อีกไม่กีเดือนแล้วที่มหกรรมกีฬาของมวลมนูษยชาติจะเริ่มขึ้น "โตเกียวโอลิมปิก 2020" ซึ่งวันเวลาในการจัดโตเกียวโอลิมปิกในครั้งนี้ก็ยังไม่มีการเลื่อนวันเวลาออกไป จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ในปัจจุบัน ทางคณะกรรมการโอลิมปิกสากลหรือ IOC ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นและองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ติดตามผลการของการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด ว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือลดการระบาดลงไปหรือไม่ ถ้าหากผลการระบาดยังทรงๆอยู่ ก็อาจจะเลื่อนเวลาการจัดงานไปถึงสิ้นปี พ.ศ. 2563 นี้ ก็ต้องดูสถานการณ์ก่อนช่วงใกล้วันงานกันอีกครั้ง

โลโก้ Olympiaภาพจาก : pixabay.com

          ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการโอลิมปิกสากล ได้มีการเปิดเผยคำขวัญของโตเกียวโอลิมปิก 2020 ในครั้งนี้ว่า "United by Emotion" (อารมณ์ความรู้สึกรวบรวมเป็นหนึ่งเดียว) มีความหมายสื่อถึงมหกรรมกีฬาระดับโลกที่มีผู้คนมากมายจากต่างชาติต่างภาษามาร่วมสนุก และมีความสุขไปด้วยกันกับการแข่งขันกีฬา ณ แดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ ซึ่งโอลิมปิกในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่ประเทศญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพหลังจากครั้งแรกเมื่อ 56 ปีที่แล้ว โดยครั้งนี้ญี่ปุ่นได้ท่วมทุนสร้างทั้งสนามกีฬา,ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ คิดเป็นเงินไทยกว่า 120,000 ล้านบาท เพื่อต้อนรับนักกีฬาจากหลากหลายเชื้อชาติที่จะเข้ามาร่วมแข่งขัน รวมถึงผู้คนจากทั่วโลกที่จะเข้ามาร่วมชมร่วมเชียร์มหกรรมกีฬาระดับโลกในครั้งนี้ ในฐานะเจ้าภาพที่ต้องจัดการต้อนรับอย่างดีที่สุด ซึ่งได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างเสร็จสิ้น ก่อนจะเปิดงานโตเกียวโอลิมปิก 2020 ถึง 7 เดือน แสดงถึงความุ่งมั้นทุ่มเทอย่างสูงของคณะผู้จัดงาน

Advertisement

Advertisement

ทางเดินสถานีรถไฟภาพจาก : pixabay.com

          ถ้าลองมองย้อนกลับไปยังช่วงเริ่มต้นในการจัดโตเกียวโอลิมปิก หลายคนคงจะพอจำได้ เรื่องที่ทางการญี่ปุ่นได้เปิดรับบริจาคโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าเพื่อที่จะนำกลับมารีไซเคิลผลิตเป็นเหรียญรางวัลที่ใช้มอบให้กับนักกีฬาในโอลิมปิกครั้งนี้ โดยใช้เวลารวบรวมนานถึงสองปี ได้โทรศัพท์เก่าๆรวมๆแล้วกว่า 600,000 เครื่อง ซึ่งการเปิดรับบริจาคนี้ต่างก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนต่างๆในทุกตำบลทั่วประเทศ และร้านจำหน่ายโทรศัพท์ต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือตั้งกล่องรับบริจาคโทรศัพท์เก่าๆที่ใช้งานไม่ได้แล้ว นำมารวบรวมแล้วส่งไปทำการรีไซเคิล แต่ก็เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมเขาต้องเปิดรับบริจาคกันมากมายขนาดนี้ ทั้งที่จริงแล้วประเทศญี่ปุ่นก็ถือว่าเป็นประเทศที่เป็นผู้นำการผลิตด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว น่าจะมีปริมาณขยะอีเล็คทรอนิกส์มากพอที่จะนำมาผลิตเป็นเหรียญรางวัลได้ แต่ทำไม่ต้องมารับบริจาคอีก? ซึ่งเหตุผลหนึ่งของคณะผู้จัดงาน ก็เพื่ออยากให้คนญี่ปุ่นทุกคนรู้สึกว่าตนเองได้มีส่วนร่วมกับงานนี้ เหมือนกับทุกคนได้มาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ

Advertisement

Advertisement

เหรียญรางวัลภาพจาก : pixabay.com

          เช่นเดียวกับเรื่องการเลือกตัวมาสคอตที่ชื่อ "มิไรโทวะ" ตัวสีขาวน้ำเงิน และ "โซเมตี้" ตัวสีขาวชมพู จากมาสคอตสามแบบสุดท้าย ที่ได้รับคะแนนโหวตมากที่สุด โดยได้รับการโหวตจากเด็กนักเรียนโรงเรียนประถมจากทั่วประเทศ คำถามต่อมา "แล้วทำไมต้องให้เด็กๆช่วยกันโหวต? ทั้งๆที่ญี่ปุ่นเองก็ขึ้นชื่อในเรื่องของการ์ตูนอนิเมชั่นอยู่แล้ว น่าจะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ หรืออาจารย์นักเขียนการ์ตูนมาช่วยตัดสินก็ได้ ทำไม่ต้องให้เด็กๆทั่วทั้งประเทศมาโหวตด้วย" คำตอบก็คือคณะผู้จัดงานเขาอยากให้เด็กๆได้มีส่วนร่วม อยากให้เด็กๆได้เรียนรู้เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิกว่ามีความสำคัญอย่างไรกับประเทศญี่ปุ่น และได้ภูมิใจว่าครั้งหนึ่งในชีวิตของตัวเองเคยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องระดับประเทศมาแล้ว เด็กๆในวันนี้ต้องเติบโตขึ้น และเป็นผู้ที่กำหนดอนาคตของประเทศในวันข้างหน้า

เด็กวิ่งแข่งภาพจาก : unsplash.com

         จากเหตุการต่างๆที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญในทุกๆสิ่ง ไม่เว้นแต่รายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยต่างๆ รวมไปถึงการให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนชาวญี่ปุ่นทุกคน

          ต้องบอกว่าเจ้าภาพญี่ปุ่นพร้อมมากงานนี้ มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ยังจะเป็นความหวังใหม่ของญี่ปุ่น ในด้านการท่องเที่ยว การจับจ่ายภายในประเทศ ความหวังจากรายได้ของผู้คนที่หลั่งไหลเขามาร่วมงานกีฬาโอลิมปิกมากินมาเที่ยวญี่ปุ่น จะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้น หลังจากที่ซบเซามานาน จนมาถึงตอนนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ก็นังไม่นิ่ง ถึงแม้จะมีการผลิตยารักษาไวรัสได้แล้วก็ตาม การควบคุมโรคให้แคบลงอยู่ในวงจำกัดก็เป็นสิ่งสำคัญ นับว่าเป็นความท้าทายของญี่ปุ่นที่ต้องต่อสู้และต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งหลายๆท่านอาจจะเคยเห็นภาพของคนญี่ปุ่น ที่มีความรักความสามคี มีระเบียบวินัยมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติร้ายแรงอย่างไร ชาวญี่ปุ่นก็ฟันฝ่าผ่านมาได้ และยังกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว 

นักกีฬาวิ่งแข่งภาพจาก : pixabay.com

          ซึ่งแน่นอนว่างานกีฬาใหญ่ระดับโลกเช่นนี้ท่านผู้นำประเทศ และคณะผู้จัดงานโตเกียวโอลิมปิก 2020 จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นานาประเทศมั่นใจ ทั้งในเรื่องความปลอดภัย, เรื่องสุขอนามัย ที่จะต้องให้ความสำคัญ ทำให้ทุกคนได้เห็นว่าโตเกียวโอลิมปิกในครั้งนี้จะปลอดภัยจากโรคระบาดไวรัสโควิด-19 และได้รับความสะดวกสบายในด้านต่างๆอย่างเต็มที่กับทุกๆคนที่มาเยือน

          หลายคนอาจมองว่าเจ้าภาพญี่ปุ่นจะเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยอะไรออกมาโชว์บ้าง? แต่ในอีกมุมหนึ่งผมกลับมองว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวก ไม่ใช่งานที่อยากจะโชว์อะไร แต่กลับมองเป็นงานที่อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วม คนละเล็กละน้อย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของเด็กๆและชาวญี่ปุ่นทุกคน ซึ่งมันเป็นการปลูกฝังความคิดของการมีส่วนร่วมการรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง ช่วยกันคิดช่วยกันทำสร้างสังคมที่ดีสร้างมิตรภาพดีดีขึ้นมา.. ท้ายสุดนี้กีฬาโตเกียวโอลิมปิก 2020 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้จะประสบความสำเร็จไปในทิศทางใดต้องคอยติดตามและช่วยกันเป็นกำลังใจกันต่อไปครับ

บทความโดย : กัมบี้บ็อกซ์

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก : unsplash.com