนจะทรงงาน มื้อเช้าของพระองค์ก็ไม่ใช่อาหารธรรมดา แต่สั่งกำชับพ่อครัวให้ทำเนื้อส่วนสะโพกของวัว นำไปเคี่ยวกับลูกฟิกแล้วจัดเป็นม้วน (Beef Rouladed) พระองค์ชอบเนื้อที่ไม่แข็งเกินไป และจะเสวยคู่กับเบียร์เอล (Ale) หรือไวน์องุ่นสลับกันไป ในบันทึกยังบอกไว้อีกว่า ควีนเอลิซาเบ็ธจะเลือกเบียร์เอลด้วยตัวเอง เพราะเคยสั่งให้นางกำนัลไปเลือกแล้วได้เบียร์เอลเก่าเกินไปทำให้เสียรสชาติ และพระองค์จะเสวยมื้อเช้าให้เสร็จก่อนเวลาหกนาฬิกา

Advertisement

Advertisement

Queensราชินีอังกฤษพระองค์ต่อมาที่ฉีกกฎเกณฑ์ทางศาสนาคือ ควีนเอลิซาเบธที่ 1 (Elizabeth I) อย่าสับสนกับพระองค์แรก ควีนเอลิซาเบธที่ 1 ในภาพจำของใครหลายคนคือราชินีหน้าขาว แต่งองค์ทรงเครื่องชนิดจัดเต็ม และเป็นราชินีอังกฤษพระองค์เดียวที่ไม่แต่งงาน พระองค์เป็นคนรักสวยรักงาม ไม่ชอบให้เขตพระราชฐานมีเสียงดังเพราะต้องเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อตื่นมาเสวยมื้อเช้าแล้วเปิดประชุมตอนแปดโมงตรง อาหารเช้าที่ทรงโปรดคือ ขนมปังขาวกับสตูว์เนื้อ (Manchet and Pottage) เสวยคู่กับเบียร์เอล บางวันจะเสวยเนื้อปลาหมักเกลือ ปลาทอดและปลาต้ม เป็นยุคที่ทำให้ชาวอังกฤษเริ่มหันมารับประทานอาหารเช้ากันอย่างแพร่หลาย พวกคนรวยจะกินเนื้อกับไข่ ส่วนพวกคนจนจะกินข้าวโอ๊ต ถือว่าเป็นยุคเริ่มต้นปฏิวัติความเชื่อเรื่องอาหารเช้าจากศาสนจักรอย่างแท้จริง

Advertisement

Advertisement

Fishแต่ราชินีผู้ทำให้อังกฤษมีวัฒนธรรมอาหารที่แข็งแกร่งจนถึงทุกวันนี้คือ ควีนวิกตอเรีย (Queen Victoria) พระองค์เสวยมื้อเช้าแบบจัดเต็ม มีทั้งสตูว์เนื้อ ไข่ต้ม เบคอน ขนมปัง เบียร์เอล ไวน์องุ่น แน่นอนว่าขณะนั้นอังกฤษเข้าสู่ยุควิกตอเรีย เป็นยุครุ่งเรืองและผู้คนมีความมั่งคั่ง เกิดชนชั้นกระฎุมพีคือชนชั้นกลาง คนกลุ่มนี้เป็นพวกเพิ่งรวยใหม่ ๆ ก็เริ่มอวดรวยด้วยการตื่นแต่เช้ามารับประทานอาหาร กินไข่ ปลา แฮม ซีเรียล ขนมปังที่ทาเนยหรือแยมผลไม้ แต่เอาเข้าจริงที่ต้องกินเยอะขนาดนี้เพราะยุคนั้นชาวอังกฤษไม่กินมื้อเที่ยง จะกินมื้อเช้า (Breakfast) ตามด้วยมื้อเย็น (Dinner) ตอนสี่โมงเย็น และมื้อค่ำ (Supper) ประมาณสองทุ่ม แต่หากเป็นวันหยุดจะนอนตื่นสาย ไม่ได้กินอาหารเช้า จะเปลี่ยนเป็นอาหารมื้อสาย (Brunch) แทนนั่นเอง

Full Breakfastทั้งหมดคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากจานอาหารของราชินีอังกฤษ ที่ไม่ได้เป็นเพียงอาหารของชนชั้นสูง แต่ยังส่งผลถึงการสร้างวัฒนธรรมอาหารของชาวอังกฤษอีกด้วย ในยุคที่คนถูกห้ามไม่ให้กินข้าวเช้า แต่ราชินีของพวกเขาเป็นผู้นำในการฉีกข้อห้าม ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะไม่ทำตามแนวทางของผู้ปกครองประเทศ การปฏิวัติอาหารเช้าของราชินีอังกฤษไม่เพียงแต่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อ แต่ยังทำให้เราได้เห็นว่าชนชั้นปกครองใกล้ชิดกับประชาชนอย่างแท้จริง ราชินีจะเสวยอะไร ราษฎรก็กินอย่างเดียวกัน นี่จึงเป็นการหล่อหลอมให้วัฒนธรรมอาหารของอังกฤษแข็งแรงมาโดยตลอดนั่นเอง


เครดิตรูปภาพ

- รูปภาพหน้าปก โดย Europeana : UNSPLASH

- ภาพประกอบที่ 1 โดย Stephanie LeBlanc : UNSPLASH

- ภาพประกอบที่ 2 โดย Monika Di Loxley : UNSPLASH

- ภาพประกอบที่ 3 โดย RitaE : PIXABAY

- ภาพประกอบที่ 4 (ซ้าย) โดย WikiImages : PIXABAY / (ขวา) โดย 12019 : PIXABAY

- ภาพประกอบที่ 5 โดย Europeana : UNSPLASH

- ภาพประกอบที่ 6 โดย Thought Catalog : UNSPLASH

ข้อมูลอ้างอิง

- ภาพยนตร์เรื่อง Elizabeth: The Golden Age

- หนังสือ Daily Life in Victoria England - Sally Mitchell