สวัสดีค่า! ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษาอังกฤษนั้นมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ หรือเข้าร้านอาหาร เราต้องมีความรู้พื้นฐานด้านภาษาอังกฤษเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับยุคเด็กไทยก้าวไกลสู่อาเซียน ที่ภาษาอังกฤษนั้นถูกใช้เป็นภาษากลางในการสื่อสาร มันจึงมีประโยชน์มากในการทำงานและชีวิตในอนาคต ดังนั้นประชาชนชาวไทยควรเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เราควรให้ความสำคัญกับการฝึกภาษาในทุกๆทักษะ โดยเน้นการพูดและออกเสียงให้คล้ายคลึงกับเจ้าของภาษา อ้าว! แล้วเราจะฝึกยังให้ให้เป๊ะล่ะเนี่ย 555+ 

       การพูดภาษาอังกฤษนั้นไม่ยากเลย หากว่าเรารู้วิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง ดังนั้นวันนี้ไรท์จะมาแชร์เทคนิคการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษตามสไตล์เจ้าของภาษา ถ้าอยากเก่งพูดตั้งใจอ่านแล้วอย่าลืมฝึกตามนะคะ ภาษาอังกฤษสามารถเป็นเรื่องกล้วยๆ ให้ไรท์ช่วยแนะนำแนวทางนะจ๊ะ! อิๆๆ

Advertisement

Advertisement

       ก่อนอื่นเลยเราต้องรู้ก่อนว่าองค์ประกอบของการออกเสียงมีอะไรบ้าง การออกเสียงภาษาอังกฤษนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 7 อย่าง ดังนี้

1. การเน้นคำ (Stress)

stress           การเน้นคำ หรือการสเตรส คือการเน้นเสียงสูงที่พยางค์ใดพยางค์หนึ่งของคำศัพท์ โดยคำศัพท์แต่ละคำจะมีจำนวนพยางค์ที่ต่างกัน บางคำมีสี่พยางค์และบางคำอาจมีแค่พยางค์เดียว เราสามารถละการสเตรสคำที่มีพยางค์เดียวได้ ส่วนการสเตรสคำที่มีสองพยางค์ขึ้นไปมีดังนี้

  • การสเตรสคำที่มีสองพยางค์

     - ส่วนใหญ่แล้วจะสเตรสที่พยางค์แรก คือคำที่อยู่ในหมวดคำนามและคำคุณศัพท์ เช่น

             The beauty of this town makes me want to stay longer.  ความสวยงามของเมืองนี้ทำให้ฉันอยากอยู่ให้นานขึ้น

Advertisement

Advertisement

             คำว่า beauty เป็นคำนาม ให้สเตรสที่ beau

             I like Mr.John because he is very gentle. ฉันชอบคุณจอห์นเพราะว่าเขาเป็นคนสุภาพ

             คำว่า gentle เป็นคำคุณศัพท์ ให้สเตรสที่ gen

     - ถ้าหากเป็นคำศัพท์สองพยางค์ที่เป็นคำกริยา ให้สเตรสที่พยางค์ที่สอง เช่น

             The students conduct my research to be the guidance. นักเรียนนำวิจัยของฉันไปศึกษาเป็นตัวอย่าง

             คำว่า conduct เป็นคำกริยา ให้สเตรสที่ duct

      - คำกริยาต่อไปนี้ให้สเตรสที่พยางค์แรกได้แก่ offer, follow, capture, และอื่นๆ

  • การสเตรสคำที่มีสามพยางค์

      - คำที่ลงท้ายด้วย -al, -ate, -ble, -lly, -lar, -ment, -y, -ty ให้สเตรสที่พยางค์แรก เช่น

             Today people support the equality to make us live with peace. ทุกวันนี้คนเราสนับสนุนความเท่าเทียมกันเพื่อให้เราอาศัยอยู่อย่าง    สงบสุข

Advertisement

Advertisement

             คำว่า equality อ่านว่า อิควัล'เลอะทิ ให้สเตรสที่ qual ซึ่งนับว่าเป็นพยางค์แรกโดยละเสียงอิ    

      - คำที่ลงท้ายด้วย -ian, -ic, -ish, -sion, -tion, -tive, -tor, -ter ให้สเตรสที่พยางค์ก่อนหน้า เช่น

