ภายหลังจากผมลงนามสัญญาทุนและได้รับวีซ่าจากสถานฑูตออสเตรเลีย รวมถึงตั๋วบินตรงจากไทย ไปออสเตรเลีย ปลายทางคือ ท่าอากาศยานทัลลามารีน เมลเบิร์นmelb                                                                   (Cr: by moerschy from https://bit.ly/2uqIHRG)

เรียนตามตรงว่าตื่นเต้นครับ เพราะถือเป็นการมาอยู่และมาเรียนแรมปีในระดับอุดมศึกษา พอใกล้จะ Landing ใจเต้นรัวๆ ไม่กลัวอะไรครับ กลัวใช้ชีวิตที่ออสเตรเลียได้ไม่ครบหลักสูตร เมื่อคิดถึงเวลานั่งเครื่อง 9 ชั่งโมง กับ ออสเตรเลียปีครึ่ง น่าจะเทียบกันไม่ได้ ดังนั้น ต้องไม่กลัว ใจต้องไม่เต้นรัว ๆ   แต่เมื่อผ่านกลางประเทศ ทะเลทรายสุดพลังAUS Sand                                                                     (เครดิต by pruzi from https://bit.ly/39EYnki

ให้ตายเถอะโรบิ้น เกินครึ่งประเทศนะครับaus(Cr: by WikiImages from https://bit.ly/306hhw7)

แต่เมลเบิร์นอยู่โน่นครับล่าง ๆ ประเทศ แต่เหนือเกาะแทสมาเนีย  ดังจะเห็นข้างต้นจากแผนที่ครับ เมลเบิร์นใกล้ทะเล ดังนั้นลมทะเลจะแรงมาก และอีกประการที่ต้องพึงระวัง คือ ฤดูของออสเตรเลียจะตรงข้ามกับเมืองไทย กล่าวคือ ฤดูร้อนของเมืองไทยน่าจะถือเป็นฤดูหนาวของ ออสเตรเลียจึงเกิด X-Mas in July ใช่ครับคริสต์มาสเดือนกรกฎาคม เท่ากับว่าเทศกาลคริสต์มาสที่ทั่วทั้งโลกจะเฉลิมฉลอง ในเดือนธันวาคม นั้น ออสเตรเลียจะฉลองคริสต์มาสแบบร้อน ๆ (ช่วงธันวาคม) นอกจากนี้ ออสเตรเลียอาจมีปรากฏการณ์ คลื่นความร้อน (Heatwave) อีกhot                                                             (Cr: By sandid from https://bit.ly/2ZYnZEh)

Advertisement

Advertisement

มันจะร้อนแสบผิว (เสมือนอยู่หน้ากองไฟ) ไอร้อนระอุ-ผมนี่วิ่งกลับเข้าห้างแทบไม่ทัน ทางแก้คือดื่มน้ำเยอะๆทากันแดด นอกจากนี้บางวันอาจมีลมแรงมากพัดทรายจำนวนมาก เรียกว่า พายุทะเลทราย SS                                                                    (Cr: by enriquelopezgarre from https://bit.ly/39MvSRN)

Advertisement

Advertisement

ลมแรงขนาดผมต้องวิ่งไปหลบหลังตึกหรือไม่ก็ต้องหาเสาจับไม่เช่นนั้นมีปลิว สรุปว่าเมืองนี้นี่อากาศแปรปรวนสุด บางวันนี่ครบ แดด ฝน หนาว ลมแรง กลายเป็นว่าการไสตล์การแต่งตัวจะเปลี่ยนสีวนไป ไม่ขาวก็ดำ ไม่ดำก็เทา ไม่เทาก็น้ำเงิน ไม่น้ำเงินก็น้ำตาล เพราะฉะนั้นการที่ผมขนเสื้อฉูดฉ าด เช่น ชมพูพิ้งค์ เขียว-เหลืองสะท้อนแสง เรียนตามตรงเด่นมาก! พอไปอยู่ได้สักประมาณ 1 ไตรมาส ผมก็จำต้องเปลี่ยนรูปแบบการแต่งตัว โดยนำ 4 สีที่ได้กล่าวไปแล้วมาใส่

นอกจากนี้ ในฤดูหนาว ผมอาจต้องเตรียมร่มหรือเสื้อกันหนาวที่กันฝนได้ด้วย - ถือเป็นการป้องกันหวัด เพราะการเข้า รพ.ในต่างประเทศเป็ฺนอะไรที่ยุ่งยากที่สุด เช่น หาหมอและนำไปสั่งซื้อยา ใช่ว่ายาที่เราหาได้ตามร้านขายยาเมืองไทย ที่ออสฯจะหาซื้อได้ง่าย ไม่ครับต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ มิฉะนั้น ก็คงต้องขนยาประจำตัวจากไทยมาเองก่อน จะออกทะเลไปมากกว่านี้ กลับเข้ามาสู่เรื่องแฟชั่นกันดีกว่า อย่างที่ได้กล่าวว่าสีหลักๆที่คนที่นี่นิยมใส่กันก็จะมี ดำ ขาว น้ำเงิน น้ำตาล เป็นต้นชุด                                                            (Cr: senivpetro from https://bit.ly/2tHxvzS)

