ปลายปีนี้หากใครยังไม่มีแพลนเที่ยวไหน “นายรอบรู้” อยากชวนไปสัมผัสสถานที่ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของไทยกัน ณ พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ พระราชวังเดิม ขอบอกว่าปกติแล้วไม่ได้เข้าชมกันง่ายๆ แต่เนื่องในโอกาสพิเศษฉลองครบรอบ 250 ปี กรุงธนบุรี จึงเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีได้ตั้งแต่วันที่ 15 ถึง 28 ธันวาคมนี้เท่านั้น พลาดแล้วไม่รู้ว่าจะมีโอกาสหน้าอีกเมื่อไร

พระราชวังเดิม คือ ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสิน และเป็นศูนย์กลางการปกครองในสมัยกรุงธนบุรี ต่อมาเมื่อถึงสมัยรัตนโกสินทร์พระราชวังแห่งนี้ยังคงใช้เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์สำคัญหลายๆ พระองค์ เนื่องจากเป็นวังที่มีป้อมปราการขนาดใหญ่สามารถช่วยรักษาพระนครและป้องกันข้าศึกจากทิศตะวันตกได้ ก่อนที่ ร.5 จะพระราชทานให้เป็นที่ตั้งของกองทัพเรือ

ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ภายใต้การดูแลของมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม ภายในมีโบราณสถานที่น่าสนใจมากมาย เช่น ท้องพระโรง ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์สวยงามมาก เราจึงอยากให้ทุกคนได้มาชมกับตาตัวเองสักครั้งหนึ่ง

ทำความรู้จัก “พระราชวังเดิม”

แสงแดดยามสายส่องกระทบผิวน้ำเจ้าพระยาดูสวยงามเพลินตา มีสายลมอ่อนๆ พัดผ่านมาช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เราใช้เวลาเดินทางเพียงชั่งโมงเศษๆ จากท่าน้ำนนท์ด้วยเรือด่วนเจ้าพระยาก็ถึงท่าน้ำวัดอรุณราชวราราม เดินลัดเลาะผ่านร้านจำหน่ายของฝากต่างๆ มายังประตูทางเข้าฝั่งซ้ายมือจะเห็นทหารเรือยืนอยู่ แสดงว่าเรามาถูกทางแล้วละ

เมื่อเดินผ่านประตูพระราชวังเดิมเข้ามาแล้ว จุดแรกขอแนะนำให้เข้าชมก่อนใคร คือ เรือนเขียว ตั้งอยู่ฝั่งเดียวกับป้อมวิชัยประสิทธิ์ อดีตเป็นโรงพยาบาลเดิมของโรงเรียนนายเรือ สร้างเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวยกพื้นสองหลังเชื่อมต่อกัน บริเวณรอบๆ เขียวขจีร่มรื่นด้วยเงาไม้ของต้นลีลาวดี และไม้ประดับต่างๆ ช่วยทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นสบายยิ่งขึ้น

ที่ด้านในนักท่องเที่ยวจะได้ชมวีดีทัศน์อธิบายประวัติความเป็นมา จุดสำคัญต่างๆ ภายในพระราชวังเดิม โบราณวัตถุ รวมไปถึงอาวุธสำคัญต่างๆ ที่จัดแสดงในแต่ละตัวอาคารอีกด้วย เมื่อเดินชมจุดต่างๆ จะทำให้เราอินไปกับเรื่องราวของเหตุการณ์ในอดีตมากยิ่งขึ้น

ออกจากเรือนเขียวแล้ว เราเดินไปฝั่งขวามือข้างประตูทางเข้าพระราชวัง มีอาคารเก๋งหลังใหญ่ และอาคารเก๋งคู่หลังเล็กอยู่ติดกัน สร้างขึ้นเป็นอาคารปูนหลังสีขาวชั้นเดียวแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมตะวันตก ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์สมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงเคยประทับที่อาคารเก๋งหลังใหญ่ จึงเรียกว่า “เก๋งพระปิ่น”

ภายในอาคารเก๋งหลังใหญ่ มีการจัดแสดงพระราชกรณียกิจในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ ศาสนา และศิลปกรรม อาทิ ภาพจิตกรรมพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการติดต่อกับชาวต่างชาติ ตู้แสดงสินค้าสินค้านำเข้าและส่งออกที่สำคัญในสมัยพระเจ้าตากสิน หุ่นจำลองวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ และภาพการประดิษฐานของพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ผู้กอบกู้เอกราชและสร้างกรุงธนบุรี นำมาสู่กรุงเทพมหานครในทุกวันนี้

ส่วนอาคารเก๋งคู่หลังเล็ก มีการจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านการออกรบของพระเจ้าตากสินมหาราช ทั้งอาวุธต่างๆ เช่น ดาบ ง้าว ปืน และหอก แผนที่การศึกสำคัญในสมัยกรุงธนบุรี ภาพจิตรกรรมเหตุการณ์ออกรบที่สำคัญๆ และโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบ เช่น ถ้วย ไห ชาม

