Credit  : Cover Image from imdb.com


ฉันเป็นลูกที่พ่อรัก แต่พ่อไม่อยู่บอกรักฉันมานานมากแล้ว เพราะพ่อได้รับวีซ่าครั้งใหญ่ ออกเดินทางไกลไม่กลับตั้งแต่ฉันอายุแค่ 13  

เป็นการไปโดยไม่ล่ำลาด้วยโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นโรคใหม่ และฉันยังเด็กจนงงว่า “ความตาย” คืออะไรกันแน่

เราสี่คนโตมาด้วยความแข็งแกร่งของแม่ ในวัยแค่สี่สิบ แม่ที่เคยเป็นผู้ตาม ต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวแบบโลกพลิก จนฉันแอบคิดเสมอว่า นี่ถ้าพ่อยังอยู่ ชีวิตหนูจะเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ไหม  เพราะด้วยความแกร่งกร้าวและความมีวินัย มันน่าจะต่างไปมาก

ไม่ว่าความคิดคำนึงถึงพ่อของคุณจะเป็นไปในรูปใด  Everybody's Fine เป็นหนังที่คุณควรดู

นี่ไม่ใช่หนังที่พร่ำพรรณนาถึงพระคุณล้นฟ้าของพ่อ ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วคุณจะอยากกลับไปกราบเท้าตอบแทนพระคุณ ไม่ใช่หนังอบอุ่นที่จบลงว่าลูกเนรคุณกลับใจเป็นลูกกตัญญู แต่  Everybody's Fine เป็นหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ลักลั่นว่า “รัก” นั้นคืออะไรกันหรือ

Advertisement

Advertisement

และทำไมในความเหมือน ๆ จะผูกพัน จึงมีความห่างเหินปานนั้นเกิดขึ้นได้

Credit Image : imdb.comCredit Image : imdb.com                                         


แฟรงค์ (โรเบิร์ต เดอนีโร) ชายผู้ใช้ทั้งชีวิตทำงานเลี้ยงดูครอบครัวที่ประกอบด้วยลูกทั้งสี่ เผชิญกับภาวะอ้างว้างหลังสูญเสียภรรยาไป ในช่วงชีวิตเงียบเหงาอ้างว้างหลังรีไทร์ แฟรงค์จึงดีใจที่ลูก ๆ จะกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตาที่บ้าน

แต่ความตื่นเต้นดีใจขนาดที่ลงทุนซื้อของดี ๆ เข้าบ้าน ก็พลันเริ่มหดหาย  เมื่อลูก ๆ ต่างแจ้งเข้ามาว่ามาได้ติดธุระด่วน

จุดนี้คนดูสายอ่อนไหว อาจจะเริ่มแอบ ๆ น้ำตาไหล เพราะหนังมันบิลท์ไปในทางนั้น คือลูกอะไรกันช่างละเลยความรู้สึกของบุพการี

Advertisement

Advertisement

ส่วนคนดูสายแข็งอาจรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า เพราะช่างเหมือนตอนที่เราแก้ตัวว่า ไม่มีเวลาไปเยี่ยมพ่อแม่ตอนสงกรานต์ เพราะ “งานมันยุ่ง”

เอาไงดีเมื่อลูกทั้งสี่ไม่มา อย่ากระนั้นเลย แฟรงค์ที่มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ ตัดสินใจเก็บของไปหาลูกเอง

Credit Image : imdb.comCredit Image : imdb.com


เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อแฟรงค์ออกเดินทาง สำหรับฉัน บทสนทนาระหว่างเดินทางที่แฟรงค์มีต่อผู้คนบนรถไฟมีอะไรซ่อนอยู่มาก การให้คนอื่นทายว่าเขามีอาชีพอะไร (งานในโรงงานผลิตสารพีวีซีเคลือบสายโทรศัพท์) สะท้อนถึงความภูมิใจขั้นสุดของคนวัยเกษียณ

