ผมอาศัยอยู่ในซอยบางแวกที่ไม่มีตัวเลขซอย เพราะซอยที่ผมอยู่เป็นซอยตัน เป็นซอยทางตรงสั้น ๆ ถ้าถามมอไซด์วินรุ่นเก่า ๆ จะรู้จักกันในชื่อ "ซอยสนุ๊กภูเวียง"  ปากซอยนี้เป็น "ทางสามแพร่ง" ในซอยนี้มีโรงงานถูกไฟไหม้เสียหายวอดวายมีคนตายนับสิบเพราะที่ดินมีอาถรรพ์ทำอะไรก็ไม่สำเร็จจึงปิดร้าง ถ้าจะนับอดีตด้วย ที่ตรงนี้จากตำแหน่งทิศมุ่งตรงไปทางพระราชวังกรุงธนบุรีห่างราว 2 กม. เดิมเป็นเส้นทางเดินทัพและที่พักแรมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช...ผมเดินเข้าออกซอยนี้เป็นประจำเพราะบ้านผมเป็นหลังสุดท้าย ถัดขึ้นมาเป็นบ้านพี่แอนพี่สาวผม และบ้านป้าอี๊ดน้องสาวแม่ผมแกอยู่กับลูกชื่อแบงค์ จากนั้นจึงเป็นโรงงานร้าง และ "บ้านลุงยูร" ที่เป็นบ้านหลังแรก

          เดิมบ้านหลังแรกนี้เป็นเจ้าของที่ดินแถวนี้ทั้งหมด แต่เจ้าของบ้านขายที่ดินให้กับครอบครัวผม , โรงงาน เหลือแค่บ้านกับที่ดินที่ที่เจ้าของอาศัยอยู่เท่านั้น แต่เจ้าของบ้านกลับเอาที่ดินผืนสุดท้ายเข้าจำนองกับธนาคารจนถูกยึด ไม่สามารถไถ่ถอนคืนได้ เมื่อขายทอดตลาดได้มีคนอื่นมาซื้อที่ดินผืนนี้ไป คนที่ซื้อไปพอมาดูที่ดิน...เห็นลุงยูรยังอาศัยอยู่ในบ้านตนเอง สอบถามแล้วจึงสงสารโดยให้ลุงยูรได้เช่าอยู่ในที่ ๆ เคยเป็นของตนเองมาอีกนานนับสิบปี...

Advertisement

Advertisement

          ลูกหลานของบ้านหลังนี้ต่างย้ายออกไปตั้งรกรากที่อื่นกันจนหมดแล้ว เหลือเพียง "ลุงยูร" ลูกชายคนโตของบ้านซึ่งอาศัยอยู่เพียงคนเดียว ยังคงเช่าบ้านและไม่ยอมย้ายออก...หลายปีผ่านไปไม่รู้อะไรดลใจให้ลุงยูรทำอะไรแปลก ๆ ด้วยการไป "นำอัฏฐิพ่อกับแม่จากวัดทั้งหมดกลับมาที่บ้าน" ลุงยูรแกเป็นคนเล่นของเขมร...แกทำพิธีเรียกวิญญาณพ่อแม่ของแกกลับมาที่บ้าน... แต่...วิญญาณไม่สามารถเข้าบ้านได้เพราะบ้านได้ถูกเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว ทำให้วิญญาณไม่มีที่สิงสถิตย์ "ลุงยูรเวลาจะเรียกพ่อกับแม่กินข้าวจึงต้องนำข้าวมาวางไว้ที่ใต้ต้นลำไยหน้าบ้าน"...ตอนไปทำงานแกก็เคาะเรียกให้วิญญาณพ่อแม่ไปกับแกด้วย...กลับจากทำงานแกก็เคาะเรียกกลับ...ทำแบบนี้เป็นประจำ

Advertisement

Advertisement

          ตั้งแต่ลุงยูรนำอัฏฐิกระดูกกลับมาไว้บ้านแก "เมื่อค่ำลงซอยนี้จะน่ากลัวกว่าปกติเพราะมีคนหลายคนเห็น หลายคนสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่ใช่คน...?" วันนั้นวันรวมญาติของผมมานั่งเล่าประสบการณ์เรื่องนี้กัน...

ป้าอี๊ดพี่สาวแม่ผมเล่าให้ฟังว่า

"ป้าทำงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ คืนนั้นป้ากลับมืดกว่าปกติเพราะรถเสียไม่ได้ขับรถไปทำงาน ตอนป้าเดินเข้าซอยป้าเห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ใต้ต้นลำไย พอป้าเดินเข้ามาใกล้ ป้าเห็นคนหลายคนนั่งรวมตัวกินอะไรบางอย่าง คนกลุ่มนั้นหันมามองป้าดวงตาสีขาวเหมือนไม่มีตาดำ ป้าเลยเดินๆ วิ่งๆ โดยไม่มอง พอถึงบ้านก็เล่าให้ลูกฟัง ลูกป้าก็บอกเคยเจอเหมือนกัน"

