Street Art บริเวณย่าน China Town     ถ้าหากคุณมีเวลาว่างแค่ 48 ชั่วโมง แต่คุณต้องการไปในที่แตกต่างและดูเจริญหูเจริญตารวมทั้งสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ซึ่งทุกคนวิตกกังวลกับไวรัสโคโรนา ผมขอแนะนำสิงคโปร์ครับ ซึ่งได้รับสมญานามว่าดินแดนลอดช่องเพราะมีร้านขายลอดช่องในประเทศไทยในย่านเยาวราชว่าลอดช่องสิงคโปร์ ซึ่งทริปนี้จริงๆแล้วเหมือนหนีโคโรนาไปยังดินแดนที่ระบาดหนักกว่าแต่ไม่เป็นไรทุกคนที่นี่ยังใช้ชีวิตกันอย่างปกติอยู่ สำหรับทริปนี้กับเวลาแค่ 48 ชั่วโมง จะเป็นยังไงไปดูกันเลยครับ King Power Lounge อาหารรองท้องก่อนรอขึ้นเครื่อง

     ก่อนที่จะรอขึ้นเครื่องก็มาเข้า Lounge เพื่อหาอะไรรองท้องสักหน่อย โดยภายใน Lounge มีอาหารพวกข้าวต้ม ซาลาเปา กาแฟ ชา คอยให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ เมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่องจะเดินไปขึ้นที่ Gate 26 เครื่องของสายการบินไลอ้อนแอร์ออกในเวลา 16:05 น. และใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงยี่สิบห้านาที ก็มาถึงที่สนามบินชางฮี ประเทศสิงคโปร์ โดยที่เวลาท้องถิ่นจะเร็วกว่าที่ประเทศไทย 1 ชั่วโมง  เมื่อผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้วผมจึงเข้าเมืองโดยเรียก Grab ไปที่โรงแรมที่พักในย่าน Clark Quay ในราคา 18 SGD เมื่อนำของเก็บเข้าที่พักเสร็จแล้วจึงเดินไปทานอาหารเย็นกันที่ย่าน China Town โดยใช้วิธีเดินแทนการนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยร้านที่ไปกินอยู่ข้างๆร้าน Tiong Shan Porridge ร้านโจ๊กกบชื่อดังในย่านไชน่าทาวน์ เป็นร้านขายข้าวมันไก่ หมูกรอบ หมูแดง ไก่ย่าง เมื่อทานอิ่มแล้วจึงไปช็อปปิ้งบริเวณไชน่าทาวน์ตอนกลางคืน แล้วจึงกลับที่พักเพื่อพักผ่อนเตรียมลุยในวันต่อไปข้าวมันไก่สิงคโปร์อาหารขึ้นชื่อ

Advertisement

Advertisement

  15 กุมภาพันธ์ 2563 เช้าวันเสาร์เริ่มต้นด้วยการมาทานมื้อเช้าสไตล์สิงคโปร์ Kaya Toast ที่ร้าน Ya kun Kaya Toast ซึ่งอยู่ในย่านไชน่าทาวน์ปัจจุบันมีมาเปิดสาขาที่ประเทศไทยแล้ว เป็นร้านอาหารเช้าโดยหนึ่งเซตจะประกอบไปด้วย ขนมปังปิ้งทา KAYA กาแฟ 1 แก้ว และไข่ลวก KAYA TOAST 1 set

Advertisement

Advertisement

    โดยวิธีกินที่อร่อยที่สุดคือ ตีไข่ลวกให้แตกโรยด้วยซีอิ๊วและพริกไทย และนำขนมปังมาจิ้มและกิน ซึ่งลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อพออยู่ท้องแล้วจึงเดินเสพสตรีทอาร์ทถ่ายรูปบริเวณนั้น โดยบริเวณนั้นมีสตรีทอาร์ทอยู่มากมายStreet Art บริเวณ Chinatown

     หลังจากนั้นจึงเดินไปที่วัดพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่สวยที่สุดในสิงคโปร์เลยด้วยงบประมาณการลงทุนสร้างที่มหาศาลวัดพระเขี้ยวแก้วหลังจากนั้นจึงนั่งรถไฟฟ้าไปยังสถานี Raffles Place เพื่อที่จะไปยังแลนด์มาร์คอันดับหนึ่งตลอดกาลของสิงคโปร์ นั่นก็คือเมอร์ไลอ้อนนั่นเองMerlion แลนด์มาร์คอันดับหนึ่งตลอดกาลของสิงคโปร์    เมื่อถ่ายรูปเสร็จจึงเดินไปเลาะตามอ่าวสิงคโปร์เพื่อไปที่บริเวณ Gatden by The bay ซึ่งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ในสิงคโปร์ ซึ่งก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นจะเป็นบริเวณโรงแรมมารีน่าเบย์แซนด์ ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีตึกสามตึกและมีเรือลำใหญ่หาดอยู่ข้างบน ซึ่งก็เป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งของสิงคโปร์เช่นเดียวกัน ซึ่งภาพนี้ถ่ายหลังจากที่ดูโชว์แสงไฟ Supertree ใน Garden by the bay เสร็จเรียบร้อยแล้วมารีน่าเบย์แซนด์ก็เดินข้ามสะพานลอยมายัง Garden by The bay ก็จะพบกับไข่ขาวกลางน้ำซึ่งลอยอยู่ในลำธารเหมาะแก่การถ่ายรูป โดยตอนกลางคืนจะเปิดไฟเปลี่ยนสีไปมา

