ใคร? ...ในลิฟท์

 

 

ฉันเพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทใหม่ ได้เพียงไม่กี่วัน สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่ชอบเลย ก็คือ ออฟฟิศตั้งอยู่ในตึกสูง และฉันต้องขึ้น-ลงด้วยลิฟท์

ใช่แล้วค่ะ ฉันไม่ชอบลิฟท์ และค่อนข้างจะกลัวมันเลยล่ะ ก็ชีวิตเด็กบ้านนอกอย่างฉัน อยู่แต่ในที่โล่งๆ กว้างๆ ลำพังต้องมาเช่าห้องสี่เหลี่ยมอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อหางานดีๆ ทำ ก็แออัดพอทนอยู่แล้ว ยังต้องมาเดินทางขึ้น-ลงตึกด้วยลิฟท์แคบๆ นี่อีก

แล้วอีกอย่าง ฉันก็มักได้ยินข่าวลิฟท์ค้าง ลิฟท์ตก จนมีคนสียชีวิตบ่อยๆ ฉันรู้สึกกลัวยังไงก็ไม่รู้ ถ้าเป็นไปได้ ฉันจะไม่ยอมขึ้นลิฟท์คนเดียวเด็ดขาดเลย

ออฟฟิศของฉัน อยู่ที่ชั้น 21 เลยทีเดียว ไม่มีทางเลยที่จะหลบเลี่ยงเดินขึ้นบันได  แต่ก็ยังดีที่เวลาขึ้นลิฟท์ ก็มักจะมีคนขึ้นไปพร้อมกันจนแน่น คงไม่น่ากลัวเท่าไหร่

ในลิฟท์

แต่แล้ว...มันก็มีวันนี้จนได้ วันที่งานล้นมือจนเคลียร์ไม่เสร็จในเวลาทำงาน จึงต้องอยู่ทำโอทีจนกว่าจะเสร็จ ซึ่งก็ดึกพอสมควร พองานเสร็จันจึงรีบเก็บของกลับบ้าน หวังว่าคงมีใครลงลิฟท์เป็นเพื่อนบ้าง แต่เหมือนจะช้าไปเสี้ยววินาที พอวิ่งไปถึงหน้าลิฟท์ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งลงลิฟท์ไปแล้ว

Advertisement

Advertisement

ฉันจำใจต้องกดลิฟท์ลงคนเดียว สายตาก็กวาดมองหาเพื่อนร่วมทางไปทั่ว แต่ก็ไม่มีวี่แวว

ติ๊ง! เสียงลิฟท์เปิด ฉันอดไม่ได้ที่จะกวาดสายตาเข้าไปมองในลิฟท์ก่อนที่จะเดินเข้าไป แล้วโชคก็เข้าข้าง มีคนโดยสารอยู่ในลิฟท์คนนึง อย่างน้อยๆ ฉันก็ไม่ต้องลงลิฟท์คนเดียวแล้ว

พอฉันเข้าไปในลิฟท์ ก็ยิ้มให้ผู้หญิงในลิฟท์ด้วยความเป็นมิตร แต่เธอกลับทำหน้าตาเฉยชา ไม่สนใจสักนิด ฉันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากทักทาย

“ทำโอทีเหรอคะวันนี้ นึกว่าจะไม่มีเพื่อนลงลิฟท์ซะแล้ว”

เงียบ...ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากเธอ ทำเอาฉันเหวอๆ ไปเหมือนกัน

Advertisement

Advertisement

พอลิฟท์เปิดที่ชั้น G ซึ่งเป็นชั้นล่างสุดของตึกแล้ว ฉันกำลังจะเดินออก แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังยืนนิ่ง

               “ถึงชั้น G แล้ว ไม่ออกเหรอคะ” ฉันถาม แต่เธอก็ไม่ตอบอะไร

               ฉันไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเธอคงจะลืมของ แล้วขึ้นไปชั้นบนอีก ฉันจึงเดินออกมา พอดีเจอพี่แตงที่ลงมาก่อนยังเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าลิฟท์

               “นิด เมื่อกี้พูดอะไรอยู่ในลิฟท์น่ะ”

               “ใครไม่รู้เหมือนกัน ถึงชั้นล่างแล้วก็กลับขึ้นไปอีก ไม่ยอมออกมา”

               “แต่พี่ไม่เห็นใครในลิฟท์เลยนะ เดินผ่านมา เห็นแกพูดอยู่คนเดียวอ่ะ”

               “จะบ้าเหรอพี่ ก็ฉันลงมาพร้อมเขา เขาคงลืมของ ก็เลยกลับขึ้นไปมั้ง” ฉันพูดพลางหันไปชี้ที่ลิฟท์

               แต่แล้วก็ต้องตาค้าง...

Advertisement

Advertisement

               ลิฟท์ยังคงอยู่ที่ชั้น G ไม่ได้ขึ้นไปไหน แล้วประตูก็ปิดอยู่

               “เขาออกไปแล้วเหรอพี่”

               “ไม่มีใครออกมาจากลิฟท์หรอกนิด นอกจากแกคนเดียว”

               นั่นเป็นเพียงครั้งแรก ที่ฉันรู้สึกหลอนกับลิฟท์ที่ตึกนี้ ไม่มีใครสามารถบอกได้เลยว่า ผู้หญิงที่ฉันเห้นในลิฟท์นั้นเป็นใคร แล้วที่สำคัญ ใช่คนหรือไม่...

