สาวกของ Apple ที่รอคอยการเปิดตัวสินค้าใหม่จาก Apple คงไม่พลาดงาน Apple Event ที่จัดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน ซึ่งตรงกับเวลาเที่ยงคืนของบ้านเรา ซึ่งหลาย ๆ กระแสได้มีการทำนายไว้ว่าจะอะไรบ้างเปิดตัวซึ่งก็ค่อนข้างตรง ในงาน Apple Event ที่ผ่านไปแล้วมีการเปิดตัวสินค้าใหม่แค่สองกลุ่มคือ iPad ซึ่งมีสองรุ่นให้เลือก คือ iPad Air และ new Ipad และ Apple Watch มี Apple Watch Series 6 และ Apple Watch SE นอกจากนั้นก็จะเป็นการเปิดตัวบริการ Apple One และ Apple Fitness ซึ่งหากใครที่พลาดชมก็สามารถรับชมย้อนหลังได้บนเว็บไซต์ของ Apple ซึ่งในวันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังคร่าว ๆ ว่าแต่ละตัวที่เปิดตัวไปมีอะไรบ้าง ที่เด่น ๆ

Apple Watch Series 6 ที่เน้นเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่รักสุขภาพโดยเฉพาะ สิ่งแรกที่เพิ่มขึ้นก็อย่างที่หลาย ๆ กระแสเดากันไว้ คือมีฟังค์ชั่นที่วัดระดับออกซิเจนในเลือดด้วยเซ็นเซอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ รวมถึงแอพที่ช่วยในการติดตามการนอนที่น่าจะดีขึ้นกว่าเดิม ตัวซีรีย์ 6 นี้มีจอ Retina ที่ติดตลอดเวลา แต่ดีขึ้นคือความคมชัดแม้อยู่ใต้แสงแดด ส่วนฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ช่วยบอกข้อมูลการออกกำลังกาย, ควบคุมเพลง และฟีเจอร์เดิม ๆ ที่สำคัญ เช่นการแจ้งเตือนการเกิดอุบัติเหตุ และ การวัดการเต้นของหัวใจด้วย หรือ ECG ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปก็จะมีสีใหม่ของตัวเรือนอลูมิเนียมที่มีสีน้ำเงินและแดง ส่วนไทเทเนียมจะมีสีดำสเปซแบล็ค, สแตนเลสสตีลสีทองใหม่, อะลูมิเนียมสีเงิน และสาย Solo Loop ที่เป็นซิลิโคนเหมือนเป็นกำไลใส่ง่ายขึ้น รวมถึงหน้าปัดที่มีการออกแบบใหม่ ๆ มาให้เลือกมากขึ้นและปรับแต่งตามความชอบของแต่ละคน เช่น สำหรับคนรักการเล่นกระดานโต้คลื่น, คนรักการถ่ายภาพ ที่สำคัญอีกอย่างคือ คุณสมบัติการตั้งค่า Apple Watch สำหรับครอบครัวทั้งเด็ก ๆ และผู้สูงอายุ ที่เราสามารถตั้งค่าและเชื่อมต่อ Apple Watch ให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวที่ไม่มี iPhone ได้

Advertisement

Advertisement

Apple Watch Series 6ตัวที่สองคือ Apple Watch SE มีจอขนาดใหญ่ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับ Series 5 และ 6 คือขนาดเหมือนกัน คือ 40 และ 44 มม. ซึ่งรวม ๆ แล้วตัว SE นี้ก็จะเหมือนกับเอา Apple Watch Series 5 มาปรับแต่ง ตัวเรือนมีสีให้เลือกเหมือนซีรีย์ 5 แต่จะไม่มีจอแบบแสดงผลตลอดเวลา และไม่มีการวัดค่าออกซิเจนในเลือดเหมือน Apple Watch Series 6 ส่วนฟังค์ชั่นการทำงานอื่น ๆ ก็จะทำได้เหมือนกับ Apple Watch Series 6

