ตอนนั้นประมาณปี2554ตอนนั้นผมเพิ่งคบกับแฟนปีแรกแฟนเรียนอยู่ม.รัตนบัณฑิตส่วนผมอยู่ม.ธุรกิจบัณฑิต วันนั้นผมกับแฟนได้นัดกันเที่ยวช่วงปีใหม่โดยไปกันทั้งหมด4คนมี ผม เพื่อน แฟน และแฟนเพื่อน นัดเจอกันที่เดอะมอล์บางกะปิ เราได้หาห้องพักเพื่อจะค้างคืนแต่ไปที่ไหนๆแถวนั้นเต็มหมด จนไปเจอโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งก็อยู่เกือบติดถนนใหญ่เข้าซอยไปไม่ถึง200เมตรหน้าซอยมีมินิมาร์ทเล็กๆ หน้ามินิมาร์ทมีป้ายรถเมล์เก่าๆ ผมเห็นว่ามันก็ดูไม่เลวร้ายอะไรจากภายนอกเป็นตึกถ้าจำไม่ผิดน่าจะ4ชั้นตึกไม่ได้ทาสีก็ดูไม่ถึงกับเก่ามากทางเข้าเป็นกระจกสีดำ

       ผมเดินเปิดประตูเข้าไปผมได้กลิ่นธูปเลยมองหาที่มาของกลิ่นเห็นศาลเล็กๆที่สำหรับคนจีนเขาให้วกันมีธูปจุดปักอยู่กวาดสายตาไปรอบๆผมรู้ทันทีเจ้าของคนจีนแน่นอนเห็นรูปถ่ายคนจีนขาวดำเห็นภาษาจีน มีเค้าเตอร์ไม้สักแต่ไม่มีคนอยู่เลยผมเลยมองหน้าแฟนกับเพื่อนเอาไง เพื่อนบอกลองเรียกก่อนไหม ผมเลยพูดออกไป “เปิดห้องหน่อยคร้าบ” สักแปปมีคุณยายคนหนึ่งเดินมาอายุน่าจะราวๆ50ปลายๆใส่ชุดเหมือนกินเจขาวทั้งชุด คุณยายถามเปิดกี่ห้องคะ ผมตอบไป2ห้องครับ ผมได้ห้อง302 เพื่อนกะแฟนเพื่อนได้303ติดกัน เดินไปขึ้นลิฟท์ ลิฟท์แคบมากเข้า4คนคือต้องตะแคงตัวประตูลิฟท์ที่ค่อยๆปิดเสียงเหมือนสนิทเกาะอี๊ดๆๆๆ(เก่าจริง) “ผมนึกในใจบรรยากาศแมร่งเหมือนหนังผี” ภายในห้องเหมือนโรงแรมทั่วไปผ้าปูสีขาวมีกลิ่นอับๆเก่าๆ มีกระจกที่ระเบียงกว้าง มีม่านสีขาว เก็บกระเป๋าเสร็จผมไปเดินเที่ยวดูหนังกินข้าวเดินตลาด

Advertisement

Advertisement

            กลับที่พัก21:00กว่าๆทุกคนอาบน้ำเส็จมานั่งเล่นที่ห้องผมคุยกันจนถึงเที่ยงคืนกว่าๆเพื่อนกับแฟนเพื่อนขอตัวกลับห้องไปนอน ผมก็รู้สึกง่วงเผลอหลับไป อยู่ดีๆสดุ้งตื่นเพราะเสียงม่านที่สะบัดด้วยแรงลม (ผมคิดอยู่สักแปปผมว่าผมปิดประตูระเบียงแล้วนะ)ผมจึงหันมองแฟนเห็นแฟนลืมตาผมเลยถาม อ่าวยังไม่หลับหรอ แฟนตอบนอนไม่ค่อยหลับเลย ผมรู้อยู่ในใจกลัวแน่ๆแต่ผมไม่พูด ผมทำใจลุกเดินไปปิดประตูกระจกตรงระเบียงแล้วรีบกระโดดขึ้นเตียงในใจตอนนั้นเริ่มกลัว ผมก็ไม่รู้นะเพราะอะไรแต่เหมือนผมมีเซนส์ผมรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองผมอยู่ ปิดไฟนอนแสงไฟจากข้างนอกส่องผ่านผ้าม่านที่ปลิวสบัดไปมา นอนกอดแฟนข่มตาหลับพอเหมือนจะวูปหลับก็สะดุ้งผหวาตื่นผมก็งงกับตัวเองแต่ไม่ใช่แค่ผม แฟนผมก็เป็นเธอจะกะตุกๆเวลาที่เหมือนจะหลับพอกะตุกเราก็จะตื่นทั้งคู่ ลืมตากดโทรศัพท์ดูนาฬิกา02:23ผมนึกในใจเมื่อไหร่จะเช้าทำไมแต่ละช่วงโมงช้าจัง สักแปปหลังวางโทรศัพท์ผมได้ยินเสียงกดชักโครกที่ดังมาจากห้องน้ำผมกับแฟนมองหน้ากันตอนนั้นผมรู้เลยว่าแฟนใจไม่ดีแล้วอยากจะเช็คเอ้าออกตอนนี้แต่ไม่กล้าลุก