               หลายวันผ่านไป จนฉันเกือบลืมเรื่องผู้หญิงในลิฟท์คนนั้นไปแล้ว คราวนี้ ฉันต้องอยู่เคลียร์งานจนดึกอีก ซึ่งก็ตามเคย คือฉันมักเป็นคนทำอะไรช้า กว่าจะเก็บของ กว่าจะทำนู่นทำนี่ พวกที่ทำโอทีอยู่ด้วยกันเขาก็ออกจากตึกกันไปเกือบหมดแล้ว พอวิ่งออกมาที่หน้าลิฟท์ ก็ไม่เห็นใครสักคน

               “ต้องลงลิฟท์คนเดียวอีกแล้วเหรอเนี่ย มัวแต่อืดอาดจริงๆ เลยเรา” ฉันบ่นกับตัวเอง

               เมื่อประตูลิฟท์เปิด ฉันก็กวาดตามองเข้าไปในลิฟท์อีกครั้ง รู้สึกเสียวสันหลังไม่หาย เมื่อนึกถึงผู้หญิงปริศนาคนนั้น แต่คราวนี้ ไม่มีใครอยู่ในลิฟท์

               “เอาวะ...ลงคนเดียว ดีกว่าเจอแบบคราวนั้น” ฉันพึมพำคนเดียว

               พอประตูลิฟท์ปิด ฉันก็กดลงชั้น G แต่จู่ๆ ลิฟท์เจ้ากรรม ดันไม่ลง มันกลับขึ้นไปชั้นบน เหมือนมีใครกดเรียก ใจฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ คิดในใจว่า ถ้าเป็นคนกดเรียกก็ดี จะได้มีเพื่อน แต่ถ้าไม่ใช่คนล่ะ...บรื๋อ!

               ลิฟท์ขึ้น อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดที่ชั้นใดชั้นหนึ่ง มันขึ้นถึงชั้นสุดท้าย คือชั้น 35 ซึ่งเป็นชั้นที่ติดกับดาดฟ้า แน่นอนว่าชั้นนี้ ไม่น่าจะมีคนอยู่แล้ว ในเวลานี้ แต่แล้วลิฟท์ก็เปิดที่ชั้นนั้น พอลิฟท์เปิดออกมา สิ่งที่เจอคือความมืด ไม่เห็นมีคน หรืออะไรสักอย่าง มันเงียบสงัดเลยทีเดียว แล้วใครที่ไหนจะมากดเรียกลิฟท์ขึ้นมาที่นี่

ลิฟท์ตก

               พอลิฟท์เปิด ฉันรู้สึกได้ถึงลมเย็นวูบหนึ่ง จากนั้นลิฟท์ก็ปิด ฉันกลัวจนไม่รู้จะกลัวยังไง ได้แต่ภานาให้ลิฟท์มันลงถึงชั้น G สักที ฉันเข่าอ่อนไปหมดแล้ว คิดได้ไม่ทันไร จู่ๆ ขณะที่ลิฟท์กำลังลง ไฟก็ดับ แล้วลิฟทก็ค้าง อยู่ที่ชั้นเท่าไหร่ไม่ทราบได้ ฉันตกใจสุดขีด แต่ก็รีบตั้งสติ คว้าโทรศัพท์ตัวเองออกมา พยายามจะโทรหาคนข้างนอก แต่ดูเหมือนจะไม่มีสัญญาณเลยสักนิด กดปุ่มฉุกเฉินขอควาช่วยเหลือก็ไม่มีใครตอบ

               “ทำยังไงดีล่ะทีนี้ พ่อแก้วแม่แก้ว ช่วยลูกช้างด้วย” ฉันยกมือท่วมหัว

               “กลัวเหรอ!”  จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งแทรกขึ้นมาในความเงียบ

               “ใครวะ ถามว่าใคร” ฉันถามด้วยความโมโห

               “ฉันก็กลัว เหมือนเธอนั่นแหละ” เธอว่า

               “เธอกลัวก็เรื่องของเธอสิ แล้วมาทำให้ฉันกลัวด้วยทำไม” ฉันเริ่มพูดไป ร้องไห้ไป

               “ฉันแค่อยากให้เธอรู้ ว่าฉันรู้สึกยังไง เผื่อเธออยากช่วยฉัน”

               หลังจากจบประโยคนี้ จู่ๆ ไฟในลิฟท์ก็ติด ทำให้ฉันมองเห็นเธอคนนั้น เธอยืนอยู่ข้างหลังฉัน ฉันไม่กล้าหันไปมองตรงๆ

“อย่าหลอกฉันเลย ฉันไม่เคยทำอะไรให้สักหน่อย”

