เมื่อรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินเปิดให้บริการส่วนต่อขยายเพิ่มเติมตั้งแต่สถานีวัดมังกรฯ ไปจนถึงสถานีหลักสองในช่วงท้ายปีที่ผ่านมา การเดินทางไปยังที่น่าเที่ยวต่างๆ ก็ง่ายขึ้นไปอีกนะคะ วันนี้เลยอยากชวนทุกคนขึ้นรถไฟฟ้าไปลง “สนามไชย” เดินทางง่ายๆ แถมวันเดียวเที่ยวได้ทั้งมิวเซียม วัด และคาเฟ่เลยล่ะค่ะ

แต่งตัวให้เรียบร้อยพร้อมเข้าวัด ทาครีมกันแดด พกหมวก กระเป๋าสตางค์ กล้อง และของสำคัญ แล้วตามมาเลยค่า

เราทานข้าวเช้าจากบ้านให้เรียบร้อย มาถึงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสนามไชยในเวลาประมาณ 10 โมงนิดๆ แล้วใช้ทางออกที่ 1 ออกจากสถานีสนามไชย ก็จะเจอที่เที่ยวแรกของเราแล้วค่ะ “มิวเซียมสยาม” นั่นเอง โดยที่ออกจากสถานีรถไฟฟ้ามา เราก็มาโผล่ข้างในมิวเซียมได้เลยค่ะ

มิวเซียมสยามการจะเข้าชมมิวเซียมสยามต้องซื้อตั๋วก่อนนะคะ โดยเมื่อเดินเข้าไปในตัวอาคารแล้วก็จะเจอจุดขายตั๋วเลยค่ะ ราคานักเรียน-นักศึกษา 50 บาท ผู้ใหญ่ 100 บาททั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่ถ้าชวนเพื่อนไปด้วยกัน 5 คนขึ้นไป จะลดเหลือครึ่งราคา คือนักเรียน-นักศึกษา 25 บาท และผู้ใหญ่จ่ายคนละ 50 บาทเท่านั้นเองค่ะ

Advertisement

Advertisement

ภายในมิวเซียมสยามจัดแสดงนิทรรศการถาวรชื่อว่า “ถอดรหัสไทย” แบ่งนิทรรศการออกเป็น 14 ห้อง ทั้งหมด 2 ชั้น เป็นนิทรรศการที่ชวนให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นไทยไปด้วยกันในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ภาษา ความเชื่อ พิธีกรรม วิถีชีวิต และแง่มุมทางวัฒนธรรมอื่นๆ อีก แต่ละห้องมีวิธีการนำเสนอที่ตื่นตาตื่นใจ มีกิจกรรมให้เราได้มีส่วนร่วมกับนิทรรศการ และมีห้องให้เราแต่งตัวย้อนยุคถ่ายภาพแบบไทยๆ ด้วยนะคะ

ใช้เวลากับนิทรรศการได้นานตามใจ เมื่อดูจบทุกห้องแล้วลงมาด้านล่าง จะเจอร้านขายของที่ระลึกของมิวเซียมสยาม มีของน่ารักมากมายให้เลือกซื้อเลยค่ะ

Advertisement

Advertisement


ใกล้เที่ยงแล้วเป็นเวลาอาหาร วันนี้เราเลือกทานอาหารที่ร้าน Elefin Coffee ที่อยู่ในมิวเซียมสยามเลยค่ะ อาหารมีให้เลือกทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่ง ส่วนใหญ่เป็นอาหารจานเดียว ราคาไม่แพงมาก เราเลือกทานอะไรง่ายๆ ไม่อิ่มมากนัก เพราะเป้าหมายต่อไปของเราคือ คาเฟ่มะม่วง!

ออกจากมิวเซียมสยามทางประตูด้านหน้า แล้วเดินย้อนกลับมาในซอยที่ติดกับมิวเซียมสยามไปจนถึงฝั่งชุมชนท่าเตียน ตลอดแนวถนนจะมีร้านรวงมากมาย ทั้งร้านอาหาร โฮสเทล คาเฟ่ และร้านโชห่วย รวมถึงร้านขายยาดมสมุนไพรและลูกประคบต่างๆ เราเดินไปจนถึงซอยท่าเรือแดง เลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอย มองสูงๆ จะเห็นป้ายร้าน Make Me Mango ทางขวามือค่ะ

ร้าน Make Me Mangoร้านนี้เป็นคาเฟ่มะม่วง คือเน้นขายขนมที่ทำจากมะม่วง มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งข้าวเหนียวมะม่วง น้ำมะม่วงปั่น ไอศกรีม สาคูมะม่วงนมสด ไปจนถึงบิงซูเลยค่ะ เราเลือกสั่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่ชื่อว่า Make Me Mango เมนูนี้ประกอบไปด้วยมะม่วงสุก ข้าวเหนียวมูนพร้อมกะทิและถั่ว สังขยา พุดดิ้งมะม่วง และไอศกรีมมะม่วงค่ะ ต้องบอกว่าจานนี้น่ารักถูกใจ และกินด้วยกันสองคนก็กำลังดี นอกจากนี้เรายังสั่งน้ำมะม่วงโซดาอีกแก้วไว้ดื่มแก้คอแห้งด้วยค่ะ

Advertisement

Advertisement

เมนู make me mangoกินมะม่วงจนอิ่มและถ่ายรูปกับมุมต่างๆ ในร้านจนพอใจ เราก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง ไปยังจุดหมายปลายทางที่สามของเรา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์นั่นเองค่ะ

เดินออกจากซอยมา เพียงแค่ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามก็ถึงวัดโพธิ์แล้วค่ะ

วัดโพธิ์หลายคนเข้าใจว่าวัดโพธิ์มีแค่พระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนองค์ใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำวัดเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ววัดโพธิ์ยังมีส่วนอื่นๆ อีกหลายส่วนมากเลยนะคะ (วิธีที่จะไม่หลงในวัดโพธิ์ คือพยายามตามป้ายไปค่ะ ในวัดจะมีทั้งป้ายและแผนผังอยู่ตามจุดต่างๆ นะคะ เพราะวัดใหญ่ มีหลายโซน และถ้าไม่คุ้นก็หลงง่ายมาก!)

