3 เหตุผลที่ควรใส่ใจใน Emotional Benefit

ประโยชน์ที่สินค้าจะส่งมอบให้กับลูกค้าได้ มีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ Functional Benefit หรือ ประโยชน์ด้านการใช้สอย เช่น คุณภาพ, ความรวดเร็ว หรือสรรพคุณต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนประเภทต่อมาคือ Emotional Benefit ซึ่งหมายถึงประโยชน์ด้านอารมณ์ความรู้สึก เน้นตอบสนองด้านจิตใจให้กับลูกค้า

เรามักถูกสอนให้ใช้หลักการและเหตุผลอยู่เสมอ แต่จริง ๆ แล้ว “อารมณ์” ก็เป็นส่วนเติมเต็มให้มนุษย์มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น และหากใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย ในด้านการตลาดและธุรกิจก็เช่นเดียวกัน

emotionขอบคุณรูปภาพจาก https://www.pexels.com/photo/black-porsche-vehicle-2127022/

ในบทความนี้เราจะมาพูดถึง 3 เหตุผลง่าย ๆ ว่าทำไมเราควรให้ความสำคัญกับ Emotional Benefit ดังต่อไปนี้

Advertisement

Advertisement

Emotional Benefit ช่วยสร้างความแตกต่าง

ในตลาดที่มีสินค้าเหมือน ๆ กัน ในด้านรูปลักษณ์ ประโยชน์ใช้สอย สรรพคุณต่าง ๆ สิ่งที่จะทำให้เกิดความแตกต่างได้ คือ การเล่นกับอารมณ์ความรู้สึก

ในการตลาดมีศัพท์คำหนึ่งที่เรียกว่า Unique Selling Point หรือ จุดขาย ซึ่งหากเราใส่ความแตกต่างด้านอารมณ์ให้กับจุดนี้จะยิ่งทำให้สิ้นค้าของเราโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟหลายแห่งอาจจะแข่งขันกันด้านรสชาติ หรือแข่งกันว่ากาแฟของใครเข้มกว่ากัน นั่นคือการแข่งขันด้าน Functional Benefit แต่มีอยู่แบรนด์หนึ่งได้นำเสนอว่าร้านกาแฟของเขาเปรียบเสมือนสถานที่ที่ให้ลูกค้าได้พักผ่อนหย่อนใจ ชาร์จพลังให้สดใหม่ ด้วยกาแฟและที่นั่งโซฟานุ่ม ๆ ร่วมสร้างโมเมนต์แห่งความสุข ให้กลับไปทำงานต่อช่วงบ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสร้างความแตกต่างด้านอารมณ์จะทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของเราได้ดีกว่าการนำเสนอเพียงแค่ด้านประโยชน์ใช้สอยเท่านั้น

Advertisement

Advertisement

emotionขอบคุณรูปภาพจาก https://www.pexels.com/photo/assorted-cartier-analog-watches-on-display-2088326/

Emotional Benefit ยากต่อการลอกเลียนแบบ

การนำเสนอคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึก เปรียบได้กับ “สำเนียง” ประจำตัวบุคคล ที่ไม่เหมือนใครและยากต่อการลอกเลียนแบบ การจะลอกเลียนแบบด้านอารมณ์นั้นทำได้ยากเพราะอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และจับต้องไม่ได้ และต่อให้ถอดรหัสออกมาได้ ก็ใช่ว่าจะทำตามกันได้ง่าย ๆ

ตัวอย่างเช่น มีสมาร์ทโฟนอยู่หลายแบรนด์ที่มีประสิทธิภาพใกล้ ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลที่รวดเร็ว, แบ็ตอึด หรือ ถ่ายรูปสวย แต่จะมีบางแบรนด์ที่ผู้ใช้รู้สึก “ภูมิใจ” ที่ได้เป็นเจ้าของ เพราะเมื่อใช้แล้วทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองดูดี ดูสมาร์ท ดูมีฐานะ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการนำเสนอเรื่อง Emotional Benefit

Advertisement

Advertisement

emotionขอบคุณรูปภาพจาก https://www.pexels.com/photo/food-restaurant-summer-nuts-2424/

Emotional Benefit ช่วยให้ซื้อเยอะและซื้อแพงได้

หากคนเราทุกคนใช้หลัก “เหตุผลและประโยชน์” ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจริง นั่นหมายความว่า ก่อนจะเดินเข้าร้านอาหารที่ไหน ต้องพิจารณาก่อนว่าอาหารที่รับประทานนั้นได้สารอาหารครบถ้วนหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นร้านฟาสต์ฟู้ด หรือ ร้านขนมหวาน อาจจะเจ๊งไปแล้วก็เป็นได้ ในทางกลับกันร้านเหล่านี้กลับมีความเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำกำไรสูงขึ้น และมีธุรกิจเกิดใหม่ขึ้นอยู่ตลอด ยกตัวอย่างง่าย ๆ “ชานมไข่มุก” ที่มีแบรนด์ใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

และการกระตุ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกนี่แหละจะทำให้ลูกค้าเห็นว่า “คุณค่า” ที่เขาจะได้รับนั้นมากกว่า “ราคา” ที่เขาจะต้องจ่าย นำมาซึ่งการซื้อที่มากขึ้นด้วยความเต็มใจนั่นเอง ตรงนี้ให้ลองนึกถึงสินค้าแบรนด์เนม ลองพิจารณาดูว่าเพราะเหตุใดธุรกิจเหล่านี้ถึงยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ทั้ง ๆ ที่ตั้งราคาสินค้าสูงมาก

 

บทความโดย โอ้

Facebook : fb.me/justlearntogether

YouTube : https://bit.ly/2PpkbZu

IG : kanziri