Advertisement

Advertisement

แบงค์ลูกชายป้าอี๊ดเล่าต่อ

▶"ผมทำงานวิจัยของมหาลัย บางวันต้องกลับบ้านดึก ผมเดินกลับรู้สึกได้ว่าลมสงบใบไม้ไม่ไหวติง แต่พอผมเดินผ่านต้นลำไย ต้นลำไยจะสั่นเหมือนมีคนเขย่าอยู่ผมงี้รีบวิ่งเลย" 

แม่ผมเล่าต่อ

▶"ฉันไปตลาดสดตอนตี 3 เดินออกจากบ้านกำลังล็อครั้วบ้าน บ้านไอ้แอนมันมีไฟอัตโนมัติ 3 ดวงหน้าบ้านใช่มั๊ย? แม่หันไปถามพี่แอน เวลาเดินผ่านไฟจะติด แต่วันนั้นฉันยังไม่ได้เดินผ่าน แต่...ไฟดวงแรกมันติด...ฉันเลยยืนนิ่ง จากนั้นไฟดวงที่สองและที่สามติดตามกัน ฉันมองตามแสงไฟ ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว แต่มันติดเองได้ยังไง เหมือนมีคนเดินผ่าน ทั้งที่ฉันยังไม่ได้เดิน"

พี่แอนก็เช่นกันแต่แกขับรถเข้าออกบ้าน...

"บางทีแอรคก็เห็นอะไรวิ่งตัดหน้ารถอยู่เป็นประจำเลย แต่ไม่กล้าทัก กลัวมันวิ่งเข้าตัว" ทุกคนมีสัมผัสกับเรื่องนี้ทุกคนรวมทั้งเรื่องที่ผมเพิ่งเจอ...

          วันนั้นผมทำ OT เลิกงาน 5 ทุ่ม กว่าจะถึงปากทางเข้าซอยบ้านก็เที่ยงคืน ผมเดินเข้าโดยไม่ทันนึกถึงเรื่องที่ทุกคนเล่า...ผมเดินผ่านต้นลำไย...ผมเริ่มรู้สึกขนลุกขึ้นมาถึงต้นคอ...ผมได้ยินเสียงหายใจ...เหมือนมีใครมาหายใจอยู่ข้าง ๆ หู...ผมลองกลั้นหายใจ...แต่เสียงหายใจก็ยังอยู่..."ตายห่าละ" ผมสบถในใจและเริ่มเดินเร็วขึ้น...ผมเดินผ่านโรงงานร้าง..."ซึบ ๆ ๆ ๆ ๆ" เสียงคนวิ่งตามมาข้างหลังผม ผมหันกลับไปมอง...ผมเสียวสันหลังวาย..."ไม่มีใคร"...ทุกอย่างว่างเปล่า ผมเริ่มเดินเร็วขึ้น...ไฟอัตโนมัติบ้านพี่แอนมันติดรอผมทั้งที่ผมยังไปไม่ถึงตามลำดับ ไฟดวงที่ 1 , ดวงที่ 2 แต่...ไฟดวงที่ 3 ที่สาดแสงสลัว ๆ ลงถนนนั้นทำให้เห็นว่า...มีบางอย่างอยู่บนพื้นถนนนั่น...ลักษณะเหมือนเป็นคนนั่งก้มหน้าหันหลังให้ผมสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ สีเทา ๆ เป็นริ้ว ๆ...ผมหยุดเดินที่ไฟดวงแรกไม่กล้าเดินต่อ...สักพักไฟดวงที่ 1 ดับตามเวลาของมัน ไฟดวงที่ 2 ดับ ไฟดวงที่ 3 ดับ ตอนนั้นผมยังไม่กล้าขยับตัว...ซัก 5 วินาทีไฟดวงที่ 3 ติดขึ้นมาใหม่..."หายไปแล้ว...บางสิ่งที่นั่งอยู่หายไปแล้ว...อะไรวะ!!!" ผมจึงรวบรวมความกล้าวิ่งไปอย่างรวดเร็วเข้าบ้านบอกแม่ และจุดธูป 5 ดอกไหว้ศาลพระภูมิ และอีก 1 ดอกให้กับสัมภเวสีตามทางบอกว่าไม่ให้ผีตามมาเข้าบ้านนะ

          ผมถึงไม่แปลกใจว่าทำไมมอเตอร์ไซด์วินไม่มาส่งคนซอยนี้ยามค่ำคืน ผมยังไม่รู้ว่าผมต้องเจอกับเหตุการณ์นี้อีกนานแค่ไหน...ตราบใดที่ลุงยูรแกยังเดินเคาะเรียกวิญญาณตั้งแต่ปากซอยจนถึงบ้านแกแบบนี้...

จะมีสัมภเวสีกี่ตนที่ตามแกเข้ามาในซอยนี้ และมันจะมีมากมายไปถึงไหนไม่มีใครรู้ได้

ขอบคุณที่มาของภาพหน้าปก

http://www.baanbangkok.co.th/images/osproperty/properties/723/z1_20180508_1621564718.jpg