ใกล้กันเป็นศาลหลังเล็ก ชื่อว่า ศาลศีรษะปลาวาฬ เป็นที่จัดแสดงกระดูกศีรษะปลาวาฬ ซึ่งถูกค้นพบบริเวณใต้ถุนศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทำให้สร้างศาลขึ้นโดยประยุกต์รูปแบบตัวอาคารให้ใกล้เคียงกับอาคารโดยรอบ

ถัดมาเป็นศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นอาคารหลังใหญ่สีขาว รูปอาคารเป็นแบบไทยประเพณีผสมรูปแบบตะวันตก ภายในมีการตกแต่งแบบจีน  ปีกขวาเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชประทับยืนทรงพระแสงดาบ ปีกซ้ายเป็นโต๊ะว่าภาพพระฉายาลักษณ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมด้วยเครื่องราชศิราภรณ์พระมาลา และดาบเครื่องทรง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และไหว้สักการะได้อีกด้วย

ท้องพระโรง พื้นที่ว่าราชการ

เดินมายังฝั่งตรงข้าม ตัวอาคารออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยสีขาวหลังใหญ่ ประกอบด้วยพระที่นั่งสองพระองค์เชื่อมต่อกัน คือ ฝั่งขวามือ เรียกว่า ท้องพระโรง ใช้เป็นที่ว่าราชการในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อครั้งอดีต แต่ปัจจุบันใช้เป็นที่จัดงาน และประกอบพิธีสำคัญ ส่วนพระที่นั่งฝั่งซ้ายมือ เรียกว่า พระที่นั่งขวาง เป็นส่วนมณเฑียรที่ประทับส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ปัจจุบันใช้เป็นห้องรับรอง และห้องประชุม อีกทั้งยังจัดแสดงแบบจำลองเรือในพระราชพิธีต่างๆ ด้วยเช่นกัน

บริเวณข้างท้องพระโรง มีการออกร้านจำหน่ายของที่ระลึกให้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย ใครสนใจสามารถเข้าไปเลือกซื้อเลือกชมได้ตามอัธยาศัย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดคอปก หนังสือชีวประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือแม้แต่เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็มีให้ผู้สนใจได้เช่าบูชาด้วยละ

เมื่อออกจากอาคารท้องพระโรงมาทางด้านหลังแล้ว พบกับอาคารปูนสีขาวสองชั้น นั้นก็คือ อาคารเก๋งสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวอาคารมีการสร้างแบบตะวันตก ถือเป็นอาคารหลักแรกที่สร้างขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันชั้นบนจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นห้องสมุด ส่วนชั้นล่างจัดเป็นนิทรรศการเงินตรา เครื่องถมทอง และเครื่องถ้วยโบราณของไทย

ป้อมวิไชยเยนทร์ ป้องกันข้าศึกรุกราน

จุดสำคัญสุดท้ายเชื่อว่าใครหลายคนคงรู้จักกันดีจากละครยอดฮิตบุพเพสันนิวาส นั้นคือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ หรือป้อมวิไชยเยนทร์ ป้อมปูนสีขาวหันหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก โดยเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ คอนสแตนติน ฟอลคอน ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง             ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ถือเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สุด ด้วยหลังจากพระเจ้าตากกอบกู้เอกราชได้สำเร็จจึงมีการสร้างพระราชวังหลวงในบริเวณป้อม พร้อมสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี แต่น่าเสียดายที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ฝั่งตะวันออกถูกรื้อทำลายทันทีหลังสร้างเสร็จได้ไม่นาน ด้วยเหตุที่ป้อมมีขนาดใหญ่เกินกำลังที่จะรักษาไว้ จึงต้องรื้อถอน เพื่อไม่ให้ข้าศึกใช้ประโยชน์ได้นั้นเอง ทำให้หลงเหลือเพียงป้อมฝั่งตะวันตกเท่านั้น

จุดนี้ยังสามารถเดินชม พร้อมถ่ายรูปกับปืนใหญ่หน้าป้อมได้อีกด้วย คงถูกใจเด็กๆ หลายคนเป็นแน่ แถมจุดนี้ยังได้เห็นภาพมุมกว้างของแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นการสัญจรของเรือโดยสารต่างๆ ที่แล่นผ่านป้อมวิชัยประสิทธิ์ ดูแล้วสวยงามมากเลยละ

ข้อควรรู้ของการเข้าชมพระราชวังเดิม มีบางจุดไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้วยนะ เช่น ภายในอาคารเรือนเขียว อาคารเก๋งคู่หลังใหญ่ อาคารเก๋งคู่หลังเล็ก และพระที่นั่งขวาง หรืออาจสังเกตได้จากป้ายข้อห้ามหน้าทางเข้าตัวอาคารแต่ละหลัง ใครอยากเก็บภาพความทรงจำละก็ แนะนำให้ถ่ายภาพของตัวอาคารแต่ละจากภายนอก ก็ประทับใจ และสวยงามไม่แพ้กัน