พระพุทธเทวปฏิมากรเราเข้าไปที่พระอุโบสถเป็นที่แรก ด้านในประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานประจำพระอุโบสถ ตั้งอยู่บนฐานชุกชีสามชั้น งดงามมากค่ะ

แต่สิ่งที่เราอยากแนะนำจริงๆ ในวัดโพธิ์คือที่นี่ค่ะ

พระมหาเจดีย์สี่รัชกาลพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่ทำจากกระเบื้องเคลือบและกระเบื้องเครื่องถ้วยหลากหลายสี โดยสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 หนึ่งองค์ รัชกาลที่ 3 หนึ่งองค์ และรัชกาลที่ 4 สององค์ (แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 หนึ่งองค์) นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4

          บริเวณนี้สามารถถ่ายภาพได้ตามใจ และต้องบอกว่าคงเป็นภาพถ่ายในวัดที่สวยเก๋ไม่ซ้ำใครที่หนึ่ง ด้วยความสวยงามขององค์พระมหาเจดีย์ทำให้เราเลือกมุมถ่ายได้ไม่มีหยุด (เพียงแต่อย่าลืมโพสต์ด้วยกิริยาท่าทางที่สุภาพด้วยนะคะ) ขอแนะนำเป็นพิเศษว่า ช่วงสี่โมงเย็น วันที่ฟ้าใส แดดจะส่องลงมาที่พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร (องค์สีเหลืองแก่) แบบสวยมากๆ เป็นมุมที่เรารักที่สุดมุมหนึ่งเลยค่ะ
พระมหาเจดีย์มุนีบัตรบริขาร

          จุดอื่นๆ ในวัดโพธิ์ก็ยังสามารถเดินชมกันได้อีก ไม่ว่าจะเป็นจารึกต่างๆ ที่เป็นเรื่องวรรณคดีไทย อยู่รอบๆ พระอุโบสถและรอบๆ วัด ตุ๊กตาจีนหลากหลายแบบ เขามอที่เต็มไปด้วยรูปปั้นฤๅษีดัดตน (และน้องแมว) และยักษ์วัดโพธิ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมเล็กๆ ของวัดนั่นเอง
ตุ๊กตาจีน

          เดินในวัดโพธิ์จนเหนื่อยแล้ว เราขอพาคุณเดินตามกันออกมาด้านชุมชนท่าเตียนอีกครั้ง ครั้งนี้เราเดินเข้าซอยประตูนกยูง ถัดจากซอยท่าเรือแดงเพียงหนึ่งซอย ขวามือคุณจะเห็นร้าน Ha Tien (ฮาเตียนคาเฟ่) อยู่ชัดเจน ไม่ไกลจากปากซอยค่ะ

ร้านนี้เป็นคาเฟ่สุดเก๋ที่ตกแต่งต่างกันไปในแต่ละชั้น ชั้นสองที่เราเลือกนั่งวันนี้ (หรือถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์ก็อาจต้องพูดว่า มีที่ให้เรานั่ง) ตกแต่งด้วยบรรยากาศโบราณๆ ทั้งพื้นไม้ ผนังไม้ และกรอบรูปเก่าๆ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยสัตว์สตัฟฟ์ ซึ่งเป็นของสะสมของเจ้าของร้าน และประดับด้วยต้นไม้ ดอกไม้ ให้อารมณ์ธรรมชาติ แต่หากขึ้นไปที่ชั้นสามจะเป็นบรรยากาศ Glass House สีขาวสะอาดตา และมีระเบียงด้านนอกด้วยค่ะ

ชั้นสอง ฮาเตียนคาเฟ่ฮาเตียนคาเฟ่          เราสามารถสั่งขนมและเครื่องดื่มได้ที่ชั้น 1 เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้านเป็นกาแฟมะตูม และยังมีกาแฟที่น่าสนใจอีกมากอย่างเช่น กาแฟอัญชัน กาแฟน้ำมะพร้าว กาแฟลิ้นจี่ หรือกาแฟส้มยูซุด้วยค่ะ ส่วนถ้าใครไม่ดื่มกาแฟก็ไม่ต้องห่วง เพราะเครื่องดื่มที่ไม่ใช่กาแฟก็มีให้เลือกอีกมากทีเดียว สำหรับเค้กต้องบอกว่าอร่อยทุกอย่าง เลือกทานตามชอบกันได้เลยค่ะ

ขนมและเครื่องดื่ม          นั่งชิลล์ในร้านจนพระอาทิตย์ตก เราอยากพาคุณเดินผ่านวัดโพธิ์ยามค่ำอีกที เวลานี้วัดโพธิ์จะไม่เหมือนเคยค่ะ คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศเงียบสงบ อากาศไม่ร้อน แถมพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลตอนค่ำที่มีแสงไฟก็สวยไปอีกแบบนะคะ

พระมหาเจดีย์สี่รัชกาลตอนค่ำ          หมดวันแบบไม่เหนื่อยมาก ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินกลับบ้านกันง่ายๆ อิ่มท้อง อิ่มใจ มีรูปลงไอจีด้วยค่ะ

          ถ้าใครว่างๆ ก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินมิวเซียม แวะคาเฟ่ และหามุมเก๋ๆ ถ่ายรูปในวัดดูนะคะ 😊