สวัสดีค่ะ เราคือ เกษตรสุขกลางกรุง ที่ใช้ชีวิตในแบบวิถี บ้านนอกในกรุง และปลูกผักอินทรีย์เพื่อกินเองและเพื่อขายค่ะ

เราอยากมาเล่าเพื่อแบ่งปันความรู้ ความสุข ความสงบในวิถีที่ยั่งยืน  การปลูกผัก การทำอาหารในวิถีบ้าน ๆ มีผักปลอดภัยไว้ทานเอง และสามารถทำจนเป็นอาชีพหลักได้เลยรูปภาพโดยนักเขียน

ขอเริ่มเล่าเรื่องราว ก่อนที่ครอบครัวเราจะตัดสินใจเลือกมาใช้ชีวิตแบบ "เกษตรสุขกลางกรุง" กันก่อนนะคะ 

เราคือคน บ้านนอก ที่ไม่มีความรู้ ไม่ได้เรียนต่อ จบป.6จากจังหวัดนครสวรรค์ ที่ก็มาใช้ชีวิตตามล่าฝันเหมือนกับหลาย ๆ คน เราอยากมีเงิน อยากมีบ้าน อยากมีรถ เราทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะได้มีเงินเก็บ โดยการเป็นคนงานรับเจาะเสาเข็มอยู่กับดินกินกับทราย งานหนักมาก แต่ด้วยพื้นฐานเราเป็นคนขยัน อดทน เราก็มีเงินจนสามารถซื้อรถได้1คัน ในยุคที่วงการก่อสร้างเฟื่องฟู เราขยับขึ้นเป็นผู้รับเหมา และทำจนสามารถซื้อเสื้อวินในซอยพหลโยธิน55ได้1ตัว เพื่อเอาไว้ให้คนเช่า งานเข็มเจาะ เป็นงานที่เหนื่อยมาก กว่าจะได้เงิน จนสุดท้ายเมื่อประมานปลายปี48 งานเข็มเจาะเริ่มลดน้อยลง เราตัดสินใจเซ้งร้านข้าวมันไก่ ในซอยพหลโยธิน55 ร้านข้าวมันไก่ของเราใช้ชื่อลูกสาวว่า อันดาข้าวมันไก่

Advertisement

Advertisement

เริ่มอยากหันมาค้าขาย และมีเสื้อวินขับอีก1ตัว เราเลิกทำเข็มเจาะและหันมาเป็น แม่ค้าร้านข้าวมันไก่แบบเต็มตัว "ทั้ง ๆ ที่เราไม่ชอบกินข้าวมันไก่เลย" แต่เรามาขายข้าวมันไก่ และก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เย็นตาโฟ จากสูตรเดิมที่เจ้าของเก่าได้สอนเราไว้ แรก ๆ แค่พอขายได้ เรามาเซ้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องข้าวมันไก่เลย เคยกินก็ว่าอร่อยดี ได้กำไรแค่วันละ500เราก็พอใจแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น คนเริ่มมาซื้อน้อยลง เพราะอาจจะเปลี่ยนคนขาย เราเลยคิดว่า ถ้ายังเป็นสูตรเดิม เราเจ้งแน่ ๆ เราเลยเริ่มออกหาความรู้ ไปกินตามร้านต่าง ๆ ปกติเป็นคนไม่ชอบกินข้าวมันไก่ แต่มาขายข้าวมันไก่ ข้าวมันไก่สูตรปรับปรุงใหม่

Advertisement

Advertisement

เราต้องทำจนเรากินได้ เริ่มทดลองสูตรใหม่ หาหนังสือมาอ่าน ไปหาถามตามร้านที่ไปกิน บางคนบอก บางคนหวงสูตร เราก็พยายามทำจนลูกค้าบอกว่า อร่อย และมีลูกค้าประจำมากขึ้น มากขึ้น ก็เพิ่มของ ความโลภเริ่มเข้ามา เริ่มขยับขยายที่ เริ่มขายข้าวเหนียวไก่ทอดเพิ่ม ตื่นตั้งแต่ตี2-ตี3 เลิก2ทุ่ม ได้เงินเยอะเพราะขายดี วันหยุดก็ไปเที่ยว กิน ใช้ แบบคนที่อยากใช้เงินเพื่อทดแทนเวลาที่เหนื่อย จ่ายของแพง ๆ  ที่อยากได้ ไครยืมก็ให้ เปลี่ยนรถคันใหม่ ซื้อที่ที่บ้าน ตจว เก็บไว้ ซื้อเสื้อวินเพิ่มอีก1ตัว แต่ในระหว่างนี้ก็มีภาระผ่อนรถ  ส่งเสียทางบ้าน รายจ่ายโน่นนี่นั่น ซื้อของแพงมาใช้ เพื่อให้ตัวเองดูดี ทริปเที่ยวต่าง ๆ  หยุดก็ไปเที่ยว ค่าเช่าห้อง ค่าเช่าร้านวันหยุดก็จะเที่ยวทุกที่ที่อยากไป