จากนั้นลิฟท์ก็เริ่มทำงาน มันกำลังลงมายังชั้น G แต่ไม่ได้ลงแบบธรรมดา ลิฟท์ตกพรวดลงมาจากชั้น 20 กว่าถึงชั้น G ฉันร้องลั่นลิฟท์ พร้อมกับเสียงกรี๊ดของผู้หญิงแปลกหน้านั่นด้วย เธอส่งเสียงได้แสบแก้วหูฉันมาก ฉันคิดว่า ถ้าลิฟท์ตกถึงพื้น มันต้องกระแทกอย่างรุนแรง ฉันต้องตายแน่ๆ

นาทีนั้น ฉันไม่ได้รู้สึกกลัวผีเลยสักนิด แต่กลัวตายมากกว่า

ลิฟท์ตกลงมาถึงชั้นล่างสุด ฉันหลับหูหลับตานั่งคุดคู้กับพื้น คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งหลาย ฉันยังไม่อยากตาย ยังไม่อยากตาย....

“คุณๆ เป็นอะไรไปครับ ลิฟท์เปิดแล้ว ทำไมไม่ออกมา ดึกแล้วนะครับ เดี๋ยวตึกจะปิดแล้ว”

ฉันเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็นพนักงานรปภ. ที่มาเรียกฉัน

“นี่ฉันยังไม่ตายเหรอคะ”

“จะตายได้ไงละครับ”

“ก็ไฟมันดับ แล้วลิฟท์มันก็ตก เมื่อกี้ ตกลงมาจากชั้น 20 กว่าเลยนะ”

“เอ่อ...คุณผู้หญิงครับ เหตุการปกติดีนะ ไม่มีไฟดับ หรือลิฟท์ตกอะไรทั้งนั้น ผมว่าคุณรีบกลับบ้านดีกว่า”

ฉันงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหลือเกิน รปภ.ยืนยันว่า ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเลย แต่ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่ามันเกิดขึ้น หรือว่าผู้หญิงคนนั้น อยากให้เห็น หรือว่านั่น...คือสาเหตุการตายของเธอ

วันรุ่งขึ้น ฉันอดไม่ได้ที่จะสืบสาวความจริง ว่าลิฟท์ตัวนั้น เคยมีใครตายหรือไม่ แต่ดูเหมือนทุกคนจะปิดปากเงียบ จนกระทั่ง ฉันไปถามกับแม่บ้านคนหนึ่ง ซึ่งทำงานในตึกนั้นมานานมากแล้ว

“บอกหนูหน่อยเถอะป้า ว่ามีคนเคยตายในลิฟท์ตัวนั้นใช่มั้ย” ฉันขอร้องพลางยัดแบงค์ร้อยสองใบใส่กระเป๋าเสื้อของเธอ

“ถ้ามีคนรู้ว่าป้าพูด ป้าโดนไล่ออกแน่เลยหนู”

“พูดเถอะป้า ไม่มีใครรู้หรอก”

“นานหลายปีมาแล้วล่ะ เคยมีผู้หญิงคนนึง ทำงานกลับดึก แล้วก็ลงลิฟท์มาคนเดียว จู่ๆ ไฟมันก็ดับ ลิฟท์ก็ค้าง สักพักพอไฟติด ลิฟท์ก็ตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ไม่มีใครรู้เรื่องเลย กระทั่งมาเปิดลิฟท์ตอนเช้า ถึงเจอศพ ป้านี่แหละเป็นคนเห็นคนแรก  เธอน่าสงสารมาก อยู่ในท่าที่กลัวสุดขีด นั่งคุดคู้อยู่ในมุมลิฟท์”  แม่บ้านพูดพร้อมทำสีหน้าสยดสยอง

“แล้วหลังจากนั้น เจ้าของตึกก็สั่งให้ปิดข่าวใช่มั้ยป้า”

“ใช่แล้ว...เขาให้เงินปิดปากพ่อแม่ของหนูคนนั้นไปมากโข เรื่องก็เลยเงียบ แต่คนที่รู้เรื่องมาก่อน เขาจะไม่ค่อยขึ้นลิฟท์ตัวนั้นหรอก”

“ขอบคุณมากนะป้าที่เล่าให้หนูฟัง”

ถึงตอนนี้ ฉันรู้แล้วว่าที่ฉันเจอคืออะไร ฉันไม่ได้รู้สึกกลัว แต่รู้สึกสงสารผู้หญิงคนนั้นมากกว่า ฉันไปใส่บาตรทำบุญให้เธอ หวังจะช่วยให้เธอพ้นจากความทุกข์ ความกลัว ไอ้เรื่องที่จะไปขุดเรื่องราวขึ้นมาพูด หรือให้เจ้าของตึกทำพิธีเรียกวิญญาณเธอกลับ มันก็คงเกินกำลังของฉัน

หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ตัดสินใจลาออกจากบริษัท บอกตรงๆ ว่าฉันไม่อยากอยู่ที่ตึกนั้นอีกแล้ว หลังจากเจอเรื่องนี้ ฉันหวังว่า เธอคงได้ไปสุ่สุคติ จากบุญที่ฉันทำไปให้

 ใครในลิฟท์

....................

รูปภาพจาก: https://pixabay.com/th/