ต้องขอบอกก่อนว่าเรื่องที่เล่าต่อไปนี้คือเรื่องที่ผู้เขียนได้พบมากับตนเองจริงๆและต้องย้อนกลับไปเมื่อสมัยผู้เขียนได้บวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งย่านตลาดโบ๊เบ๊ ซึ่งมีทางรถไฟคั่นกลางระหว่างวัดกับตลาด วัดแห่งนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า180ปีเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่4 ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องมีเรื่องราวมากมายที่ควบคู่ไปกับพุทธสถานแห่งนี้ และกุฏิที่ผู้เขียนได้พำนักก็เป็นกุฏิไม้2ชั้นอายุร่วมร้อยปีที่เจ้านายในสมัยนั้นได้สร้างอุทิศไว้โดยห้องของผู้เขียนนั้นอยู่ชั้น2ซึ่งสามารถมองออกไปเห็นทางรถไฟได้อย่างชัดเจน โดยทุกวันก็จะมีรถไฟวิ่งผ่านกุฏิอยู่เป็นปกติ

รถไฟวิ่งผ่าน

             ภาพโดย http://wow.in.th/UdCx

 

                     การที่วัดและกุฏิมีอายุเป็นร้อยปีก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีสิ่งลี้ลับหรือเรื่องเล่าขานควบคู่กันไปเป็นธรรมดาด้วย ซึ่งระหว่างที่ผู้เขียนเข้าไปพำนักอยู่นั้นก็มีเด็กวัดมาเล่าให้ฟังถึงสิ่งลี้ลับที่มีอยู่ของกุฏินี้อยู่แล้ว โดยเด็กวัดได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนกุฏินี้สร้างอุทิศโดยเจ้าจอมมารดาท่านหนึ่งในสมัยรัชกาลที่5ที่สร้างอุทิศให้กับพระโอรสของท่านที่ได้สิ้นพนะชนม์ไปโดยก่อนที่จะสร้างกุฏินี้เดิมพื้นที่ตรงกุฏิเป็นที่เก็บพระศพของพระโอรส ซึ่งมีหลักฐานคือแท่นหินที่อยู่หลังกุฏิ และเด็กวัดยังเล่าถึงประสบการณ์ของตนเองที่ได้พบเจอกับวิญญาณของเด็กวิ่งไปมาอยู่บริเวณชั้น2ของกุฏิบางครั้งก็ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะบ้างร้องไห้บ้างโดยเฉพาะวันพระใหญ่

Advertisement

Advertisement

ภาพรถไฟจอดนิ่ง

             ภาพโดย http://wow.in.th/6mQ4

 

                 ซึ่งปกติแล้วผู้เขียนเป็นคนที่ชอบยืนมองออกไปนอกหน้าต่างดูบรรยากาศของการที่รถไฟวิ่งไปมาอย่างเพลินตา แต่แล้ววันหนึ่งซึ่งเป็นวันพระใหญ่ตามวินัยสงฆ์วันนี้พระทุกรูปจะต้องลงสวดปาฏิโมกข์ และค่ำวันนั้นเองเวลาประมาณ4.30ผู้เขียนก็ได้ออกมายืนมองรถไฟที่หน้าต่างอยู่อีกเช่นเคยเพียงแต่!!!!!!!!วันนี้นั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากเดิมโดยรางรถไฟนั้นมีรถไฟที่จอดนิ่งอยู่1ขบวนแต่ความผิดปกติคือที่หัวขบวนกลับมีเงาดำๆคล้ายเด็กนั่งกอดเข่าอยู่ตอนแรกผู้เขียนก็คิดว่าตนเองตาฝาดจึงพยายามจ้องมองไปที่เงานั้นอีกทีคราวนี้เริ่มชัดขึ้นจากเงาดำๆเริ่มมีสีให้เห็นขึ้นและสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือเด็กผู้ชายนุ่งโจงไม่ใส่เสื้อนั่งกอดเข่าอยู่บนหลังคารถไฟและเมื่อเวลาผ่านไปสักพักรถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกเด็กผู้ชายคนนั้นได้ยืนขึ้นและได้วิ่งสวนทางกลับรถไฟโดยวิ่งจากหัวขบวนไปท้ายขบวนแต่การวิ่งนั้นกลับเหมือนการลอยเสียมากกว่าเป็นการลอยไปกับลม และเมื่อใกล้ถึงท้ายขบวนเด็กชายผู้นั้นกลับทำสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนแทบช็อค!!!!! นั่นคือเด็กชายคนนั้นได้กระโดดออกจากรถไฟโดยกระโดดมาที่กุฏิของผู้เขียนเองและได้หายวับไปที่หลังกุฏิบริเวณแท่นหินที่เคยเป็นที่วางพระศพของพระโอรสของเจ้าจอมมารดาผู้สร้างกุฏินั่นเอง หลังจากที่ผู้เขียนได้เห็นภาพน่าขนลุกเช่นนั้นแล้วก็ได้ลืมปิดหน้าต่างและรีบนั่งแผ่เมตตาอยู่ทั้งคืน...

Advertisement

Advertisement