Advertisement

Advertisement

ต่างคนต่างเงียบสายตาผมชำเลืองไปที่ระเบียงเห็นเงาสีดำหลังม่านที่เหมือนเงาคนมากผมรีบเปลี่ยนสายตาทันที ไม่กล้าบอกแฟนกลัวแฟนร้อง นึกในใจผมขออาศัยนอนสักคืนนะครับไม่คิดจะลบหลู่อะไรมือเท้าผมเย็นมือสั่นกลัวมากบอกตรง ไม่กล้าหันไปมองตรงระเบียงอีก นอนหันหน้าเข้าหากันกับแฟน จนสว่างขาตาตอนนั้น 6:40 ผมกดโทรศัพท์หาเพื่อนบอกมึงตื่นเลยอาบน้ำอีกครึ่งชั่วโมงกลับ เพื่อนผมตอบมาว่ากูเสร็จตั้งนานละ ผมกับแฟนดูรีบๆอาบน้ำเก็บของเพื่อนมาเคาะปะตู

          เรากลับทันทีระหว่างเดินไปที่หน้าลิฟท์ผมมองห้องที่เดินผ่านและคิดในใจตั้งแต่เช็คอินผมยังไม่เห็นแขกคนอื่นเลยแม้สักคนนอกจากพวกผม กดลิฟท์ลงลิฟท์ขึ้นมาชั้น1หยุดอยู่นานเหมือนมีคนกดชั้น2ก็นานกว่าจะถึงชั้น3ที่ผมอยู่ประตูเปิดช้าๆด้วยเสียงเดิมทุกคนเข้าลิฟท์ ผม เพื่อน แฟนเพื่อน. คนสุดท้ายแฟนผมกำลังจะก้าวเข้าลิฟท์ ลิทฟ์ปิดแบบไวมากแฟนผมเข้าไม่ทันผมกดตัวเปิดก็ไม่เปิดมองหน้าแฟนแค่เสี้ยววินาทีที่ลิฟท์ปิดแววตาดูตกใจเธอเรียกชื่อผม ผมเลยตะโกนบอกวิ่งลงบันไดเลย

ความรู้สึกผมระหว่างลิฟท์กำลังลงมันช้าเหลือเกินกว่าจะถึงชั้น1ลิฟท์เปิดผมวิ่งขึ้นบันไดไปได้แค่ไม่กี่ขั้นแฟนผมวิ่งลงมาน้ำตาคลอ ผมถามเป็นอะไร แฟนบอกกลัวมาก พอจะเช็คเอ้าไม่มีใครอยู่เหมือนเดิม แต่คือที่นี่ไม่มีการมัดจำไม่เอาบัตรประชาชน ผมก็งงเหมือนกัน ผมเลยกลับเลยทั้งที่ไม่ได้เช็คเอ้า หลังจากนั้นผมย้ายกลับมาอยู่สระบุรีหลายปีผ่านไปไม่ได้ไปแถวนั้น ได้มีโอกาสผ่านตรงนั้น นั่งรถเมล์ผ่าน ไม่มีแฟมิลี่มาร์ทแล้ว และตกนั้นก็มีป้ายโฆษณาอะไรไม่รู้ติดหน้าตึกตึกดูเก่ากว่าตอนนั้นมากไม่รู้ยังเปิดอยู่ไหม! ในความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ กลัวสุดขีด

“ยังเป็นคำถามอยู่ในใจว่าสิ่งที่เห็นและได้ยิน มันจริง บังเอิญ หรือ เราแค่คิดไปเอง!