Advertisement

Advertisement

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นเนื่องด้วยกลิ่นไอของผู้ดีอังกฤษ ประกอบกับอากาศที่ค่อนข้างเย็นจึงไม่แปลกที่จะมีการนำเสื้อกันหนาวมาใส่ทับด้วย ... กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อากาศที่เมลเบิร์นนี่เปลี่ยนทุกชั่วโมง ผมจึงต้องพึ่ง accrued weather application เป็นหลัก หรือไม่ก็ต้องพกครีมกันแดด ยันร่มมาครับ แม้ว่าสไตล์การแต่งตัวจะเน้นสวยหรู แต่ตัวผมเองก็ยังคงสบาย ๆ ตามแบบเด็กไทย คือ เสื้อยืด+เสื้อกั๊ก+กางเกงขาสั้น+รองเท้าแตะ ให้หนาวแค่ไหนนานๆทีก็มีเสื้อโค้ทบ้างrare picแต่ส่วนใหญ่ก็ เสื้อยืด+เสื้อกั๊ก+กางเกงขาสั้น+รองเท้าแตะแปลก?

สนอะไรใครมองก็ชั่งเพราะผมขี้ร้อน ชอบอากาศหนาว ไม่ใช่ผู้รากมากดีอะไร ผมมาเรียนไม่ใช่มาแต่งตัว (แม่ผมก็เตือนผมว่า แคร์หน่อยก็ดีลูก) โดยเฉพาะวันไหนที่อากาศมีแค่หลักหน่วยผมจะดีใจเป็นที่สุดเพราะมันเหมือนได้รับการชาร์ตแบตเตอรี่ชีวิต - มันจะคึกเป็นพิเศษ แม้ว่าอุณหภูมิที่ปรากฎบนมือถือจะเป็นเลขหลักหน่วย แต่ต้องดูคำว่า REAL FEEL ซึ่งปกติจะต่ำกว่าตัวเลขที่ปรากฎบน Application แต่ถ้าวันไหนอุณหภูมิเกิน 25 องศาผมนี่ต้องหาอะไรมาบังแดด จนฝรั่งมองว่าผมแปลกผมมาจากประเทศไทยจริงๆหรือ? ... ไม่ใช่ร้อนนะครับ กลัวดำ เพราะที่นั่น Whitening cream มันหาซื้อไม่ได้เพราะผิวดำแบบไทย หรือแทนในสายตาฝรั่งคือผิวสุขภาพดี แต่ให้ตายผมก็ไม่ชอบอยู่ดีกลายเป็นว่าการแต่งตัวของผมตอนนั้นค่อนข้างแตกต่างจากคนท้องถิ่นสุดขั้ว ผมจึงมีโอกาสได้สังเกตแนวการแต่งตัวของคนที่นั่น แล้วนำมาเล่าให้ทุกท่านฟัง

โดยสรุปนะครับการแต่งตัวของคนเมลเบิร์นน่าจะได้รับกลิ่นไอจากความเป็นอังกฤษประกอบกับสภาพอากาศที่แปรปรวนมาก ดังนั้นการที่เราเห็นผู้คนพากันใส่เสื้อหนาๆตัวใหญ่ๆหรูๆ นั่นเป็นเพราะเขาจำเป็นต้องแต่งอย่างนั้น  ลองมาใส่ในเมืองไทยมีหวังเป็นลม แต่ผมเองด้วยความมั่นใจเป็นทุนเดิม จะแต่งตัวแบบไม่สนใจโลกอย่างไรก็ได้ 

เห็นไหมครับด้านบนว่าผมไม่ค่อยสนใจอะไรสักเท่าไหร่ uniform ยิ่งไม่มีข้อกำหนด เพราะถือว่าโตแล้วรับผิดชอบเอง ไม่เน้นชุดเน้นสมอง แต่ก็ควรเน้นชุดนิดนึง

ท้ายนี้ขอบพระคุณเสื้อกั๊กของพี่แชมป์นะครับ และ ภาพปกสวยๆ 

ก่อนลาไปผมขอทิ้งด้วยภาพนี้ครับ ขอบพระคุณทุกคนที่ร่วมเฟรม และขอบพระคุณ ตากล้องสุดหล่อ P' Baebprasert Kiattikun 

(จะว่าไปแต่งตัวดีกับเขาก็ OK นะ จะได้ดูไม่แปลกแยก) 
xiexie

(รูปสุดท้ายก่อนยังไม่เดี้ยง และพี่ปั้น(ตากล้อง)สุดหล่อมุมกล้องได้ แต่งตัว (เหมือนจะ) ดี

ขอบคุณพี่ปั้นนะครับถ่ายที่ Melbourne Institute of Technology แต่เสื้อ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น