             A prime minister establishes a new policy to make the city clean. นายกฯออกนโยบายใหม่เพื่อทำให้เมืองสะอาด

             คำว่า establish อ่านว่า เอสแท็บ'บลิช ให้สเตรสที่ tab

2. การออกเสียงลงท้าย ed

การออกเสียงลงท้าย ed

  •  ออกเสียง t คำที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะเสียงเบา ได้แก่ f, g, k, p, s, x, sh, และ ch เช่น

 

           - clogged อ่านว่า คลักท์ แปลว่าอุดตัน

           - fixed อ่านว่า ฟิกซท์ แปลว่าซ่อม   

           - crashed อ่านว่า แครชท์ แปลว่าชน

  •  ออกเสียง d คำที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะเสียงหนัก ได้แก่ b, l, n, r, v, และ w 

           - robbed อ่านว่า ร็อบด์ แปลว่าขโมย

           - rolled อ่านว่า โรลด์ แปลว่ากลิ้ง

  • ออกเสียง อิด เอ็ด หรือ เอิด หลังคำที่ลงท้ายด้วย t และ  d

           - embedded อ่านว่า เอ็มเบดเด็ด แปลว่าขยายออก

           - started อ่านว่า สตาร์ททิ่ด แปลว่าเริ่มต้น

3. ออกเสียง r ,l, n และ th           

การออกเสียง r, l, n, และ th            การออกเสียง r และ l ก็เหมือนกับการออกเสียงควบกล้ำในภาษาไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งวิธีการออกเสียงนั้นก็ไม่ได้ยากเลย 

  • การออกเสียง r -- ต้องออกเสียงลงพร้อมดันลิ้นเข้าไปให้ได้มากที่สุด จากนั้นลากเสียงยาวๆเลย
  • การออกเสียง l -- ต้องออกเสียงพร้อมเอาลิ้นแตะเพดานปากด้านบน อย่าลืมลากเสียงให้ยาวนิดนึงนะจ๊ะ
  • การออกเสียง n -- ต้องออกเสียงให้ขึ้นจมูก และออกคำว่า "เนอะ" ครึ่งเสียง 
  • การออกเสียง th -- เอาลิ้นแตะฟันกระต่ายด้านบนก่อนจะออกเสียง แล้วออกเสียงให้ลิ้นสัมผัสกับฟันกระต่าย

4. การสร้างจังหวะ

การสร้างจังหวะ          เราสามารถสร้างจังหวะการพูดด้วยการออกเสียงสั้นและยาวในแต่ละคำ โดยให้สังเกตที่สระในแต่ละพยางค์ว่าเป็นสระเสียงสั้นหรือยาว หากเราเน้นการออกเสียงสระสั้นยาว มันจะยิ่งทำให้การพูดของเรานั้นน่าฟังขึ้น

  • เสียงสระที่ต้องออกให้สั้น ได้แก่ a (อะ), u (อุ), eu (ยุ), และ i (อิ) เช่น

          - adore อ่านว่า อะ - ดอร์ ให้ออกเสียงคำว่าอะสั้นๆ แล้วลากเสียงพยางค์ที่สองยาวๆ

          - celebrity อ่านว่า เซ - เลบ - บริ - ทิ ให้ออกเสียงอิสั้นๆ นอกนั้นออกเสียงยาว

  • เสียงสระที่ต้องออกให้ยาว ได้แก่ aa (อา), ar (แอ), ae (อี), aea (เอีย), ai (ไอ), ao (เอา), er (เออ), eau (อิว), ia (เอีย), ie (อี), oo (อู), ua (อัว), และอื่นๆ

ขอขอบคุณ

ภาพหน้าปกจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:English_language.svg

ภาพที่ 1 จาก: https://pixabay.com/th/photos/abc-พจนานุกรม-คำ-ตัวอักษร-ค้นหา-390026/

ภาพที่ 2 จาก: https://cotoacademy.com/speak-japanese-like-native-natural-japanese-pronunciation-mistakes-avoid-good-habits-adopt/

ภาพที่ 3 จาก: https://pixabay.com/th/photos/โอบามา-barack-แนวทาง-1174489/

ภาพที่ 4 จาก: https://pixabay.com/th/photos/นักธุรกิจ-คน-กลัว-โกรธ-ประกาศ-3036181/