Advertisement

Advertisement

บริเวณทางเข้าสวน Garden by The Bay

    โดยเมื่อเดินมาถึง Supertree บริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่ใช้โชว์ไฟ ซึ่งรอบการแสดงจะมีในเวลา 19:45 น. และ 20:45 น.โดยจะแสดงรอบละ 15 นาที โดยบริเวณนี้สามารถเข้าชมฟรีได้บริเวณ Supertree ก่อนจะเริ่มการแสดงแสงสีเสียง

    โดยขณะที่แสดงจะมีนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศมาคอยจับจองพื้นที่เพื่อชมการแสดงยอด Supertree เมื่อมีการแสดงแสงสีเสียงไข่ขาวในลำธารเมื่อถูกเปิดไฟในตอนกลางคืน

     เมื่อการแสดงเสร็จสิ้นแล้วจึงเดินทางกลับไปแถวบริเวณโรงแรมโดยการนั่งรถไฟฟ้า mrt  จากสถานี Bayfront ไปยังสถานี Clark Quay และไปทานอาหารเย็นที่ร้าน Legendary Bak kut teh ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาหารประจำชาติสิงคโปร์

Bak Kut Teh    โดยเป็นซี่โครงหมูตุ๋นในน้ำซุปที่หอมด้วยกระเทียมและกลิ่นพริกไทย มักทานคู่กับข้าวสวยและปาท่องโก๋ เป็นการเติมเต็มความสุขในวันแรกของสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นจึงกลับเข้าโรงแรมพักผ่อน 

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 

     วันที่สองซึ่งเป็นวันสุดท้ายของทริปนี้เราเริ่มต้นการเดินทางด้วยการข้ามไปเกาะมหาสนุกเกาะเซนโตซ่า โดยเดินทางจาก mrt clark quay ไปยัง mrt harbourfront ปละเข้าห้าง vivocity และเดิน sentosa broadwalk ข้ามไปยังเกาะเซนโตซ่า โดยเดินไปยัง S.E.A aquarium ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น aquarium ที่ใหญ่ที่สุดใน South East Asia  โดยมีค่าเข้าชมที่ราคา 28 SGD ภายใน S.E.A aquarium

 เมื่อชมเสร็จแล้วจึงเดินทางกลับไปยังฝั่งเกาะสิงคโปร์ เพื่อไปยังห้าง vivo city และเรียก Grab ไปยังร้าน Tiong Bahru Bakery ซึ่งเป็นร้านขายเบเกอร์รี่ชื่อดังของสิงคโปร์ โดยมีเมนูยอดฮิตอย่างครัวซองต์ ครัวซองต์ร้าน Tiong Bahru Bakery

บริเวณหน้าร้าน Tiong Bahru Bakery    หลังจากนั้นจึงเตรียมนั่งรถกลับไปสนามบินโดยเรียก Grab เหมือนเดิมเพราะว่าทริปนี้เป็นทริปที่ผมเดินทางมากับครอบครัวจึงไม่ค่อยได้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินในสิงคโปร์มากเท่าไหร่ โดยมีราคาค่ารถที่ 20 SGD ไปยังบริเวณ Terminal 1 เพื่อที่จะนั่งเครื่องบินกลับในเวลา 20:35 ซึ่งพอมาถึงสนามบินแล้วก่อนกลับก็จะไม่พลาดเช็คอินอีกหนึ่งสถานที่เปิดใหม่ในสิงคโปร์คือ Jewel Changi Airport ซึ่งเป็นน้ำพุขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในร่มภายในห้าง น้ำพุภายใน jewel changi airport

     โดยที่น้ำพุจะมีการแสดงเปลี่ยนสีน้ำไปมาในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คหากใครมาสิงคโปร์ก็ไม่ควรพลาดที่จะแชะภาพเก็บไว้เป็นความทรงจำ 

     สำหรับผมแล้วสิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าค้นหาและมีอะไรมาดึงดูดให้ผมต้องจองตั๋วกลับไปเสมอ ทั้งเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีทั้งชาวจีน มลายู อินเดีย ซึ่งอยู่กันอย่างสันติสุข และอาหารที่แสนอร่อย ซึ่งหากมีเวลาเพียงแค่ 48 ชั่วโมง ทุกคนก็สามารถมาเที่ยวสิงคโปร์ได้แล้ว จึงอยากฝากสิงคโปร์ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของนักเดินทางทุกคนที่อยากไปหาอะไรใหม่ๆด้วยครับ