รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนสำคัญมากต่อเศรษฐกิจของประเทศเรา ปี 2561 นักท่องเที่ยวจีนมาไทยสิบล้านกว่าคน เทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดก็ราว ๆ ร้อยละ 37 นำเงินเข้าประเทศไทยหลักห้าแสนล้านบาท นี่ขนาดว่าเจอวิกฤติความเชื่อมั่นจากเรื่องเรือนักท่องเที่ยวจีนล่มที่ จ.ภูเก็ตนะครับ

          ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นทุกปี ภาพของขบวนนักท่องเที่ยวจีนที่นิยมเดินไปด้วยกันเป็นกลุ่ม มีธงนำหน้า ส่งเสียงครื้นเครง ก็เลยกลายเป็นภาพจำของคนจีนในสายตาชาวเราไปแล้ว

          รวมทั้งธุรกิจในวงจรของกรุ๊ปทัวร์จีน ก็เริ่ม ๆ จะเป็นภาพจำของเขตลาดกระบังไปแล้วด้วย

          เขตลาดกระบังมีพื้นที่ติดต่อกับ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ที่ตั้งของสนามบินสุวรรณภูมิ ก็เลยเป็นทำเลที่เหมาะมากสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทัวร์จีน ให้นึกภาพเวลาเราไปเที่ยวเกาหลีใต้กับกรุ๊ปทัวร์นะครับ ออกจากสนามบินอินชอน ไกด์ก็พาขึ้นรถไปกินข้าวมื้อแรกใกล้ ๆ สนามบินเหมือนกัน

Advertisement

Advertisement

          สัญลักษณ์ของการเป็นศูนย์รวมทัวร์จีนคือสถานประกอบการหลายแห่งที่ลานจอดรถมีแต่รถทัวร์ของนักท่องเที่ยวจอดเรียงกัน เอาเท่าที่ผมเห็นวันนี้ ก็เช่นศูนย์อาหารที่เปิดขึ้นมาเพื่อรับทัวร์จีนโดยเฉพาะ หรือ Siam Serpentarium ที่เป็นปลายทางสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ของผม

          Siam Serpentarium คือชื่ออย่างเป็นทางการ ชื่อฝรั่ง เจ้าของเป็นคนไทย ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจีน เรียกชื่อเป็นภาษาไทยเหมาะ ๆ ก็คงเป็น “พิพิธภัณฑ์งู” ตามเจตนารมณ์ของสถานที่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความรู้เรื่องงู

          ลาดกระบังอาจฟังดูไกลจากตัวเมือง แต่เดินทางมาที่นี่ไม่ได้ยากเพราะไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า หรือถ้าเอารถมาเอง พอเลี้ยวเข้าอาณาบริเวณก็จะเจอลานจอดกลางแจ้งโคตรกว้าง กว้างจนผิดปกติ ที่ต้องกว้างขนาดนั้นก็คงเพื่อรองรับขนาดของรถทัวร์ ซึ่งวันนี้ก็จอดเรียงกันหลายคัน ส่วนรถเล็กพนักงานจะโบกให้เข้าไปจอดใต้อาคาร มีที่จอดราว 30 คัน เลือกจอดได้ตามสบายเพราะโหรงเหรงมาก

Advertisement

Advertisement

          เดินเข้าไปในตัวพิพิธภัณฑ์ ความรู้สึกจะต่างจากพิพิธภัณฑ์ในไทยที่เคยเห็น ให้อารมณ์เหมือนเดินเข้าล็อบบี้โรงแรมเสียมากกว่า แต่เป็นโรงแรมที่มีโครงกระดูกงูจำลองขนาดยักษ์ห้อยอยู่บนหัว และมีลูกทัวร์จีนเดินตามธงเหลืองต้อย ๆ

          ราคาเข้าชม 350 บาทสำหรับคนไทย สิ่งที่คุณจะได้คือบริการนำชมพิพิธภัณฑ์แบบส่วนตัวด้วยพนักงานที่เรียกชื่อตำแหน่งว่า Museum Advisor อันที่จริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาเป็นทัวร์ส่วนตัวแบบนี้หรอกครับ ปกติจะแบ่งการเข้าชมเป็นรอบ แต่ด้วยสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เป็นคนจีนเกือบร้อยเปอร์เซนต์ นาน ๆ จะมีคนไทยมาให้พนักงานภาคภาษาไทยได้ปฏิบัติงานสักที ผมเลยได้รับบริการพิเศษแบบตัวต่อตัวไปโดยปริยาย

Advertisement

Advertisement

          ตัวพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ แรกเริ่มเลย Museum Advisor พาผมเข้าไปในห้องที่จำลองเป็นไข่งู ให้เร้าอารมณ์ตัวเองว่าเป็นลูกงูกำลังจะฟักออกไปดูโลกกว้าง พอออกจากห้องบรรดาสรรพสิ่งรอบตัวเช่น หนู กบ จะตัวใหญ่ยักษ์ ให้สมมุมมองของเราที่เป็นงูตัวเล็ก ๆ