Advertisement

Advertisement

ขายของดี แต่...เงินกลับเสมอตัว การบริหารเงินที่คิดแค่ว่า เดี๋ยวเราก็หาได้ ไม่มีเวลาดูแลลูก รีบกิน รีบแต่งตัว รีบไปส่งโรงเรียน ชีวิตมีแต่ความเร่งรีบ...จนสุดท้าย เราถามตัวเองว่า "เราเหนื่อยกันมากเกินไปป่าววะ?" กับอาชีพเข็มเจาะ ขับวิน ค้าขาย ทุกอาชีพล้วนใช้แรง และบริการ  งานที่ต้องเอาใจคน เรารู้สึกเหนื่อยล้ามากเหลือเกิน

เราไปตลาดทุกวัน เราซื้อผักซื้ออาหารมาทำกิน แต่เรารู้สึกว่า ผัก ที่เรากิน ทำไมมันเหม็นยา ผักคะน้าผักชีต้นหอม ที่แค่เวลาลวกหรือผัด มันมีกลิ่นเหม็นมาก ๆ  ประจวบกับร่างกายเริ่ม พักผ่อนน้อย อ่อนเพลีย ปวดหัวบ่อย ๆ ไปตรวจเจอไขมันในเลือดสูง หมอบอกต้องกินยาและควบคุมเรื่องอาหาร แต่เราไม่ชอบกินยา เราเลยขอหมอว่า จะควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว รูปก๋วยเตี๋ยวต้มยำร้านเราเอง

เราเริ่มหันมาศึกษาเรื่องการกินมากขึ้น ระหว่างนี้เราให้น้องชาย และน้องสะไภ้มาช่วยงานที่ร้าน ทำให้เราเริ่มมีเวลามากขึ้นเริ่มอยากปลูกผักกินเอง เริ่มศึกษาเรื่องการปลูกผักในกระถาง โดยเริ่มจากปลูกผักหน้าบ้านที่เป็นทาวเฮาส์ ที่เราเช่าอยู่ เริ่มเพาะต้นอ่อนทานตะวันต้นอ่อนทานตะวัน

และเพาะมากขึ้นจนสามารถแบ่งแพคใส่ถุงขาย เอาไปวางขายหน้าร้านข้าวมันไก่ แต่กลับไม่ค่อยมีคนซื้อ เพราะเขาบอกว่ากินกันไม่เป็น อารมณ์โลภของแม่ค้าก็มาอีกแล้วตำต้นอ่อนทานตะวันที่เราปลูกเอง

เพาะเยอะขึ้นจนไปเปิดร้าน "แซ่บ&คลีน ตำต้นอ่อนทานตะวัน ปลูกเองตำเอง" เพราะว่าเรามีฝีมือในการทำอาหารอยู่แล้ว เริ่มสนุกกับการขายตำต้นอ่อนทานตะวัน  เริ่มมีลูกค้าประจำ เพราะเราใช้ประโยชน์ของผัก ประโยชน์ของต้นอ่อนมาเป็นเรื่องเด่น ชูในเรื่องสุขภาพ ตำต้นอ่อนทานตะวันกุ้งสด ช่วงนั้นฮิตทานกุ้งสดกันมากๆ

เมื่อเริ่มสนุกกับการปลูกมากขึ้น ศึกษาเรื่องการปลูกผักแบบอินทรีย์มากขึ้น เพราะเราตั้งใจว่าจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลยแม้แต่เม็ดเดียวในการปลูกผักของเรา การหมักปุ๋ยเองจึงเริ่มขึ้น การเริ่มทำน้ำหมัก จึงเริ่มขี้น การเสาะหาปุ๋ยคอกจึงเริ่มขึ้น ผักในกระถางหน้าบ้านจะต้องมีการใส่ปุ๋ยหมัก เราจึงเริ่มทำปุ๋ยหมักใช้เอง และเส้นทาง การมาตามหา "ขี้ควาย" นี่เอง จึงเป็นเส้นทางที่ทำให้เรามาเจอกับ  พื้นที่แห่งการมาเริ่มต้น

และชีวิตใหม่ ของเรา ที่ "เกษตรสุขกลางกรุง"กระท่อมน้อยกับแปลงผักของเรส

คุณอั้น ก้องเกียรติ(เจ้าชายสัตว์) เป็นลูกค้าประจำที่ร้านข้าวมันไก่ของเรา เรารู้ว่าเค้าเลี้ยงควาย ม้า แพะ อยู่ในซอยเดียวกับที่เราอยู่ เราเลยถามคุณอั้นว่า จะเข้าไปขอขี้ควายมาทำปุ๋ยหมักได้ไหม คุณอั้นก็ตอบว่า ได้เลย เราเลยขี่มอเตอรไซค์มากับอิเหยิน  อิเหยินคือ พี่ตี๋ สามีเราเอง เรามาพร้อมกับถุงเพื่อจะมาเก็บขี้ควายไปทำปุ๋ยในเย็นวันหนึ่งน้องควายที่ฟาร์มคุณอั้น