แฟรงค์ไม่ได้มองว่าตัวเองแค่ทำงาน แต่เขามองว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการเชื่อมต่อสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

ฟังแล้วสะเทือนใจนิด ๆ ที่มันเป็นงานเบื้องหลังของเบื้องหลังของเบื้องหลัง จนไม่มีใครเก็ทความสำคัญเท่าไหร่ แต่นั่นสะท้อนทัศนคติของแฟรงค์ งานคือที่สุดของความสำเร็จที่ทุกคนควรแสวงหา

Advertisement

Advertisement

คนแรกที่แฟรงค์ไปเซอร์ไพรส์ แล้วเจอเรื่องเซอร์ไพรส์กว่าคือ เดวิด ลูกชายสายศิลป์ที่หากินทางวาดภาพอยู่ในมหานครนิวยอร์ก เพราะเดวิดไม่อยู่ที่อพาร์ทเมนต์ พ่อจึงเข้าไปไม่ได้

ภาพแฟรงค์นั่งรอเดวิดหน้าตึกทั้งคืนทำให้เราเริ่มใจหาย เหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่า ที่คิดว่าEverybody's Fineเกรงว่าจะไม่ค่อยจริง

แฟรงค์หิ้วกระเป๋าออกเดินทางต่อไปยังชิคาโก เพื่อเยี่ยมลูกสาวคนโต เอมี่ (เคท เบคคินเซล)

Credit Image : imdb.com Credit Image : imdb.com


ภาพภายนอกชีวิตของเอมี่นั้นสมบูรณ์แบบ ทั้งการงานในฐานะผู้บริหารในบริษัทโฆษณา ฐานะร่ำรวยและชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น เอมี่แสดงทีท่าว่าดีใจที่พ่อมา แต่ก็ยืนยันว่าเธอยุ่งมากจนพ่ออยู่กับเธอไม่ได้ แฟรงค์จึงต้องเก็บกระเป๋าออกเดินทางต่อพร้อมความรู้สึกสงสัย ว่าชีวิตของเอมี่มีความสุขอย่างที่เธอแสดงออกจริงหรือเปล่า

ไปถึงเดนเวอร์เพื่อเซอร์ไพรส์ลูกชายคนต่อไป แฟรงค์พบความจริงที่เซอร์ไพรส์กว่า โรเบิร์ต (แซม ร็อคเวล) ที่เขาคิดตลอดมาว่าประสบความสำเร็จในอาชีพนักดนตรี กลับมีความลับบางอย่างปิดบังเขาอยู่

Credit Image : imdb.comแฟรงค์ผู้เริ่มอ่อนล้า เดินทางต่อไปเจอโรซี่ (ดรูว์ แบร์รี่มอร์) ที่ลาสเวกัส และค้นพบว่าชีวิตนักแสดงของลูกสาวที่ดูไฮโซหรูหรา อาจไม่ได้หรูหราอย่างที่เธอพยายามบอก

การเดินทางยาวไกลเปลี่ยนภาพในใจของเขาจนหมดสิ้น แฟรงค์เคยคิดภูมิใจว่าเลี้ยงลูกจนเติบโตมีชีวิตสุขสบาย หรือว่าลูก ๆ อาจไม่ได้ “สบายดี” อย่างที่คิด

Credit Image : imdb.comCredit Image : imdb.com


บนเครื่องบินขากลับบ้าน แฟรงค์เกิดอาการหัวใจกำเริบรุนแรง คราวนี้ลูกทุกคนที่ยุ่งมากินข้าวกับพ่อไม่ได้ จึงต้องรีบมาดูใจที่โรงพยาบาล

ภาพลวงตาทั้งหมดแตกสลาย  ทั้งเงื่อนปมว่าเดวิดหายตัวไปไหน และความลับที่ลูกทุกคนเก็บงำไว้ ระเบิดออกมาบนเตียงที่พ่อนอนหายใจรวยริน