Apple Watch SEซึ่งต่อไป Apple Watch จะมีจำหน่ายบนเว็บไซต์ Apple แค่ 3 รุ่น คือ Apple Watch Series 6, Apple Watch SE และ Apple Watch Series 3 ซึ่งราคาก็จะไล่เรียงกันตามลำดับ

Advertisement

Advertisement

Apple WatchiPad Air จอเป็น Liquid Retina ขนาด 10.9 นิ้ว ที่บางเบา มี touch ID ด้านบนใช้งานง่าย มี 5 สีให้เลือกคือ สีเงิน, เทาสเปซเกรย์, โรสโกลด์, เขียว และสกายบลู iPad Air จะใช้ชิพ A14 Bionic ทำให้การทำงานของ CPU เร็วขึ้น 40%, กราฟิกเร็วขึ้น 30% ทำงานได้ดีเหมือนใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คแต่ว่าจะใช้งานได้มากกว่า ไม่ว่าจะถ่ายวิดีโอระดับ 4K แล้วตัดต่อได้เลยบน iPad Air และใช้กับ Apple Pencil รุ่นที่ 2 เพื่อวาดรูประบายสี แรเงา ออกแบบกราฟฟิก จดโน้ต จัดระเบียบเอกสาร รวมถึงใช้คู่กับ Magic Keyboard เพื่อช่วยในการพิมพ์งานสะดวกรวดเร็วขึ้น กล้องหลังความละเอียด 12MP และกล้องหน้าที่มีความละเอียด 7MP เพื่อการโทรแบบวิดีโอคุณภาพสูงสำหรับการประชุมงาน แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้น รุ่น Wi‑Fi ความจุ 64GB ราคา 19,900 บาท และ 256GB ราคา 24,900 บาท

iPad AirIpad ใหม่ จอ Retina ขนาด 10.2 นิ้ว ใช้ชิพ A12 Bionic รองรับ Apple Pencil 1 และ Smart Keyboard ใช้เป็นตัวช่วยในการทำงาน แก้ไขเอกสาร หรือว่าจะโทร FaceTime ด้วยกล้องหน้า Facetime HD หรือจะต่อเข้ากับ Smart Keyboard ให้ช่วยพิมพ์งานได้เร็วขึ้น กล้องหลังความละเอียด 8MP ลำโพงสเตอริโอเสียงดี แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้น รุ่น wifi 32GB ราคา 10,900 บาท และ 128GB ราคา 13,900 บาท

new iPadApple One ซึ่งเป็นชุดรวมบริการ  4 อย่าง ของ Apple ไว้ด้วยกันคือ Apple Music, Apple TV+, Apple Arcade และ iCloud จะมีบริการทั้งแบบส่วนตัวและครอบครัว

ส่วนอีกบริการที่จะให้บริการสำหรับผู้ใช้ Apple Watch คือ Apple Fitness+ ซึ่งจะเหมือนเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย มีเทรนเนอร์ให้คำแนะนำ มีคลิปใหม่ ๆ มาให้เลือกทุกอาทิตย์ และแสดงผลการออกกำลังกายแบบ real time บนหน้าจอที่เราเลือกเช่น iphone, ipad บนทีวีผ่าน apple TV ซึ่งจะมีค่าบริการแบบรายเดือนและรายปี ซึ่งใครที่ซื้อ Apple Watch จะได้ใช้งานฟรี 3 เดือน

สำหรับวันที่จะวางจำหน่าย Apple Watch Series 6, Apple Watch SE, iPad Air และ new iPad ก็ต้องรอติดตามกันต่อไปค่ะ ว่าบ้านเรานั้นจะเป็นวันที่เท่าไร แต่ราคาและรายละเอียดเพิ่มเติมเราก็เข้าไปดูกันได้ในเว็บไซต์ทางการของ Apple

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก Apple