ที่บริเวณท้ายซอย ของพหลโยธิน55 เราเพิ่งเข้ามาเป็นครั้งแรก คุณอั้นมาเช่าที่ว่างเปล่ากับเจ้าของที่ไว้ เพื่อเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพ มีแพะเพื่อขายนม มีไก่ไข่ต่างประเทศเพื่อขายลูกไก่ มีเป็ด มีควายที่คนกทมช่วยกันไถ่ชีวิตมาเลี้ยงไว้ที่นี่ มีม้า1ตัวชื่อถ้วยทอง เรารู้แค่ว่าเค้าชอบเลี้ยงสัตว์ แต่เราไม่เคยมาที่นี่สักทีทั้ง ๆ ที่อยู่ซอยเดียวกัน พอมาถึง บรรยากาศและบ้านคนที่นี่ ยังคงเป็นบ้านไม้แบบเก่า การก่อสร้างตึกยังไม่สามารถเข้ามาถึงได้ เนื่องจากที่บริเวณนี้ทางเข้ายังคงเป็นที่ส่วนบุคล ทางเข้ามาก่อนจะถึงฟาร์มจะต้องเป็นทางผ่านหน้าบ้านคนซึ่งค่อนข้างเล็กและแคบหน่อย แต่รถยนต์ก็สามารถเข้ามาได้  ฟาร์มคุณอั้นที่เช่าไว้ มีสัตว์ที่คุณอั้นเลี้ยง มีกอไผ่ มีต้นกล้วย มีบ่อน้ำ และมี...กระท่อมเล็ก ๆ ไว้นั่งเล่นอยู่1หลัง อันดามาโกยขี้ควายขี้มาไว้หมักดิน

หลังจากเก็บขี้ควายเสร็จก็นั่งเล่นที่กระท่อมและพูดคุยกับคุณอั้นจนมืดค่ำ เรารับรู้สึกถึง บรรยากาศของความเป็น "บ้านนอก" ที่สงบ ไม่ได้ยินเสียงรถ แต่ก็มีเสียงเครื่องบินตลอดเวลา เพราะที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกล จากสนามบินดอนเมือง เราเริ่มมาขอขี้ควายบ่อยขึ้น มาทีไรก็จะนั่งเล่นนอนเล่นที่กระท่อมแห่งนี้ เรารู้สึกเย็นสบาย เริ่มหิ้วส้มตำมานั่งกินพูดคุยเรื่องเกษตรกัน เรื่องพอเพียงตามในหลวงร.๙  ชักไม่ค่อยอยากจะกลับเข้าบ้านทาวเฮ้าส์สะแล้วสิ  เพราะเมื่อกลับเข้าบ้านปุ๊บก็ต้องเปิดแอร์ปั๊ป คุณอั้นเลยชี้ไปที่ดินว่างเปล่าอีก1แปลง ที่อยู่ติดกันกับฟาร์มคุณอั้นว่า "ถ้าพี่ชอบแบบนี้ เช่าที่ดินตรงนี้ทำมั้ยล่ะ ขอเขาปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ สักหลัง ก็ได้นะพี่ ผมรู้จักกับเจ้าของที่ ถ้าพี่สนใจผมจะติดต่อให้ แต่เราจะอยู่ได้ในระหว่างรอเขาขายได้นะพี่ เพราะเขาประกาศขายมานานแล้ว ถ้าพี่เอา ผมจะถามให้ เห็นเขาบอกว่าเอาแค่ปีละหมื่นเดียวเอง "ถ่ายกับพื้นป่าที่ครั้งแรก

ได้ยินดังนี้ เรากับอิเหยิน(พี่ตี๋สามีเราเอง😅)ก็คิดคำนวนทันที เราเช่าบ้านทาวเฮ้าส์เดือนละแปดพัน รวมค่าน้ำค่าไฟด้วยเดือนละเป็นหมื่น ตกปีละแสนสอง เช่าที่นี่ปีละหมื่นตกเดือนละพันเดียวเอง แต่เราต้องมาบุกเบิกปรับที่เอง ปลูกบ้านเอง เงินเก็บก็เหลือน้อยเต็มที

แต่...เรากับอิเหยินกลับตัดสินใจได้ในทันที ตอบคุณอั้นกลับเลยว่า "เอาสิ พี่เอาเลย อั้นติดต่อให้หน่อยนะ" และเส้นทางของ

#เกษตรสุขกลางกรุง

จึงเริมขึ้นตั้งแต่นั้นมา มีเรื่องราวเกิดที่นี่มากมาย ของเส้นทางแห่ง วิถี บ้านนอกในกรุง ไว้จะมาเล่าเรื่องราวของเราให้ฟังใหม่นะคะ 

เกษตรสุขกลางกรุงสุข สงบ

ภาพถ่ายทั้งหมด โดยนักเขียน