งานกำกับของเคิร์ค โจนส์ ชี้นำเราตั้งแต่ฉากแรกว่าเราต้องมาเจอกับดราม่าเรียกน้ำตาอย่างไม่ปิดบัง เพียงแต่เติมเงื่อนปมลึกลับเข้ามาเล็กน้อยให้คนดูได้ลุ้นเอาใจช่วย ถึงจะเดาได้ว่าแฟรงค์จะเจอความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไดนามิคของเรื่องราวก็เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

ฉันยอมรับว่าเริ่มน้ำตาไหลตั้งแต่ฉากแรก ๆ ที่รู้ว่าลูก ๆ จะไม่มาหาพ่อที่บ้านแล้ว และแน่นอนเมื่อถึงไคลแมกซ์ที่โรงพยาบาล หนังก็เล่นงานฉันจนบ่อน้ำตาแตก

การแสดงแบบน้อยแต่มากของโรเบิร์ต เดอนีโร ค่อย ๆ หงายพลิกความรู้สึกคนดูทีละน้อย จากความเห็นอกเห็นใจ กลายเป็นเริ่มอึดอัด และตามมาด้วยแรงเสียดทานสูงสุดทุกครั้งที่เดินจากลูกแต่ละคนมา

Credit Image : imdb.comCredit Image : imdb.com


เดอนีโรทำให้เรารู้สึกว่าแฟรงค์คือตัวเขาเองในด้านที่เราไม่เคยเห็น เป็นผู้ชายพูดน้อยเข้าใจยากที่เราเจอะเจออยู่เสมอในชีวิตจริง มีความห่างเหินในความใกล้ชิด มีความอึดอัดในความสนิทสนม

ด้วยรายละเอียดแค่เล็กน้อยในสีหน้า ก็พาให้เราเข้าใจความโดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ  นี่คือนักแสดงน้อยคนที่สามารถรับภารกิจ "แบกหนังทั้งเรื่อง" ได้อย่างยอดเยี่ยม

ส่วนลูกๆ ทั้งสี่ที่นั้น ล้วนตีบท "ทุกคนสบายดี"  ได้เหมือนจริงอย่างที่เรียกว่า "Everybody's Fine" 

เป็นลูกๆ แบบที่พวกเราก็เป็น สนุกสนานยิ้มร่า แต่เก็บงำความลับตลอดเวลากับพ่อแม่

Credit Image : imdb.comCredit Image : imdb.com                                                                      


Everybody's Fine สะท้อนความรักที่แปรมาเป็นความคาดหวัง แรงกดดันมหาศาลที่พ่อไม่เคยรู้ว่ามีต่อลูก

ความกลัวจะล้มเหลวในสายตาของพ่อ ซึ่งทุกขวบปีเฝ้ารอเห็นความสำเร็จของลูก กลับกลายเป็นปมฝังลึกให้ลูกๆ กลัวที่บอกความจริงว่า “พวกเราไม่ได้สบายดี" อย่างที่พ่ออยากให้เป็น

นี่คือหนัง “พ่อลูก” ที่ฉันมักเลือกหยิบมาดูซ้ำในเดือนธันวา เดือนที่ครอบครัวคาดหวังการมาเจอพร้อมหน้า เดือนที่มีวันของพ่อ เดือนที่มีผู้ชายคนหนึ่งเฝ้ารอการมาถึงของลูก ๆ

ถ้าคุณยังมีเขารออยู่  อย่างน้อยที่สุดถ้าไปไม่ได้ก็อย่าลืมโทรหา จะผ่านสายโทรศัพท์ชุบพีวีซีที่แฟรงค์ร่วมสร้างขึ้นมา หรือจะไลน์หาก็จงรีบทำ

ยังไม่สายเกินไปที่จะสื่อสารกับพ่อ ขอให้ดีใจที่คุณยังมีคนเฝ้ารอ และจงดีใจที่เขายังอยู่รอคุณ