          ส่วนนี้จะเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับงูครับ โดยมีน้อง Museum Advisor เป็นคนอธิบายด้วยเรื่องเล่าสนุกสนาน ผมประทับใจความรอบรู้ของน้องมาก ๆ น้องไม่ได้มาท่องเนื้อหาให้เราฟัง แต่น้องเล่ามันออกมาด้วยสุ้มเสียงของผู้เชี่ยวชาญเรื่องงูจริง ๆ เป็นการเที่ยวพิพิธภัณฑ์โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยอธิบายและตอบคำถามเราตัวต่อตัว

          “งูกินงูด้วยกันมั้ยครับ”

          “งูกัดตัวเองจะตายมั้ย”

          เหมือนเป็นเด็ก ที่แห่งนี้เร้าให้ผมได้ถามคำถามมากมาย  

          โซนแรกนี้ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์แบบที่เอาข้อมูลมาติดบอร์ดให้เราอ่านนะครับ แต่เอาเกล็ดงูมาให้ลูบ เอาจู๋งูมาให้ดู เอาเครื่องจำลองการรัดของงูมาให้ลองยัดแขนเข้าไปดูว่าถ้าถูกงูรัดจะมีความรู้สึกอย่างไร เรียกว่าให้ความรู้จากประสบการณ์จริงเกี่ยวกับงูแบบครบวงจร

          พอเข้าส่วนที่ 2 ผมว่าส่วนนี้ผมชอบงูคงชอบมาก ส่วนคนกลัวงูอาจตายไปเลย เป็นโซนที่เขาเอางูสารพัดชนิด ทั้งมีพิษ ไม่มีพิษ และพิษอ่อน ๆ ใส่ไว้ในตู้กระจกให้เราได้ดู ไม่ได้มีแค่ไม่กี่ตู้นะครับ ใช้เวลาเดินดูพร้อมการอธิบายของ Museum Advisor เป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ผมว่าชีวิตนี้ผมได้เห็นงูมากที่สุดก็วันนี้ รวมทั้งอนาคอนดาที่เคยเห็นแต่ในหนัง

          โซนสุดท้าย อันนี้เหมือนได้ระลึกอดึต ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด ประสบการณ์งานวัดอย่างหนึ่งของผมคือการไปยืนล้อมวงดูการแสดงของหมองู พวกเขาจะพูดเร้าอารมณ์ให้เราตื่นเต้น ว่ามีงูยักษ์อยู่ในหีบ พูดกระตุ้นอยู่อย่างนั้น สลับกับการเอาสารพัดไอเท็มกันงูออกมาขาย

          ขายดิบขายดี แต่หีบไม่เปิดสักที จนคนดูทนรอไม่ไหวเดินหนีไปเสียก่อน มีแต่เด็ก ๆ อย่างเราที่เฝ้าทนฟังหลายชั่วโมง ฟังการโม้สลับกันการขายของหลายรอบจนได้ดูหมองูสู้กับงูในที่สุด ก็มีงูจริง ๆ นะครับแต่กว่าจะได้ดูช่างลีลาเยอะจัด

          Siam Serpentarium เอาประสบการณ์งานวัดแบบนั้นมาไว้ในห้องปรับอากาศ คราวนี้ไม่ต้องทนยืนแล้ว มีเวทีให้นั่งดูสบาย ๆ และมีการแสดงให้ดูแน่ ๆ แบบที่ไม่ต้องสลับกับการโฆษณาขายของ

          ที่นี่เอาการแสดงของหมองูแบบดั้งเดิมมาประยุกต์ให้ดูอลังการขึ้น มีโชว์ร่ายรำในชุดแฟนตาซี โชว์สู้กับงูเห่า และโชว์รีดพิษงู รวมทั้งสิ้นการแสดงสามชุดด้วยกัน

          รายได้หลักของ Siam Serpentarium มาจากกรุ๊ปทัวร์จีน ผมไม่แน่ใจนักว่าป้า ๆ ชาวจีนที่เบียด ชน ปะทะผมด้วยสารพัดวิทยายุทธ์ในวันนี้เธอสนใจงูมากแค่ไหน หรือต้องมาที่นี่เพราะมันรวมไว้แล้วในค่าทัวร์ เหมือนที่ผมต้องไปใส่ชุดฮันบกในร้านขายข้าวห่อสาหร่ายกับกรุ๊ปทัวร์ที่เกาหลีใต้

          กระนั้นก็เถอะ ตัวสถานที่ของเขาก็มีคุณค่ามาก ๆ ในตัวเอง ดำรงอยู่โดยไม่หลงลืมความตั้งใจที่จะให้ความรู้เรื่องงูแก่ผู้เยี่ยมชม เห็นได้จากความโดดเด่นในการจัดแสดง การคัดเลือกพนักงานที่มีทั้งใจรักและความรู้ แถมด้วยบริการระดับพรีเมียมอีกต่างหาก

          ผมประทับใจที่นี่มาก และจากมาด้วยความเอาใจช่วยให้มีคนรักงูแวะเวียนมาที่นี่มากขึ้นหน่อย เพื่อที่ว่าความจำเป็นทางเศรษฐกิจจะได้ไม่บีบบังคับให้เขาเปลี่ยนสัดส่วนพื้นที่อาคารไปเน้นการขายขนมของฝากให้พี่น้องชาวจีนไปเสียก่อน

 

อันนี้เรียกเดินแบบมีธงในใจ

ทองอร่ามเพื่อความมงคลของพี่น้องชาวจีน

นิ้วมือของลุงหมองูจะแหว่งๆเพราะโดนกัดมาหลายครั้ง!